รับแอปรับแอป

เมื่อสตรีมมิ่งถาโถม แต่ GDH ยังขอเดิมพันกับโรงหนัง: บทเรียนจากปรากฏการณ์ ‘หลานม่า’

ธีรพล สุขเกษม01-30

หลานม่าปลุกตลาดหนังไทยให้โลกหันกลับมามอง

อุตสาหกรรมหนังไทยปี 2568 กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดจากฮอลลีวูดที่คัมแบ็กพร้อมไลน์อัปจัดเต็มหลังยุคโควิด-19

แม้ยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศจะถาโถม แต่หนังไทยก็ยังพอมีพื้นที่ในตลาดบ้านเรา แถมยังเริ่มส่งต่อความเจ๋งไปสู่ตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในอาเซียน และล่าสุดยังมีโอกาสกลับไปแตะตลาดยุโรปที่ห่างหายไปนาน

บนเวทีเสวนา ITD 2025 มีการพูดคุยถึงโอกาสและความท้าทายของวงการหนังไทย ผ่านมุมมองของผู้เขียนบท “หลานม่า” ที่สะท้อนภาพอนาคตของอุตสาหกรรมนี้อย่างน่าสนใจ

ทำไม ‘หลานม่า’ ถึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของหนังไทย

ปรากฏการณ์จาก “หลานม่า” กลายเป็นตัวอย่างชัดๆ ว่า หนังไทยไปได้ไกลถึงระดับโลกจริงๆ ไม่ได้เป็นแค่คำปลอบใจ เพราะนอกจากจะได้ไปลุ้นบนเวทีออสการ์แล้ว ยังทำลายสถิติรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ไทยอีกด้วย

ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 รายได้รวมทั่วโลกของเรื่องนี้พุ่งแตะระดับประมาณ 2,000 ล้านบาท กลายเป็นหมุดหมายที่ทำให้คนในวงการเริ่มมองศักยภาพหนังไทยด้วยสายตาใหม่

กลุ่มตลาดที่ตอบรับหนังไทยแรงที่สุดตอนนี้คืออาเซียน โดยเฉพาะ “เวียดนาม” ที่ผู้ชมเข้าใจมุขตลก ฟีลดราม่า และวัฒนธรรมไทยได้แบบไม่ต้องอธิบายอะไรยืดยาว ทำให้เวียดนามถูกจับตามองว่าเป็นตลาดมาแรงสุดในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน “อินโดนีเซีย” ก็ยังเปิดกว้าง โดยเฉพาะหนังแนวสยองขวัญที่เข้าทางรสนิยมคนดูอย่างมาก ส่วน “จีน” ก็ยังน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะมีการซื้อลิขสิทธิ์หนังไทยไปรีเมกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “ไอฟาย…แต๊งกิ้ว…เลิฟยู้” หรือ “คิดถึงวิทยา”

สิ่งที่ทำให้แฟนหนังไทยยิ้มออกได้อีกอย่าง คือการที่หนังไทยเริ่มกลับเข้าไปยุโรปอีกครั้งในรอบกว่าทศวรรษ นับจากยุค “องค์บาก” และ “ต้มยำกุ้ง”

สำหรับ “หลานม่า” เอง ก็ถูกนำไปฉายในฝรั่งเศส ถือเป็นสัญญาณว่าผู้จัดยุโรปเริ่มกลับมามองศักยภาพคอนเทนต์สัญชาติไทย แม้ยังไม่ถึงขั้นบุกตลาดจนถล่มทลาย แต่ก็พิสูจน์ชัดว่าหนังจากไทยยังขายได้ และสร้างรายได้จริง

เมื่อเทียบกับยักษ์ระดับโลกอย่างจีน เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่นที่มีทุนหนุนมหาศาล หนังไทยอาจสู้เรื่องเงินไม่ได้ แต่สิ่งที่กลายเป็นจุดแข็งที่ไม่มีใครเลียนแบบได้คือ เอกลักษณ์การเล่าเรื่องแบบไทยๆ

ตัวอย่างเช่น การเอาเรื่องเศร้ามาเล่าให้ขำ การวาดบรรยากาศงานศพที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและวงไพ่ ทุกอย่างดูธรรมดาสำหรับคนไทย แต่กลับกลายเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่คนดูต่างชาติสัมผัสได้ทันที

เมื่อเศรษฐกิจฝืด สตรีมมิ่งรุ่ง แต่โรงหนังกำลังโดนบีบเวลา

ด้านสภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ทำให้จำนวนคนเดินเข้าโรงหนังหดหายไปอย่างเห็นได้ชัด ค่าครองชีพที่สูงขึ้น บวกกับราคาตั๋วในกรุงเทพฯ ที่ทะลุไปแตะเฉลี่ย 300-400 บาท ทำให้ผู้ชมต้องเลือกอย่างระมัดระวังมากขึ้น

ผลคือ ผู้คนจะยอมจ่ายเฉพาะเรื่องที่รู้สึกว่าคุ้มจริงเท่านั้น

สำหรับฝั่งผู้สร้าง นี่คือแรงกดดันเต็มๆ เพราะหนังแต่ละเรื่องต้องทำให้คนอยากดูตั้งแต่วันแรก หากเปิดตัวแล้วกระแสไม่ติดทันที ก็เสี่ยงจะโดนลดรอบ หรือหลุดโปรแกรมในเวลาไม่กี่วัน

ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตก็พุ่งสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ การจะทำหนังให้ได้มาตรฐานสากลก็ต้องใช้ทุนไม่น้อย แต่ถ้าสามารถเจาะตลาดต่างประเทศได้ รายได้จากนอกประเทศก็พอช่วยชดเชยความเสี่ยงได้บ้าง

อีกปัญหาหลักคือ อายุการฉายในโรงสั้นลงอย่างน่าใจหาย จากเมื่อก่อนที่หนังหนึ่งเรื่องสามารถฉายได้เป็นเดือน ทุกวันนี้ถ้ากระแสไม่แรงพอ อยู่ไม่ถึงสี่วันก็ไม่แปลก และบางเรื่องอาจถูกกดเหลือเพียงรอบเช้า 10 โมง กับรอบสองทุ่มเท่านั้น

สาเหตุสำคัญมาจากการแข่งขันกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ที่มีคอนเทนต์ให้เลือกแบบล้นหน้าจอตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า “จำเป็นต้องเข้าโรงไหม ในเมื่ออีกหน่อยเดี๋ยวก็ลงสตรีมมิ่งอยู่ดี”

GDH ยังเชื่อในโรงหนัง แต่ไม่เมินสตรีมมิ่ง

แม้กระแสสตรีมมิ่งจะมาแรงแค่ไหน แต่สำหรับ GDH แล้ว โรงหนังยังเป็นเป้าหมายหลักของการปล่อยหนังอยู่ดี

มุมมองที่ถูกย้ำคือ ถ้าหนังเรื่องหนึ่งสามารถเล่าเรื่องได้โดนใจคนดูจริงๆ ยังไงผู้ชมก็พร้อมควักเงินเดินเข้าโรง เพราะประสบการณ์การดูหนังบนจอใหญ่ เสียงจัดเต็ม และการอินร่วมกับคนทั้งโรง ยังแทนกันได้ยากมาก

สตรีมมิ่งจึงถูกมองในฐานะ “ช่องทางต่อยอด” มากกว่าจะเป็นเวทีหลัก ไม่ใช่ถูกมองข้าม แต่ไม่ได้ถูกวางเป็นเป้าหมายแรกของสตูดิโอนี้

ในอีกด้านหนึ่ง กระแส “ละครคุณธรรม” กำลังมาแรง และถูกจับตามองอย่างมาก ก็มีการเริ่มคิดโปรเจกต์เกี่ยวกับแนวนี้เช่นกัน เพียงแต่โจทย์สำคัญคือ จะทำให้แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นอย่างไร ท่ามกลางตลาดที่เริ่มแน่นขึ้นทุกวัน

คนไทยยังไม่ทิ้งหนังไทย แค่ขอให้คุณภาพถึงใจ

แม้โรงหนังไทยจะถูกถาโถมด้วยคอนเทนต์จากทุกทิศ ทั้งจากในประเทศ ต่างประเทศ และแพลตฟอร์มหลากรูปแบบ แต่ภาพรวมแล้วก็ยังมีเหตุผลให้เชื่อว่า คนไทยยังอยากดูหนังไทยเสมอ

เงื่อนไขสำคัญมีเพียงไม่กี่ข้อเท่านั้นเอง

  • เนื้อหาต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่ขายดาราหรือโปรโมตแรงอย่างเดียว

  • เรื่องราวต้องแตะอารมณ์คนดูได้จริง จะขำ จะร้องไห้ หรือทั้งคู่ ก็ต้องอิน

  • ถ้าทำได้ครบ หนังไทยจะกลายเป็น “ตัวเลือกแรก” ที่หลายคนพร้อมจะยอมเสียเงินซื้อตั๋วเข้าโรง

ตัวเลขที่ยืนยันว่าหนังไทยยังไปต่อได้

เมื่อลองมองผ่านตัวเลขทางธุรกิจของค่ายหนังเจ้าใหญ่ในตลาด จะยิ่งเห็นภาพชัดว่า หนังไทยยังไม่หมดลมหายใจง่ายๆ

สำหรับผลประกอบการย้อนหลัง 5 ปีของ “จีดีเอช ห้าห้าเก้า” มีทิศทางคร่าวๆ ดังนี้

  • ปี 2567 รายได้ 676,933,340 บาท กำไร 102,925,938 บาท

  • ปี 2566 รายได้ 375,933,343 บาท กำไร 12,971,786 บาท

  • ปี 2565 รายได้ 341,162,978 บาท กำไร 49,543,648 บาท

  • ปี 2564 รายได้ 258,484,162 บาท กำไร 41,441,787 บาท

  • ปี 2563 รายได้ 366,973,589 บาท กำไร 51,275,076 บาท

ด้านรายชื่อหนังที่ทำรายได้สูงที่สุดทั่วโลกของค่ายนี้ 3 อันดับแรก ได้แก่

  • หลานม่า

  • ฉลาดเกมส์โกง

  • พี่มาก…พระโขนง

ตัวเลขและชื่อเรื่องเหล่านี้สะท้อนชัดว่า เมื่อหนังไทยจับจุดอารมณ์คนดูได้ และยังคงรักษาเสน่ห์เฉพาะตัวเอาไว้ มันไม่เพียงยืนหยัดในตลาดบ้านเราได้ แต่ยังสามารถส่งต่อความสำเร็จไปถึงเวทีนานาชาติได้ด้วย

บทสรุป: ในวันที่จอเล็กครองโลก จอใหญ่ยังไม่ควรยอมแพ้

ทุกวันนี้การแข่งขันรุนแรงกว่าที่เคย เศรษฐกิจบีบ สตรีมมิ่งบุก ตลาดโลกแข่งขันกันดุเดือด แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่ถูกแทนที่คือ วิธีเล่าเรื่องแบบไทยๆ ที่ทั้งขำ ทั้งขม และทั้งอบอุ่นในเรื่องเดียวกัน

ตราบใดที่หนังไทยยังไม่ทิ้งเอกลักษณ์นี้ และยังรักษาคุณภาพของการเล่าเรื่องเอาไว้ได้ โอกาสที่จะยืนระยะทั้งในประเทศและต่างประเทศก็ยังคงเปิดอยู่เสมอ

สำหรับคนดู เราอาจไม่ได้เดินเข้าโรงทุกสัปดาห์เหมือนเมื่อก่อน แต่เมื่อเจอหนังไทยสักเรื่องที่มัน “ใช่” จริงๆ หลายคนก็ยังพร้อมจ่าย เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่หน้าจอไหนก็ให้ไม่ได้ นอกจากในโรงหนังเท่านั้น