📱 iPad Air vs iPad Pro เลือกรุ่นไหนดี? เจาะลึกแบบเข้าใจง่าย พร้อมคำแนะนำสายเรียน–ทำงาน–สายกราฟิก
ถ้าพูดถึงแท็บเล็ตที่คุ้มค่าที่สุดในยุคนี้ iPad ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งแบบไร้ข้อสงสัย
แต่หลายคนมักลังเลระหว่าง iPad Air และ iPad Pro เพราะหน้าตาคล้ายกันมาก ใช้งานได้แทบจะเหมือนกัน แต่ราคาต่างกันพอสมควร
คำถามยอดฮิตคือ…
จะซื้อ iPad Air ดี หรือเพิ่มเงินไป iPad Pro เลยคุ้มกว่า?
บทความนี้จะช่วยคุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น พร้อมเจาะลึกประสบการณ์ใช้งานจริงของทั้งสองรุ่น เพื่อให้คุณเลือกได้ตรงกับไลฟ์สไตล์มากที่สุดค่ะ

⭐ 1. ทำไมต้องเทียบ iPad Air vs iPad Pro?
เพราะทั้งสองรุ่นนี้เป็น “ตัวกลางและตัวท็อป” ของไลน์ iPad ที่ดีที่สุดในตอนนี้
iPad Air
ราคาคุ้มจัด
บางเบา
ประสิทธิภาพแรงพอสำหรับเรียน–ทำงาน
iPad Pro
ฟีเจอร์จัดเต็มที่สุด
หน้าจอดีที่สุด
เหมาะกับคนทำงานจริงจัง เช่น ตัดต่อ วาดรูป 3D
แต่ปัญหาคือ…
iPad Air เก่งจนใกล้เคียง iPad Pro มากขึ้นทุกปี
เลยทำให้หลายคนคิดหนักว่าจะจ่ายเพิ่มดีไหม?
นี่คือเหตุผลที่ ZestBuy จัดบทความเทียบแบบละเอียดที่สุดไว้ให้คุณแล้วค่ะ

⭐ 2. ดีไซน์และพอร์ตการเชื่อมต่อ – คล้ายกัน แต่มีจุดต่างสำคัญ
ดีไซน์ของทั้งสองรุ่นแทบแยกไม่ออก—เหลี่ยมมนแบบเดียวกัน น้ำหนักพกสะดวก ปุ่ม Power รวม Touch ID (ใน iPad Air)
แต่แตกต่างกันตรงนี้:
✔ น้ำหนักและความบาง
iPad Air เบากว่า เหมาะกับพกไปเรียนหรือทำงานนอกบ้าน
iPad Pro หนักกว่าเล็กน้อยเพราะบอดี้แน่นและมีลำโพงเยอะกว่า
✔ พอร์ต USB-C
iPad Air คือ USB-C ธรรมดา (ไม่รองรับ Thunderbolt)
iPad Pro รองรับ USB-C Thunderbolt 4 เร็วกว่าแบบรู้สึกได้
เหมาะกับงานระดับโปรอย่างต่อฮาร์ดดิสก์ความเร็วสูง ต่อจอ 6K เป็นต้น

⭐ 3. หน้าจอ – จุดที่ iPad Pro ชนะขาดแบบไม่ต้องสืบ
หน้าจอคือจุดที่สร้างความแตกต่างมากที่สุด
✔ iPad Air
Liquid Retina
60Hz
สีสันสวย แต่ยังไม่โปรระดับสูง
เพียงพอสำหรับคนทั่วไปและนักเรียน
✔ iPad Pro
ProMotion 120Hz ลื่นสุด ๆ
Mini-LED (เฉพาะรุ่น 12.9") ให้คอนทราสต์สูงเหมือนจอ OLED
ค่าแสดงสีแม่นระดับมืออาชีพ
เหมาะกับ:
✔ วาดรูป
✔ ตัดต่อวิดีโอ
✔ งานกราฟิก
✔ งาน Lightroom / Photoshop
หน้าจอของ iPad Pro คือเหตุผลหนึ่งที่หลายคน “ยอมจ่ายเพิ่ม” เพราะมันต่างจนรู้สึกได้ทันทีที่ใช้งานค่ะ

⭐ 4. ชิปประมวลผล – Air แรงแล้ว แต่ Pro ยังแรงสุดของแท็บเล็ต Apple
✔ iPad Air
ใช้ชิป M1 หรือ M2
แรงเหลือเฟือสำหรับเรียน ประชุมออนไลน์ ทำงานเอกสาร ตัดต่อคลิปทั่วไป
✔ iPad Pro
ใช้ชิป M2 หรือ M4 (รุ่นล่าสุด)
แรงระดับเทียบเท่า Macbook เครื่องเล็ก
เหมาะกับงานระดับสูง:
✔ ตัดต่อวิดีโอ 4K/ProRes
✔ วาดภาพ 3D
✔ ทำงาน AR/VR
✔ เล่นเกมกราฟิกหนักแบบลื่น ๆ
ถ้าคุณใช้งานทั่วไป → iPad Air เพียงพอ
ถ้าใช้ทำงานจริงจัง → iPad Pro คือคำตอบ

⭐ 5. ลำโพงและกล้อง – Pro ให้ประสบการณ์ที่ดีกว่าแบบชัดเจน
✔ ลำโพง
iPad Air → 2 ลำโพง
iPad Pro → 4 ลำโพง (เสียงเต็มกว่า เบสแน่นกว่า)
✔ กล้อง
iPad Air กล้องดีระดับใช้งานทั่วไป
iPad Pro มาพร้อม LiDAR สำหรับ AR และคุณภาพกล้องเหนือกว่า
เหมาะกับคนใช้ iPad ถ่ายงาน ถ่ายสินค้า หรือใช้ AR ในงานออกแบบค่ะ

⭐ 6. ความจุ และแบตเตอรี่ – ขึ้นกับการใช้งาน
✔ ความจุ
iPad Air: 64GB / 256GB
iPad Pro: 128GB – 1TB / 2TB
ใครทำงานหนักด้านไฟล์ → iPad Pro คือตัวจริง
✔ แบตเตอรี่
ทั้งสองรุ่นใช้งานได้ใกล้เคียงกัน
เฉลี่ย 8–10 ชั่วโมงต่อวัน

⭐ 7. สรุปแบบเข้าใจง่าย – คุณเหมาะกับรุ่นไหน?
✔ iPad Air เหมาะกับใคร?
นักเรียน / นักศึกษา
ทำงานเอกสาร ประชุมออนไลน์
ผู้ใช้ทั่วไป
คนที่อยากใช้ Apple Pencil วาดรูปเล่น
คนที่ต้องการเครื่องเบา พกง่าย
คุ้มค่าที่สุดต่อราคา
✔ iPad Pro เหมาะกับใคร?
นักวาดรูปมืออาชีพ (ProMotion + หน้าจอดีที่สุด)
ช่างภาพ ตัดต่อวิดีโอ 4K
งานกราฟิกดีไซน์แบบจริงจัง
คนที่ใช้ iPad แทน Macbook
คนทำงานสายสร้างคอนเทนต์
แรงสุด เต็มระบบสุด ไม่ผิดหวังแน่นอน
⭐ 8. สรุปสุดท้าย – เลือกตามการใช้งาน ไม่ต้องตามกระแส
iPad Air = คุ้มค่า พกง่าย ทำได้แทบทุกอย่าง
iPad Pro = ทรงพลังที่สุด เหมาะกับงานระดับโปร
ไม่ว่าคุณจะเลือกรุ่นไหน iPad ก็ยังเป็นแท็บเล็ตที่ใช้งานง่ายที่สุดในโลกและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ค่ะ

