รับแอปรับแอป

หนีระเบิดแต่ไม่หนีสัตว์เลี้ยง ชาวบ้านเสี่ยงกลับบ้าน แอบป้อนข้าวน้องหมาน้องวัวกลางเขตปะทะ

นพดล รัตนชัย01-29

เมื่อเสียงปืนดัง แต่เสียงท้องร้องของสัตว์เลี้ยงดังยิ่งกว่า

การปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ลากยาวเข้าสู่วันที่ 10 แล้ว แต่แม้สถานการณ์จะยังไม่นิ่ง ชาวบ้านจำนวนมากก็ยังต้องจำใจอยู่ในศูนย์อพยพ ห่างไกลจากบ้านและสัตว์เลี้ยงที่ทิ้งไว้ข้างหลัง

หลายหลังคาเรือนยังคงปิดเงียบ ไม่มีคนกลับเข้าไป เพราะพื้นที่ยังไม่ปลอดภัย มีเพียงเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่ด้านใน

ท่ามกลางหมู่บ้านที่เงียบราวเมืองร้าง มีเรื่องราวเล็ก ๆ ที่สะกิดใจคนรักสัตว์อย่างแรง

กลับบ้านแบบเสี่ยง ๆ ขอให้สัตว์กินข้าวก่อนค่อยไปตายเอาดาบหน้า

ทีมข่าวลงพื้นที่สำรวจหมู่บ้านใกล้ปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควาย ขณะกำลังเก็บภาพบรรยากาศอยู่นั้น ก็เห็นชาวบ้านคนหนึ่งขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างเข้ามาในหมู่บ้านที่ควรจะว่างเปล่า

เมื่อสอบถามจึงรู้ว่า เธอหนีออกมาจากศูนย์อพยพ เพื่อย้อนกลับมาดูบ้านของตัวเอง ทั้งที่เพิ่งอพยพออกไปกว่าสิบวัน

เหตุผลไม่ซับซ้อนเลย เพราะในบ้านยังมีทั้งวัวและสุนัขที่เธอเลี้ยงไว้ติดอยู่ด้านใน

สำหรับคนเลี้ยงสัตว์แล้ว การปล่อยให้พวกเขาหิวโหยอยู่ในบ้านปิดตายหลายวัน เป็นเรื่องที่ทำใจไม่ได้จริง ๆ

ภารกิจลับของคนรักสัตว์กลางเขตปะทะ

พอเข้าถึงบ้าน สิ่งแรกที่เธอทำไม่ใช่เปิดตู้เสื้อผ้า หรือเช็กของมีค่า แต่คือ

  • ให้อาหารสุนัขที่เฝ้าบ้านอย่างซื่อสัตย์

  • ดูอาการและสภาพของวัวที่เลี้ยงไว้

  • ตรวจความเรียบร้อยภายในบ้านแบบรวดเร็ว

หลังจากแน่ใจว่าสัตว์เลี้ยงได้กินอิ่มและยังปลอดภัย เธอจึงรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบเสื้อชุดใหม่ใส่กระเป๋า เตรียมตัวกลับไปยังศูนย์อพยพเหมือนเดิม

ทั้งหมดนี้ต้องทำแข่งกับเวลา และแข่งกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์

ชีวิตคนต้องรอด แต่ชีวิตของสัตว์เลี้ยง ก็ทิ้งไม่ลงเหมือนกัน

เข้าใจสงคราม แต่ก็ไม่ลืมส่งแรงใจให้แนวหน้า

เธอเล่าว่าการปะทะครั้งนี้ยืดเยื้อกว่าที่คิด แต่ก็พอเข้าใจว่า การจะยึดพื้นที่คืนหรือสร้างความปลอดภัยให้ถาวร ไม่ใช่เรื่องทำได้ในชั่วข้ามคืน

แม้จะต้องอพยพ ต้องห่างบ้าน ต้องห่างสัตว์เลี้ยง แต่เธอยังฝากกำลังใจไปถึงทหารและกำลังพลที่อยู่แนวหน้า

  • เข้าใจว่าหน้าที่ของทหารคือปกป้องพื้นที่และประชาชน

  • รู้ดีว่าการยืดเยื้อไม่ใช่เพราะใครอยากให้เกิด

  • ขอเพียงแนวหลังยังไหว ใจยังสู้ เธอก็ “รอได้” เพื่อให้ทุกอย่างจบลงอย่างปลอดภัย

ในมุมของคนเลี้ยงสัตว์ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสงครามรัฐต่อรัฐ แต่เป็นสงครามเล็ก ๆ ในหัวใจ ระหว่างความกลัว กับความรักที่มีต่อสัตว์เลี้ยงที่รออยู่หน้าบ้านทุกวัน

สรุป: เวลาต้องหนีตาย เราจะเลือกพาสัตว์เลี้ยงไปด้วยไหวไหม?

เรื่องนี้สะท้อนคำถามสำคัญของคนรักสัตว์ทุกคนว่า

  • ถ้าวันหนึ่งเราต้องอพยพหนีภัยจริง ๆ จะทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ข้างหลังได้หรือไม่

  • เราควรเตรียมแผนอพยพสำหรับสัตว์เลี้ยงไว้ล่วงหน้าอย่างไร

สำหรับเจ้าของบางคน ต่อให้ต้องเสี่ยงย้อนกลับเข้าไปในเขตอันตราย ขอแค่ได้ป้อนข้าวน้องหมา น้องวัวให้เรียบร้อย ใจก็เบาลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว

สุดท้าย สงครามอาจบังคับให้คนเว้นระยะห่างจากบ้าน แต่ความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง ไม่มีระยะปลอดภัยมาขีดเส้นกั้นได้เลย