เมื่อเสียงปืนดัง แต่เสียงท้องร้องของสัตว์เลี้ยงดังยิ่งกว่า
การปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ลากยาวเข้าสู่วันที่ 10 แล้ว แต่แม้สถานการณ์จะยังไม่นิ่ง ชาวบ้านจำนวนมากก็ยังต้องจำใจอยู่ในศูนย์อพยพ ห่างไกลจากบ้านและสัตว์เลี้ยงที่ทิ้งไว้ข้างหลัง
หลายหลังคาเรือนยังคงปิดเงียบ ไม่มีคนกลับเข้าไป เพราะพื้นที่ยังไม่ปลอดภัย มีเพียงเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่ด้านใน
ท่ามกลางหมู่บ้านที่เงียบราวเมืองร้าง มีเรื่องราวเล็ก ๆ ที่สะกิดใจคนรักสัตว์อย่างแรง
กลับบ้านแบบเสี่ยง ๆ ขอให้สัตว์กินข้าวก่อนค่อยไปตายเอาดาบหน้า
ทีมข่าวลงพื้นที่สำรวจหมู่บ้านใกล้ปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควาย ขณะกำลังเก็บภาพบรรยากาศอยู่นั้น ก็เห็นชาวบ้านคนหนึ่งขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างเข้ามาในหมู่บ้านที่ควรจะว่างเปล่า
เมื่อสอบถามจึงรู้ว่า เธอหนีออกมาจากศูนย์อพยพ เพื่อย้อนกลับมาดูบ้านของตัวเอง ทั้งที่เพิ่งอพยพออกไปกว่าสิบวัน
เหตุผลไม่ซับซ้อนเลย เพราะในบ้านยังมีทั้งวัวและสุนัขที่เธอเลี้ยงไว้ติดอยู่ด้านใน
สำหรับคนเลี้ยงสัตว์แล้ว การปล่อยให้พวกเขาหิวโหยอยู่ในบ้านปิดตายหลายวัน เป็นเรื่องที่ทำใจไม่ได้จริง ๆ
ภารกิจลับของคนรักสัตว์กลางเขตปะทะ
พอเข้าถึงบ้าน สิ่งแรกที่เธอทำไม่ใช่เปิดตู้เสื้อผ้า หรือเช็กของมีค่า แต่คือ
ให้อาหารสุนัขที่เฝ้าบ้านอย่างซื่อสัตย์
ดูอาการและสภาพของวัวที่เลี้ยงไว้
ตรวจความเรียบร้อยภายในบ้านแบบรวดเร็ว
หลังจากแน่ใจว่าสัตว์เลี้ยงได้กินอิ่มและยังปลอดภัย เธอจึงรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบเสื้อชุดใหม่ใส่กระเป๋า เตรียมตัวกลับไปยังศูนย์อพยพเหมือนเดิม
ทั้งหมดนี้ต้องทำแข่งกับเวลา และแข่งกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์
ชีวิตคนต้องรอด แต่ชีวิตของสัตว์เลี้ยง ก็ทิ้งไม่ลงเหมือนกัน
เข้าใจสงคราม แต่ก็ไม่ลืมส่งแรงใจให้แนวหน้า
เธอเล่าว่าการปะทะครั้งนี้ยืดเยื้อกว่าที่คิด แต่ก็พอเข้าใจว่า การจะยึดพื้นที่คืนหรือสร้างความปลอดภัยให้ถาวร ไม่ใช่เรื่องทำได้ในชั่วข้ามคืน
แม้จะต้องอพยพ ต้องห่างบ้าน ต้องห่างสัตว์เลี้ยง แต่เธอยังฝากกำลังใจไปถึงทหารและกำลังพลที่อยู่แนวหน้า
เข้าใจว่าหน้าที่ของทหารคือปกป้องพื้นที่และประชาชน
รู้ดีว่าการยืดเยื้อไม่ใช่เพราะใครอยากให้เกิด
ขอเพียงแนวหลังยังไหว ใจยังสู้ เธอก็ “รอได้” เพื่อให้ทุกอย่างจบลงอย่างปลอดภัย
ในมุมของคนเลี้ยงสัตว์ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสงครามรัฐต่อรัฐ แต่เป็นสงครามเล็ก ๆ ในหัวใจ ระหว่างความกลัว กับความรักที่มีต่อสัตว์เลี้ยงที่รออยู่หน้าบ้านทุกวัน
สรุป: เวลาต้องหนีตาย เราจะเลือกพาสัตว์เลี้ยงไปด้วยไหวไหม?
เรื่องนี้สะท้อนคำถามสำคัญของคนรักสัตว์ทุกคนว่า
ถ้าวันหนึ่งเราต้องอพยพหนีภัยจริง ๆ จะทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ข้างหลังได้หรือไม่
เราควรเตรียมแผนอพยพสำหรับสัตว์เลี้ยงไว้ล่วงหน้าอย่างไร
สำหรับเจ้าของบางคน ต่อให้ต้องเสี่ยงย้อนกลับเข้าไปในเขตอันตราย ขอแค่ได้ป้อนข้าวน้องหมา น้องวัวให้เรียบร้อย ใจก็เบาลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว
สุดท้าย สงครามอาจบังคับให้คนเว้นระยะห่างจากบ้าน แต่ความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง ไม่มีระยะปลอดภัยมาขีดเส้นกั้นได้เลย

