ZestBuyZestBuy

แบรด พิตต์ ซิ่งส่งท้าย! โปรดิวเซอร์เผยนักแสดงรุ่นเก๋าเศร้าสุดในวันปิดกอง “F1: The Movie”

แบรด พิตต์ ซิ่งส่งท้าย! โปรดิวเซอร์เผยนักแสดงรุ่นเก๋าเศร้าสุดในวันปิดกอง “F1: The Movie”
ความสนใจ|รีวิวภาพยนตร์

“มันเป็นวันที่เขาไม่มีความสุขที่สุด เพราะเขาอยากซิ่งต่ออีกหน่อย” – เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์

ถ้ามีรางวัล “นักแสดงที่อินกับบทที่สุดในปี 2025” ผมเชื่อว่า แบรด พิตต์ (Brad Pitt) ต้องติดโผแน่นอน! เพราะล่าสุด โปรดิวเซอร์ระดับตำนาน เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ ได้ออกมาเผยเบื้องหลังวันปิดกล้องของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ “F1: The Movie” ว่าคุณพิตต์ถึงขั้น “ใจหาย” จริง ๆ เมื่อรู้ว่าการซิ่งในสนามแข่งวันนั้นคือครั้งสุดท้ายของเขาในกองถ่าย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่ทันเข้าฉายทั่วโลก แต่บอกเลยว่ากระแสแรงแบบ “ติดเทอร์โบ” ตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงถ่ายทำ ด้วยทีมโปรดักชันระดับเทพ นำโดย โจเซฟ โคซินสกี้ (Joseph Kosinski) ผู้กำกับจาก Top Gun: Maverick และโปรดิวเซอร์มือทองอย่างบรัคไฮเมอร์ ที่จับมือกันอีกครั้งในโปรเจ็กต์ที่หลายคนเรียกว่า “Top Gun บนสนามแข่ง

และแน่นอน พระเอกวัย 61 ปีอย่างแบรด พิตต์ ก็ไม่ยอมให้ใครขับแทนในหลายฉาก เขาซิ่งจริง เหงื่อจริง และรู้สึกจริง จนวันสุดท้ายของกองถ่าย เขาถึงกับเศร้าเพราะรู้ว่า “จะไม่ได้จับพวงมาลัยรถแข่ง F1 อีกแล้ว”


จุดสตาร์ตของ “F1: The Movie” โปรเจ็กต์ที่รวมคนคลั่งสปีด

“F1: The Movie” เป็นภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของอดีตนักแข่งระดับตำนาน (รับบทโดยแบรด พิตต์) ที่กลับมาช่วยทีมดาวรุ่งในวงการ Formula One อีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนานหลายปี

ตัวหนังถูกจับตามองตั้งแต่ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ เพราะได้ทีมสร้างที่ “จริงจัง” กับวงการมอเตอร์สปอร์ตแบบสุด ๆ ทั้งทีมผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ที่เคยฝากผลงานภาพยนตร์แอ็กชันระดับโลก และที่เด็ดสุด — หนังเรื่องนี้ได้ ความร่วมมือจากองค์กร Formula One ตัวจริงเสียงจริง พร้อมทีมแข่งมืออาชีพมาช่วยออกแบบฉาก ซ้อม และเทรนให้นักแสดงขับรถแข่งได้อย่างปลอดภัยแต่สมจริง

“เราไม่ได้ถ่ายบนกรีนสกรีนหรือใช้ CG เยอะ ๆ เหมือนหนังแข่งรถทั่วไป แต่เราลงไปอยู่ในสนามจริงกับทีมแข่งจริง ๆ” – โจเซฟ โคซินสกี้ กล่าวในบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้

พูดง่าย ๆ ว่านี่ไม่ใช่หนังที่ “พยายามทำเหมือน” F1 แต่มันคือ “F1 ที่กลายเป็นหนัง” จริง ๆ


เมื่อแบรด พิตต์ กลายเป็นนักแข่งตัวจริง

สำหรับคนที่คิดว่าแบรด พิตต์จะใช้สตันต์แมนทั้งเรื่อง ขอบอกเลยว่าคิดผิด! เพราะเขาลงสนามซ้อมกับทีมแข่งจริงหลายเดือน ก่อนถ่ายทำจริงในสนามที่ใช้ในการแข่ง Formula One หลายสนามทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นซิลเวอร์สโตน (Silverstone) หรือสปา-ฟรองโกร์ชองส์ (Spa-Francorchamps)

บรัคไฮเมอร์เล่าว่า พิตต์จริงจังกับการขับรถแข่งมากถึงขั้นใช้เวลาฝึกทั้งในสนามและซิมูเลเตอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภาพในหนังออกมาสมจริงทุกเฟรม

“เขาขับได้ดีมาก และทุกคนในทีมแข่งต่างพูดเหมือนกันว่าเขาควบคุมรถได้อย่างมืออาชีพ” บรัคไฮเมอร์กล่าว

จนกระทั่งวันสุดท้ายของการถ่ายทำ วันที่ต้องปิดฉากการซิ่งในบทบาทนักแข่งที่เขาผูกพัน แบรดถึงกับ “ใจหาย” อย่างเห็นได้ชัด

“ตอนที่แบรดขึ้นรถ มันเป็นการขับครั้งสุดท้ายของเขา เขามักจะบอกว่ามันเป็นวันที่เขารู้สึกไม่มีความสุขที่สุด เพราะเขาอยากซิ่งต่ออีกหน่อย” – เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ กล่าวกับ PEOPLE


โจเซฟ โคซินสกี้ เล่าต่อ: “เราปล่อยให้เขาซิ่งต่ออีก 2-3 รอบ เพราะรู้ว่าเขารักมันจริง ๆ”

ผู้กำกับโคซินสกี้เล่าว่า ตอนทีมงานประกาศ “เทคสุดท้าย” เขาสังเกตเห็นว่าแบรดดูอาลัยอย่างเห็นได้ชัด จนเจ้าตัวตัดสินใจ “อนุญาตพิเศษ” ให้พระเอกขับต่ออีกสองสามรอบ เพื่อให้เขาได้ลาจากสนามแข่งในแบบที่หัวใจอยากทำจริง ๆ

“ผมไม่เคยรู้สึกว่าเราทำอะไรเสี่ยงเลย เรามีทีมที่ยอดเยี่ยมอยู่รอบตัวเขา เขาขับได้ปลอดภัยมาก และเราปล่อยให้เขาขับต่ออีกสองสามรอบในช่วงท้าย เพราะผมรู้ว่าเขาคิดถึงมันจริง ๆ”

คำพูดนี้ทำให้แฟน ๆ หลายคนซึ้ง เพราะมันแสดงให้เห็นว่า “F1: The Movie” ไม่ได้เป็นแค่หนังแอ็กชันหรือหนังซิ่ง แต่เป็นหนังที่เต็มไปด้วย “หัวใจของคนรักความเร็ว” ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง


เบื้องหลังที่ไม่ใช่แค่ฟาสต์ แต่เป็น “ฟีลจริง” ทุกองศา

สิ่งที่ทำให้ “F1: The Movie” แตกต่างจากหนังแข่งรถทั่วไป เช่น Fast & Furious หรือ Rush คือ “ความสมจริงแบบไม่แต่ง” ที่ทีมสร้างต้องการให้คนดู “รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในค็อกพิท” ของรถแข่ง

ทีมถ่ายทำเลือกใช้กล้อง IMAX ขนาดเล็กที่ออกแบบพิเศษ เพื่อวางไว้ในรถแข่งจริง และทุกฉากบนสนามนั้นคือการขับจริง ไม่มี CGI มาหลอกตา

แฟนหนังที่ได้เห็นภาพเบื้องหลังจากสนามซ้อมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “นี่มันโคตรเท่!” เพราะมันคือการรวมกันของเทคโนโลยีภาพยนตร์ระดับโลก กับความเร็วระดับ 300 กม./ชม. ที่แทบจะสัมผัสได้


เมื่อฮอลลีวูดบวกกับวงการ F1 การร่วมมือที่ไม่ธรรมดา

สิ่งที่หลายคนชื่นชมคือ “การร่วมมือ” ระหว่างวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดกับวงการ Formula One ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

องค์กร Formula One อนุญาตให้ทีมหนังเข้าไปถ่ายทำในสนามแข่งจริง ระหว่างการแข่งขันบางรายการ และให้สิทธิ์พิเศษในการใช้ชื่อ โลโก้ และทีมแข่งของจริงบางทีมในหนังอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมี ลูอิส แฮมิลตัน (Lewis Hamilton) แชมป์โลก F1 หลายสมัย มาร่วมเป็น “โปรดิวเซอร์ร่วม” ด้วย! ซึ่งช่วยให้รายละเอียดในหนังถูกต้องและเคารพต่อโลกของนักแข่งจริง ๆ มากที่สุด

แฮมิลตันเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาอยากให้หนังเรื่องนี้ “เปลี่ยนภาพลักษณ์ของวงการแข่งรถในสายตาคนทั่วไป” และ “เปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้ว่าความทุ่มเทของนักแข่งนั้นมากแค่ไหน”


วิเคราะห์: ทำไม “F1: The Movie” ถึงเป็นมากกว่าหนังแข่งรถ

เพราะมันพูดถึง “การกลับมา” ของคนที่ยังมีไฟ

ตัวละครของแบรด พิตต์ เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของคนที่ผ่านช่วงพีคของชีวิต แต่ยังมีแรงขับในใจ และอยากพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ซึ่งสะท้อนกับชีวิตจริงของแบรดในฐานะนักแสดงวัย 60+ ที่ยัง “โซโล่” งานยาก ๆ ได้อย่างไม่หวั่น

เพราะมันไม่ใช่แค่ความเร็ว แต่คือ “อารมณ์”

จากคำพูดของโคซินสกี้ จะเห็นว่าทีมงานต้องการให้คนดูรู้สึกถึง “หัวใจของนักแข่ง” มากกว่าความเร็วของรถ ตัวหนังจึงน่าจะเต็มไปด้วยฉากที่มีแรงดึงทางอารมณ์ ไม่ต่างจาก Top Gun: Maverick ที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับนักบินมากกว่าตัวเครื่องบิน

เพราะมันคือการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนดู

ด้วยเทคนิคถ่ายทำจริงในสนาม การใช้ IMAX และเสียงเครื่องยนต์ที่อัดแบบเรียลไทม์ “F1: The Movie” มีแนวโน้มจะกลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์ภาพยนตร์ที่ “เร้าใจที่สุดแห่งปี” อย่างแท้จริง


จาก Maverick ถึง F1 เส้นทางของผู้กำกับที่ชอบ “ความเร็ว”

ถ้าใครเคยดู Top Gun: Maverick คงจำได้ดีว่าหนังเรื่องนั้นทำให้ผู้ชมทั่วโลก “ว้าว” กับการถ่ายทำเครื่องบินรบของจริง และการใช้กล้องในค็อกพิทที่สมจริงสุดขีด ซึ่งเป็นฝีมือของโจเซฟ โคซินสกี้ทั้งนั้น

ดังนั้นไม่แปลกเลยที่โปรดิวเซอร์บรัคไฮเมอร์จะดึงเขามาทำ “F1: The Movie” เพราะมันคือการต่อยอดความสำเร็จจาก “ท้องฟ้า” มาสู่ “พื้นถนน” แต่ยังคงหัวใจเดียวกันคือ “มนุษย์กับเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วยหัวใจ”


กระแสล่วงหน้าแรงไม่หยุด

ตั้งแต่เริ่มถ่ายทำในปี 2023 หนังเรื่องนี้ก็กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ทันที เพราะมีคลิปเบื้องหลังที่เห็นแบรด พิตต์ ขับรถแข่งในสนาม Silverstone จริง ๆ หลุดออกมาใน TikTok และ X (Twitter) ทำให้แฟน ๆ พากันแชร์ต่อเป็นหมื่น ๆ ครั้ง

หลายคนถึงขั้นแซวว่า “ถ้าไม่บอกว่านี่ถ่ายหนัง จะคิดว่าแบรดพิตต์ลงแข่งจริงแน่ ๆ” เพราะฟุตเทจดูสมจริงแบบสุดขั้ว

นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่า “F1: The Movie” อาจได้ฉายในระบบ IMAX ทั่วโลก และจะเป็นหนึ่งในหนังที่ Apple Studios ลงทุนสูงที่สุดในปี 2025 ด้วยงบประมาณกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


ความคาดหวังจากแฟนหนังและแฟนมอเตอร์สปอร์ต

ในหมู่แฟนมอเตอร์สปอร์ต หลายคนบอกว่า “นี่คือหนังที่รอคอยมานาน” เพราะนานมากแล้วที่ฮอลลีวูดไม่ทำหนังแข่งรถในระดับที่ “เอาจริง” แบบนี้ ขณะที่แฟนหนังทั่วไปก็หวังว่าแบรด พิตต์จะสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของ “นักแข่งที่อยู่ปลายทางของความฝัน” ได้อย่างลึกซึ้ง

หลายสำนักข่าวถึงขั้นเรียกหนังเรื่องนี้ว่า “การกลับมาของฮีโร่แห่งความเร็ว” เพราะมันอาจจะทำให้วงการหนังแข่งรถกลับมาฮิตอีกครั้ง หลังจากห่างหายจากจอใหญ่ไปหลายปี


ปิดท้าย: เมื่อการลาจากไม่ใช่จุดจบ แต่คือความทรงจำที่ซิ่งในหัวใจ

ภาพสุดท้ายของวันปิดกองที่โปรดิวเซอร์เล่าไว้ เป็นภาพที่เรียบง่ายแต่สะเทือนใจ แบรด พิตต์ ขับรถ F1 เข้าเส้นชัยในเทคสุดท้าย ก่อนจะจอดรถและถอดหมวกกันน็อกออกพร้อมรอยยิ้มปนเศร้า

นั่นอาจไม่ใช่แค่ “ฉากจบของหนัง” แต่คือ “ฉากจบของการเดินทาง” ของชายคนหนึ่งที่อินกับบทบาทของตัวเองจนสุดหัวใจ

ใครที่เคยมีความฝัน แล้วต้องบอกลามันไป คงเข้าใจความรู้สึกของแบรดในวันนั้นได้ดี มันไม่ใช่เพราะ “อยากดัง” หรือ “อยากเท่” แต่เพราะเขารักในสิ่งนั้นจริง ๆ

และถ้าในชีวิตจริงของแบรด พิตต์ การขับรถใน “F1: The Movie” คือความฝันที่เขาได้สัมผัส ผมเชื่อว่าในใจของเขา คงยังมีเสียงเครื่องยนต์ดังอยู่เสมอ


สิ่งที่ต้องจับตา

  • “F1: The Movie” มีกำหนดเข้าฉายกลางปี 2025 (คาดว่าในระบบ IMAX ทั่วโลก)

  • นำแสดงโดย: แบรด พิตต์, ดาเมสัน อิดริส, และนักแสดงจากทีมแข่งจริง

  • กำกับโดย: โจเซฟ โคซินสกี้ (Top Gun: Maverick)

  • โปรดิวเซอร์: เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์, ลูอิส แฮมิลตัน, และทีม Apple Studios

นี่คือหนังที่อาจไม่เพียงทำให้คุณ “ลุ้น” กับความเร็ว แต่ยัง “รู้สึก” กับหัวใจของคนที่อยู่หลังพวงมาลัย และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ “F1: The Movie” น่าจับตาที่สุดแห่งปี 2025

ZestBuy Take

“มันเป็นวันที่เขาไม่มีความสุขที่สุด เพราะเขาอยากซิ่งต่ออีกหน่อย” – เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ถ้ามีรางวัล “นักแสดงที่อินกับบทที่สุดในปี 2025” ผมเชื่อว่า แบรด พิตต์ (Br...

, ZestBuy editorial

ZestBuy earns a commission when you shop through our links, at no extra cost to you. Editorial content is independently selected by our team.

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!