เริ่มต้นดูแลสุขภาพ แบบคนยุคใหม่
ในยุคที่ใคร ๆ ก็หันมาสนใจสุขภาพ การเลือกกินไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ คุณค่าทางโภชนาการ ที่เราใส่เข้าร่างกายทุกวัน
หนึ่งในตัวช่วยที่สำคัญมาก แต่หลายคนยังมองข้าม ก็คือ “ฉลากโภชนาการ” ที่ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์อาหารแทบทุกชิ้น ถ้าอ่านเป็น ชีวิตการกินจะง่ายขึ้นเยอะ ทั้งเรื่องคุมน้ำหนัก คุมโรค และดูแลสุขภาพแบบยั่งยืน
ฉลากโภชนาการคืออะไร กันแน่?
ฉลากโภชนาการ หรือฉลากอาหาร คือข้อมูลโภชนาการที่ผู้ผลิตต้องระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์อาหาร โดยจะบอกปริมาณสารอาหารต่าง ๆ ที่มีในผลิตภัณฑ์ เช่น
พลังงาน (แคลอรี่)
โปรตีน
ไขมัน
คาร์โบไฮเดรต
น้ำตาล
ใยอาหาร
โซเดียม
วิตามินและแร่ธาตุบางชนิด
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราเห็นภาพชัด ๆ ว่า ของที่กำลังจะกินเข้าไปนั้น ให้สารอาหารอะไร เท่าไร และเหมาะกับเป้าหมายสุขภาพของเราหรือไม่
ทำไม “ต้อง” อ่านฉลากโภชนาการ?
1. คุมสารอาหารได้แบบมีสติ
สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต หรือกำลังคุมอาหารอยู่ การอ่านฉลากช่วยให้ รู้ตัวเลขจริง ๆ ว่าแต่ละคำที่กินเข้าไป ให้สารอาหารอะไร และมากน้อยแค่ไหน
2. ใช้เปรียบเทียบสินค้าได้ฉลาดขึ้น
ฉลากโภชนาการทำให้เราสามารถเทียบผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันต่างยี่ห้อได้ง่ายขึ้น เช่น เลือกนมรสจืดที่มีน้ำตาลน้อยกว่า หรือขนมขบเคี้ยวที่ไขมันน้อยกว่า เป็นต้น
เมื่อดูละเอียดลงไป บางครั้งผลิตภัณฑ์ที่เขียนว่ามีไขมันรวมน้อยกว่า แต่อาจเป็น ไขมันทรานส์หรือไขมันอิ่มตัว ในสัดส่วนที่สูงกว่าอีกยี่ห้อ ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพเลย
3. เลี่ยงสารอาหารที่ไม่อยากได้
ฉลากช่วยให้เราหลีกเลี่ยงสารอาหารที่ควรจำกัด เช่น
ไขมันทรานส์
ไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูง
โซเดียมสูง
น้ำตาลเยอะเกินจำเป็น
การเช็กฉลากทุกครั้งก่อนซื้อ คือด่านแรกในการ ป้องกันโรคจากพฤติกรรมการกิน
4. วางแผนการกินทั้งวันได้ง่ายขึ้น
เมื่อเราเข้าใจตัวเลขบนฉลาก เราจะวางแผนเมนูแต่ละมื้อได้ดีขึ้น ว่ามื้อนี้กินอะไรไปแล้วบ้าง มื้อหน้าและทั้งวันควรเพิ่มหรือลดสารอาหารแบบไหน เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหาร ครบ สมดุล และไม่เกินความต้องการ
ส่วนสำคัญบนฉลากโภชนาการ ที่ต้องดูให้เป็น
บนฉลากโภชนาการจะมีข้อมูลหลัก ๆ ที่ควรรู้จักและใช้เป็นประจำ ดังนี้
1. พลังงาน (แคลอรี่)
คือปริมาณพลังงานที่ได้จากอาหารหนึ่งหน่วยบริโภค โดยมักระบุเป็นหน่วยกิโลแคลอรี (kcal) ถ้าอยาก คุมน้ำหนัก หรือควบคุมแคลอรี่ทั้งวัน ต้องเริ่มจากตัวเลขตรงนี้ก่อนเลย
2. ไขมัน
ส่วนของไขมันมักแยกเป็น
ไขมันทั้งหมด
ไขมันอิ่มตัว
ไขมันทรานส์
ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์หากกินมากเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด คนดูแลสุขภาพควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี ไขมันไม่ดีเหล่านี้ให้น้อยที่สุด
3. คาร์โบไฮเดรต
คาร์โบไฮเดรตบนฉลากมักรวมถึง
น้ำตาล
ใยอาหาร
น้ำตาลสูงเกินไป เสี่ยงทั้งโรคอ้วนและเบาหวาน ส่วนใยอาหารช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ลดความเสี่ยงโรคหลายอย่าง ดังนั้นเวลามองฉลาก อย่าดูแค่คาร์บรวม ให้ดูน้ำตาลและใยอาหารควบคู่กัน
4. โปรตีน
โปรตีนคือสารอาหารหลักในการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ รวมถึงช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ คนที่ลดน้ำหนักแบบกินเป็น ควรให้ความสำคัญกับโปรตีนไม่น้อยไปกว่าการดูแคลอรี่
5. โซเดียม
โซเดียมคือสิ่งที่บอกระดับ “ความเค็ม” ของอาหาร หากบริโภคโซเดียมมากเกินไป เสี่ยงต่อ
ความดันโลหิตสูง
โรคไต
ใครที่ชอบอาหารรสจัด หรือชอบของแปรรูป ควรหัดพลิกดูโซเดียมบนฉลากให้ติดเป็นนิสัย และพยายามเลือกผลิตภัณฑ์ที่ โซเดียมต่ำลง
6. วิตามินและแร่ธาตุ
ในบางผลิตภัณฑ์ ฉลากจะระบุวิตามินและแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม เหล็ก วิตามินซี เป็นต้น ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย เช่น เสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยบำรุงกระดูก หรือช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง
เทคนิคอ่านฉลากโภชนาการให้ได้ประโยชน์สุด
แค่ดูผ่าน ๆ ไม่พอ ถ้าอยากใช้ฉลากให้เป็นประโยชน์เต็มที่ ลองโฟกัสจุดสำคัญเหล่านี้
1. ดูให้ชัดว่าเป็น “ต่อ 1 หน่วยบริโภค”
ฉลากส่วนใหญ่มักระบุข้อมูลโภชนาการ ต่อ 1 หน่วยบริโภค ไม่ใช่ต่อทั้งกล่องหรือทั้งซอง
ตัวอย่างเช่น
น้ำผลไม้ 1 กล่อง อาจระบุว่ามี 2 หน่วยบริโภค
ตัวเลขแคลอรี่ น้ำตาล หรือไขมันที่เห็นบนฉลาก คือ ต่อ 1 แก้ว ไม่ใช่ต่อทั้งกล่อง
ถ้าดื่มหมดกล่อง ก็ต้อง คูณสอง ตัวเลขสารอาหารเข้าไป ดังนั้นก่อนจะดีใจว่าพลังงานน้อย อย่าลืมดูจำนวนหน่วยบริโภคให้ละเอียด
2. เปรียบเทียบสินค้าก่อนตัดสินใจ
ฉลากช่วยให้เราเลือกสิ่งที่ดีกว่าได้ โดยดูจากตัวเลขเหล่านี้
ไขมันรวมและชนิดของไขมัน
น้ำตาล
โซเดียม
บางครั้งผลิตภัณฑ์หนึ่งอาจมีไขมันรวมน้อยกว่า แต่อีกยี่ห้อแม้ไขมันรวมมากกว่าเล็กน้อย แต่เป็นชนิดที่ดีกว่า เช่น ไขมันไม่อิ่มตัว เมื่อดูรายละเอียดแล้วอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าในภาพรวม
3. อ่านส่วนประกอบตามลำดับมาก–น้อย
ในส่วนของส่วนประกอบ ผู้ผลิตจะเรียงลำดับจากสิ่งที่มีปริมาณมากที่สุด ไปหาน้อยที่สุด
ถ้าเห็น น้ำตาล ไขมัน หรือน้ำเชื่อมต่าง ๆ อยู่ในอันดับต้น ๆ แปลว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีส่วนผสมเหล่านี้ในปริมาณสูง ควรพิจารณาให้ดี โดยเฉพาะคนที่ต้องควบคุมน้ำตาลหรือไขมัน
4. ใช้ %DV (Daily Value) ให้เป็น
%DV คือเปอร์เซ็นต์ที่บอกว่า สารอาหารใน 1 หน่วยบริโภค คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของความต้องการต่อวัน
ถ้า %DV ต่ำกว่า 5% ถือว่า “น้อย”
ถ้า %DV สูงกว่า 20% ถือว่า “มาก”
ตัวเลขที่สูงไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสารอาหารอะไร เช่น
ใยอาหารหรือวิตามิน %DV สูง = น่าสนใจ
โซเดียมหรือน้ำตาล %DV สูง = ควรระวัง
อย่าลืมว่าในหนึ่งวัน เราไม่ได้กินแค่อาหารชิ้นเดียว จึงต้องคิดรวมกับสิ่งที่กินจากมื้ออื่น ๆ ด้วยเสมอ
ข้อควรระวังเวลาอ่านฉลาก
1. ระวังข้อความโฆษณาที่ชวนเข้าใจผิด
คำโปรยอย่าง
“ไขมันต่ำ”
“น้ำตาลน้อย”
อาจทำให้รู้สึกว่าปลอดภัย แต่อาจแอบมีสิ่งอื่นที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น
โซเดียมสูงมาก
ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในปริมาณมาก
วิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดคือ อย่าเชื่อแค่คำโฆษณาหน้าซอง ให้พลิกไปอ่านตัวเลขจริง ๆ บนฉลากทุกครั้ง
2. คำว่า “ธรรมชาติ” หรือ “ออร์แกนิก” ไม่ได้แปลว่าดีเสมอ
คำเหล่านี้ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดูดี แต่ไม่ได้หมายความว่าอาหารนั้นจะดีต่อสุขภาพในทุกมิติ
แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติหรือออร์แกนิก ก็ยังอาจมี
น้ำตาลสูง
ไขมันสูง
โซเดียมสูง
ดังนั้น ไม่ว่าฉลากหน้าซองจะเขียนสวยหรูแค่ไหน ก็ต้องกลับมาดูตารางโภชนาการเสมอ
สรุป: การอ่านฉลาก = ทักษะพื้นฐานของคนรักสุขภาพ
การอ่านฉลากโภชนาการไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่เป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้เรา กินอย่างมีสติ และเหมาะกับความต้องการของร่างกายมากขึ้น
เมื่อเข้าใจตัวเลขบนฉลาก เราจะสามารถ
ลดความเสี่ยงโรคที่เกี่ยวกับอาหาร เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือด
วางแผนคุมแคลอรี่และสารอาหารได้
เลือกอาหารที่ตอบโจทย์เป้าหมายสุขภาพ ทั้งลดน้ำหนัก รักษารูปร่าง หรือดูแลสุขภาพระยะยาว
ก่อนจะหยิบสินค้าใส่ตะกร้าครั้งต่อไป ลองหยุดสักนิดแล้วพลิกดู ฉลากโภชนาการ ให้ละเอียด เพราะนี่คือเครื่องมือง่าย ๆ ที่ช่วยให้คุณและครอบครัว แข็งแรงขึ้นได้ทุกวันจากการเลือกกินอย่างฉลาด

