รับแอปรับแอป

กินเกรปฟรุ้ตยังไงให้ผอมลงแบบไม่พังสุขภาพ: คู่มือครบจบสำหรับสายไดเอท

พงศ์ภัทร จันดี01-29

เกรปฟรุ้ตกับการลดน้ำหนักจริงจังแค่ไหน?

เกรปฟรุ้ตเป็นผลไม้ที่หลายคนรักหลายคนเกลียด เพราะรสขมปนเปรี้ยวค่อนข้างชัด แต่ถ้าพูดถึงเรื่อง ประโยชน์ต่อสุขภาพและการลดน้ำหนัก ผลไม้ตระกูลส้มชนิดนี้ถือว่าโดดเด่นมากจนถูกนักโภชนาการหยิบมาใช้ในเมนูลดน้ำหนักอยู่บ่อย ๆ

เงื่อนไขมีแค่อย่างเดียว คือ ต้องรู้วิธีกินให้ถูกต้อง เพื่อให้ผอมลงได้จริงโดยไม่ทำร้ายร่างกาย

ทำไมเกรปฟรุ้ตถึงช่วยเรื่องน้ำหนัก

เคล็ดลับอยู่ที่ส่วนประกอบทางเคมีและสารออกฤทธิ์ในเนื้อและเยื่อสีขาวของเกรปฟรุ้ต เช่น

  • naringin, noonkaton – กระตุ้นและช่วยปรับสมดุลการเผาผลาญ

  • สารจากมะกรูด – ลดความอยากอาหารและอาการหิวจัด

  • ไกลโคไซด์ – ช่วยสนับสนุนสุขภาพของเลือด

  • กรดควินิก – มีผลเหมือน “ปิดเสียง” ต่อมรับรส ลดความอยากกินจุกจิก

  • สารต้านอนุมูลอิสระ – ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ขับสารพิษ ช่วยทำความสะอาดเลือดจากไขมันและคอเลสเตอรอล

  • ไลโคปีน – ช่วยชะลอการย่อยและการดูดซึมไขมัน

  • วิตามินกลุ่มใหญ่ (C, A, E, และกลุ่ม B)

  • แร่ธาตุสำคัญ (โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม โซเดียม แคลเซียม สังกะสี เหล็ก)

  • เพคติน เส้นใยอาหาร ไฟเบอร์ – ช่วยให้อิ่มท้องและช่วยเรื่องท้องผูกเรื้อรัง

จุดแข็งอีกอย่างคือ แคลอรี่ต่ำมาก เนื้อเกรปฟรุ้ต 100 กรัมมีพลังงานประมาณ 32–35 กิโลแคลอรี ไขมันแทบไม่มี (ราว 0.2 กรัม) และคาร์โบไฮเดรตเพียงประมาณ 8.7 กรัม จนแทบจะ “กินแล้วไม่อ้วน” ในแง่พลังงาน

แต่น้ำเกรปฟรุ้ตกลับให้แคลอรีสูงกว่ามาก ประมาณ 90 กิโลแคลอรี จึงเหมาะกินแบบเนื้อสดมากกว่า

กลิ่นของเกรปฟรุ้ตที่มาจากน้ำมันหอมระเหยเข้มข้น ยังช่วยลดความหิวได้ดีอีกด้วย

ทำไมผู้หญิงลดน้ำหนักควรมองหาเกรปฟรุ้ต

ผู้หญิงจำนวนมากต้องเข้าคอร์สไดเอทยาว ๆ ซึ่งมักตามมาด้วย

  • ความเครียดจากการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต

  • ปัญหานอนหลับ

  • อาการหมดแรง เบื่อหน่าย

  • ภาวะอารมณ์ตก หรือคล้ายซึมเศร้า

การใส่เกรปฟรุ้ตลงในเมนูลดน้ำหนัก โดยเฉพาะมื้อเย็นหรือตอนกลางคืน ช่วย

  • ฟื้นสมดุลทางจิตใจ

  • บรรเทาปัญหานอนไม่หลับ

  • ลดความล้าเรื้อรัง

แค่ได้เห็นสีส้มอมชมพูฉ่ำ ๆ ก็ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้แล้ว ยังมีกลิ่นหอมสดชื่นและรสเปรี้ยวขมแบบมีมิติ ช่วยให้การกินคลีนไม่รู้สึกน่าเบื่อ

อีกปัญหาของการไดเอทคือ ขาดวิตามินและแร่ธาตุ ทำให้ผิว ผม เล็บดูโทรม แก่ก่อนวัย ในจุดนี้เกรปฟรุ้ตคือ “วิตามินบอมบ์” ตามธรรมชาติ มีทั้งมาโครและไมโครนิวเทรียนต์แน่น ๆ ช่วยให้

  • ผิวดูใสขึ้น สีผิวสม่ำเสมอ

  • ลดปัญหาผิวไม่เรียบและเซลลูไลท์

เกรปฟรุ้ตลูกหนึ่งก็มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เวลากินจึงรู้สึกเหมือนกินหนึ่งมื้อ ทำให้สมองและร่างกายเข้าใจว่าเรา “อิ่ม” แล้ว ทั้งที่แคลอรี่จริงใช้ไม่มาก

สำคัญ! เกรปฟรุ้ตไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะตอนลดน้ำหนักเท่านั้น แต่ยังเหมาะมากในช่วง

  • หน้าหนาว–ต้นฤดูใบไม้ผลิที่ร่างกายขาดวิตามิน

  • ภูมิคุ้มกันอ่อนลง

  • ใช้เป็นหนึ่งในตัวช่วยป้องกันการเกิดเนื้องอกบางประเภท

เกรปฟรุ้ตกินคู่กับอาหารโปรตีนได้ดีมาก ซึ่งเป็นคอมโบสำคัญของเมนูลดน้ำหนัก

กินเกรปฟรุ้ตยังไงให้ผอมลงจริง

กฎพื้นฐานก่อนเริ่ม

  • เลือกผลที่ สุกกำลังดี ไม่สุกเกิน ไม่ดิบเกิน

  • ให้เกรปฟรุ้ตอยู่ที่ อุณหภูมิห้อง ไม่เย็นจัด เพราะความเย็นจะทำให้ naringin ทำงานได้น้อยลง

การกินเกรปฟรุ้ตแบบ โมโนไดเอท (กินอย่างเดียวทั้งวัน) ไม่ใช่ไอเดียที่ดี เพราะเสี่ยงขาดสารอาหารและทำลายระบบย่อยอาหารในระยะยาว

ทางที่ถูกคือ

  • ใส่เกรปฟรุ้ตลงในเมนูอาหารปกติที่จัดอยู่ในหมวด อาหารดีต่อสุขภาพ

  • งดคาร์โบไฮเดรตดูดซึมเร็ว เช่น
    • ขนมหวาน

    • ของรมควัน

    • ฟาสต์ฟู้ดและอาหารสำเร็จรูป

    • น้ำอัดลมหวาน

  • อย่าหวังผลจากการกินอย่างเดียว ควร ออกกำลังกายควบคู่

สำคัญ! เส้นใยสีขาว ๆ บนเนื้อเกรปฟรุ้ตไม่จำเป็นต้องลอกทิ้ง เพราะตรงนั้นมีสารที่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ แต่เรื่อง “เปลือกเกรปฟรุ้ตเผาผลาญไขมัน” นั้นเป็นแค่ ตำนาน ไม่ควรหลงเชื่อ

กินเกรปฟรุ้ตตอนเย็นดีไหม?

คำตอบคือ ดีมาก โดยเฉพาะถ้าใช้เป็นมื้อค่ำแบบไลต์ ๆ

แนวทางที่แนะนำ:

  • จับคู่เกรปฟรุ้ตกับโปรตีนจากสัตว์แบบไขมันต่ำ เช่น
    • เนื้อแดงไม่ติดมัน

    • อกไก่

    • ปลา

  • หรือกินร่วมกับธัญพืชและผัก

สูตรนี้เหมาะกินได้ทั้งวัน แต่ถ้าจัดเป็นมื้อเย็นจะช่วยให้

  • อิ่มแบบไม่หนักท้อง

  • การเผาผลาญยังเดินต่อ

  • ระบบย่อยอาหารทำงานลื่นขึ้นก่อนเข้านอน

ก่อนหรือหลังอาหาร – เวลาไหนเวิร์กสุด

จะกินเช้าหรือเย็นก็ได้ แต่สิ่งที่ควรเลี่ยงชัดเจนคือ

  • ห้ามกินตอนท้องว่างในตอนเช้าโดยไม่มีอะไรรองท้อง

เพราะกรดจากผลไม้รุนแรงพอที่จะ

  • ระคายเคืองเยื่อบุช่องปากและกระเพาะอาหาร

  • เพิ่มความเสี่ยงโรคฟันผุ

ส่วนเวลาที่เหมาะคือ

  • หลังมื้ออาหาร 1.5–2.5 ชั่วโมง ในฐานะของว่างช่วยลดความหิว

  • หรือกินประมาณครึ่งผลหลังอาหารกลางวันหรืออาหารเย็นในฐานะของหวาน ช่วยกระตุ้นการย่อย

กินเกรปฟรุ้ตเป็นของหวานหลังมื้อหลัก แทนเค้กหรือน้ำอัดลม จะช่วยระบบย่อยได้มากกว่า

วันหนึ่งควรกินเท่าไหร่

ปริมาณที่ปลอดภัยและเห็นผลคือ

  • เนื้อเกรปฟรุ้ตปอกเปลือก ไม่เกิน 400–500 กรัมต่อวัน

  • อยู่ในเมนูที่สมดุลและไม่กินเกินความต้องการของร่างกาย

ถ้าทำได้ถูกต้อง และมีน้ำหนักเกินพอสมควร คุณอาจเห็นตัวเลขลดลงได้ราว 2–3 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ (เมื่อควบคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่)

แต่ถ้ากินมากเกินพอดีหรือกินผิดวิธี ผลข้างเคียงที่อาจเจอ ได้แก่

  • ระคายเคืองแผลในปาก

  • อิจฉาริษยา เจ็บแสบท้อง เยื่อบุในกระเพาะและลำไส้ถูกทำลาย

  • ท้องเสีย

ในเคสหนัก ๆ โดยเฉพาะถ้ากินเกรปฟรุ้ตร่วมกับยาบางชนิดในปริมาณมาก อาจทำให้

  • ความดันโลหิตลดลงมาก (ความดันต่ำ)

  • รู้สึกเพลีย หน้ามืด ไม่สบายตัวอย่างชัดเจน

ทั้งเนื้อและน้ำเกรปฟรุ้ต ถ้ากินมากเกินไป โดยเฉพาะคนที่มีโรคกระเพาะหรือแผลในลำไส้เดิมอยู่แล้ว ความเสี่ยงเรื่องแผลจะยิ่งสูง

ไอเดียเมนูเกรปฟรุ้ตสำหรับสายลดน้ำหนัก

โดยหลักแล้ว เกรปฟรุ้ตกินแบบสด ๆ จะดีที่สุด แต่ถ้าอยากให้ไดเอทไม่น่าเบื่อ ก็สามารถดัดแปลงเป็นเมนูต่าง ๆ ได้ โดยยังรักษาหลักง่าย ๆ คือ

  • เลี่ยงน้ำตาลสูง

  • ไม่ใส่ครีม เครื่องจิ้มมัน ๆ

เกรปฟรุ้ตเข้ากันได้ดีทั้งกับ

  • ผลไม้และเบอร์รี่อื่น ๆ

  • ผลิตภัณฑ์นมและนมเปรี้ยว

  • เนื้อสัตว์และเนื้อไก่

1. สมูทตี้เกรปฟรุ้ตเผาผลาญดี

วิธีทำ:

  1. ปอกเปลือกและลอกเยื่อผลไม้ทุกชนิด เอาเมล็ดออก

  2. หั่นเนื้อเกรปฟรุ้ตเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่เครื่องปั่น

  3. ใส่ผลไม้อื่นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ปรับตามรสที่ชอบได้

  4. ปั่นจนเนียน หากข้นเกินไปให้เติมของเหลวเล็กน้อย

“คู่หูยอดนิยม” ของเกรปฟรุ้ตสำหรับสมูทตี้ลดน้ำหนัก ได้แก่

  • บลูเบอร์รี่ + สตรอว์เบอร์รี่

  • ส้ม + ผักโขม

  • แอปเปิ้ล + บรอกโคลี

  • เชอร์รี่ + แครนเบอร์รี่

  • สับปะรด + ขึ้นฉ่าย (จะหวานนุ่มขึ้นถ้าเติมน้ำผึ้ง 1–2 ช้อนชา)

  • อะโวคาโด + ขิงสดขูด (ไม่ควรเกิน 1 ช้อนโต๊ะ)

ถ้าเนื้อสมูทตี้ข้นเกินไป สามารถเติม

  • นมไขมันต่ำ

  • คีเฟอร์

  • น้ำแร่

  • ชาเขียว

ปริมาณ 50–70 มล. ก็พอ

เพื่อการลดน้ำหนัก ควรหลีกเลี่ยงผลไม้แคลอรี่สูง เช่น

  • กล้วย

  • องุ่น

  • พีช

สำคัญ! ถ้าเติมข้าวโอ๊ตหรือรำข้าว 2–3 ช้อนโต๊ะ สมูทตี้จะกลายเป็น มื้อหลักเต็มมื้อ ไม่ใช่แค่อาหารว่าง

สมูทตี้ควรกินทันทีหลังทำ ไม่ควรแช่เย็นนาน เพราะสารอาหารและคุณสมบัติบางส่วนจะลดลง

2. เกรปฟรุ้ตกับคีเฟอร์ – ของว่างเบาสบายท้อง

เมนูนี้เหมาะกินตอนเช้า ก่อนนอน หรือระหว่างวัน เป็นทั้งเมนูลดน้ำหนักและตัวช่วย

  • กระตุ้นการเผาผลาญ

  • ล้างลำไส้และปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร

  • ช่วยพยุงระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอล

ส่วนผสมประมาณหนึ่งที่:

  • เนื้อเกรปฟรุ้ตขนาดกลาง 1 ผล

  • เนื้อสับปะรดสด 200–300 กรัม

  • คีเฟอร์ไขมันต่ำ 100–120 มล.

  • ขิงสดขูด 2 ช้อนชา

วิธีทำง่าย ๆ

  • จะปั่นทุกอย่างในเครื่องปั่นให้เนียน

หรือ

  • หั่นทุกอย่างเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วราดคีเฟอร์ด้านบน

เกรปฟรุ้ต + สับปะรด = คู่หูที่ดีมากของคนที่อยากลดน้ำหนักแบบยังอร่อยอยู่

ยังมีสูตร มินิฟาสต์ ที่ใช้เกรปฟรุ้ตกับคีเฟอร์ทั้งวัน คือ

  • เกรปฟรุ้ต 1 ผล ต่อคีเฟอร์ 500 มล. ต่อวัน

ถ้าจัดแบบนี้รู้สึกโหดไป สามารถเพิ่ม

  • เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน

  • เนื้อไก่

  • ผักต้ม หรืออบ

เข้าไปในเมนูได้

3. ยำ/สลัดเกรปฟรุ้ตสายเฮลท์ตี้

สลัดเกรปฟรุ้ตไม่ใช่แค่เมนูลดน้ำหนัก แต่ยังจัดเป็นเมนูสำหรับเลี้ยงแขกได้ เพราะสีสันสวยและดูแพง

หลักการคือ

  • ทำในปริมาณพอทานครั้งเดียว ไม่ควรเก็บค้างคืน

  • หั่นทุกอย่างเป็นชิ้นคำพอดี

ส่วนผสมที่เข้ากันได้ดี เช่น

  • เกรปฟรุ้ต + แอปเปิ้ลหวานอมเปรี้ยว + ปลาทูน่ากระป๋อง (บีบน้ำออกและบดด้วยส้อม)

  • เกรปฟรุ้ต + เนื้อไก่ต้ม + ใบสลัดเขียว

  • เกรปฟรุ้ต + แครอทขูด + กะหล่ำปลีขาวหรือกะหล่ำปลีม่วงซอย + หัวไชเท้าหั่นบาง

  • เกรปฟรุ้ต + ผลไม้อื่น ๆ (แอปเปิ้ล ลูกแพร์ กีวี ลูกพลับ)

สำคัญ! ไม่จำเป็นต้องใส่เกลือ แต่สามารถเพิ่ม

  • งาคั่ว

  • พริกไทยป่น

  • สมุนไพรแห้ง

เพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติได้

น้ำสลัดแนะนำ เช่น

  • น้ำมะนาว + น้ำมันมะกอก

  • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ

  • ครีมเปรี้ยวแคลอรี่ต่ำ

4. เครื่องดื่มเกรปฟรุ้ตกับน้ำผึ้งและขิง

เครื่องดื่มสูตรนี้เน้น เร่งระบบเผาผลาญ เหมาะสำหรับดื่มคู่กับมื้อกลางวันและมื้อเย็น

ส่วนผสม:

  • น้ำเกรปฟรุ้ตคั้นสด 300 มล.

  • น้ำแร่ชนิดไม่มีฟอง 100 มล.

  • น้ำผึ้งเหลว 2 ช้อนชา

  • ขิงสดขูด 1 ช้อนชา

  • อบเชยป่นหรือกระวานเล็กน้อย (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)

วิธีทำ:

  1. ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

  2. ทิ้งไว้ให้ส่วนผสมซึมรสกันอย่างน้อย 1–1.5 ชั่วโมง

  3. ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ประมาณ 15–20 นาทีหลังมื้อกลางวันและมื้อเย็น

นอกจากช่วยเรื่องการเผาผลาญ เครื่องดื่มสูตรนี้ยังช่วยบรรเทาภาวะขาดวิตามินช่วงปลายฤดูหนาว–ต้นฤดูใบไม้ผลิได้ดี

5. เกรปฟรุ้ตอบโรยอบเชย – ของหวานที่ไม่ทำร้ายรอบเอว

เมนูนี้เหมาะเป็นมื้อเช้าเบา ๆ หรือของว่างยามเย็นแบบไม่รู้สึกผิด

วิธีทำ:

  1. ล้างเกรปฟรุ้ตให้สะอาด ไม่ต้องปอกเปลือก

  2. ผ่าครึ่ง หั่นเป็นสี่ส่วน หรือเป็นวงหนา

  3. โรยอบเชยป่นบนผิว

  4. ห่อด้วยฟอยล์

  5. นำเข้าเตาอบที่อุ่นไว้ที่ 180°C ประมาณ 15–20 นาที

จะได้เนื้อเกรปฟรุ้ตนุ่มหอม มีความหวานธรรมชาติเด่นขึ้น

ถ้าเพิ่มน้ำผึ้งและถั่วสับลงไปด้วย เมนูนี้จะขยับจากขนมไดเอทไปเป็นของหวานเต็มรูปแบบทันที

ใครบ้างที่ควรระวังหรือเลี่ยงเกรปฟรุ้ต

เช่นเดียวกับผลไม้วงศ์ส้มอื่น ๆ เกรปฟรุ้ตจัดเป็น สารก่อภูมิแพ้แรง โดยเฉพาะในคนที่มีประวัติแพ้ผลไม้ตระกูลส้มมาก่อน

ก่อนจะใส่เกรปฟรุ้ตลงในแผนลดน้ำหนัก ควรทดสอบด้วยการกินปริมาณน้อย ๆ ก่อน แล้วสังเกตอาการ

ข้อห้ามและภาวะที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่

  • โรคของระบบย่อยอาหาร

    • แผลในกระเพาะอาหาร

    • โรคกระเพาะ

    • ลำไส้อักเสบ

  • การใช้ยาบางกลุ่ม เช่น

    • ยาต้านซึมเศร้า

    • ยาคลายกล้ามเนื้อ

    • ยาคุมกำเนิด

    • ยาฮอร์โมน

    • ยาหัวใจ

    • ยาลดความดันโลหิต

    • ยาต้านเชื้อเอชไอวี

    เพราะเกรปฟรุ้ตอาจ

    • เพิ่มฤทธิ์ของยา

    • ลดฤทธิ์ของยา

    • หรือเปลี่ยนรูปแบบการออกฤทธิ์ของยาในร่างกาย

  • ช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

  • โรคเรื้อรังของตับและไต

  • แผลหรือการอักเสบในช่องปาก เช่น

    • แผลร้อนใน

    • เริมบนริมฝีปากที่ยังไม่หาย

    • ฟันผุ

ส่วนมากอาการแพ้เกรปฟรุ้ตจะมาในรูปแบบผื่นตามผิวหนัง ซึ่งอาจรุนแรงมากน้อยแตกต่างกัน

สำคัญ! คนอายุเกิน 70 ปี ควรหลีกเลี่ยงการใช้เกรปฟรุ้ตเป็นตัวช่วยลดน้ำหนักในปริมาณมาก โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด

สรุป: เกรปฟรุ้ตช่วยให้ผอมได้ แต่ไม่ใช่ยาเสกหุ่น

เกรปฟรุ้ตเป็นผลไม้ที่น่าสนใจสำหรับคนลดน้ำหนักเพราะ

  • แทบไม่มีน้ำตาล

  • อุดมด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ วิตามิน และแร่ธาตุ

  • ช่วยให้รู้สึกอิ่ม ทั้งที่แคลอรี่ต่ำมาก

แต่ควรเข้าใจให้ชัดว่า มันไม่ใช่ผลไม้เผาผลาญไขมันแบบวิเศษ ถ้ากินแล้วใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกอย่าง น้ำหนักก็ไม่ได้ลดลงแบบฝันสวยงาม

สิ่งที่เกรปฟรุ้ตทำได้ดีคือ

  • สนับสนุนการลดน้ำหนักภายใต้เมนูที่ แคลอรี่ลดลงและสมดุล

  • ช่วยให้ควบคุมความอยากอาหารได้ง่ายขึ้น

  • เพิ่มคุณค่าโภชนาการระหว่างที่คุณไดเอท

และที่สำคัญ อย่าจัดเกรปฟรุ้ตเป็นอาหารเชิงเดี่ยวทั้งวัน แต่ให้ใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือในแผนการกินที่ดีต่อสุขภาพ จะปลอดภัยและยั่งยืนกว่ามาก