รับแอปรับแอป

จากกองถ่ายถึงกองทัพซอฟต์พาวเวอร์: ทำไม Netflix ถึงปักหมุดไทยเป็นฮับเล่าเรื่องให้ทั้งโลกดู

ก้องภพ ชัยเจริญ01-31

เมื่อซีรีส์ไทยไม่ได้จบแค่ตอนสุดท้าย แต่ต่อชีวิตคนทำงานนับหมื่น

ลองคิดภาพว่า ซีรีส์ไทยที่คุณเพิ่งกดดูต่อเนื่องเมื่อคืน ไม่ได้ให้แค่ความบันเทิงก่อนนอน แต่ยังสร้างงานให้คนไทยหลักหมื่นตำแหน่ง และกระตุ้นให้ผู้ชมอีกซีกโลกอยากกดจองตั๋วบินมาเที่ยวไทยด้วย

นี่คือภาพจริงที่กำลังเกิดขึ้น จากการที่ Netflix ทุ่มเงินลงทุนกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 6,500 ล้านบาท ในคอนเทนต์ไทยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

ผลลัพธ์คือ ซีรีส์และภาพยนตร์ไทยมากกว่า 20 เรื่อง ยอดชมรวมทะลุ 750 ล้านชั่วโมง และสร้างโอกาสการจ้างงานมากกว่า 13,500 ตำแหน่งในอุตสาหกรรมและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

ในงานเปิดตัวรายงานผลกระทบของ Netflix ในประเทศไทย ข้อมูลทั้งหมดถูกสรุปเป็นเหมือน “สแนปช็อต” ให้เห็นภาพชัดว่าคอนเทนต์ไทยวันนี้ ไม่ได้อยู่แค่ในหมวดซีรีส์แนะนำบนหน้าจอ แต่กำลังกลายเป็นแรงผลักสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตคนทำงานสร้างสรรค์ไทยอย่างเป็นรูปธรรม

คอนเทนต์หนึ่งเรื่อง ขยับทั้งเศรษฐกิจรอบตัว

บนเวทีเสวนา ผู้แทนจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐสะท้อนตรงกันว่า อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไม่ใช่แค่ธุรกิจบันเทิง แต่คืออุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

เพราะเม็ดเงินไม่ได้หยุดอยู่ที่ค่าลิขสิทธิ์หรือรายได้บริษัทโปรดักชัน แต่เกิดแรงกระเพื่อมต่อเนื่องไปยังธุรกิจอื่นๆ ในห่วงโซ่เศรษฐกิจ

  • ธุรกิจบริการที่รองรับทีมถ่ายทำ

  • โลเคชันถ่ายทำในเมืองและต่างจังหวัด

  • โรงแรม ที่พัก และการเดินทาง

  • ร้านอาหาร คาเฟ่ และบริการท้องถิ่น

  • การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่มีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี

เมื่อผสานเข้ากับนโยบายแรงจูงใจภาครัฐอย่างมาตรการคืนเงินสด 30% ให้กองถ่ายต่างชาติ ทำให้ยอดเงินลงทุนถ่ายทำในไทยปีล่าสุดพุ่งทะลุ 6,600 ล้านบาท

นี่คือภาพของ “นวัตกรรมสาธารณะ” ที่จับมือกับ “ทุนเอกชน” แล้วสร้างผลลัพธ์จริง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และคุณภาพชีวิตของแรงงานสร้างสรรค์ที่อยู่หลังกล้อง

ไทยไม่ใช่แค่โลเคชันถ่ายทำ แต่คือศูนย์กลางเล่าเรื่องของภูมิภาค

ในมุมของแพลตฟอร์มระดับโลก ทีมคอนเทนต์ของ Netflix ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ย้ำชัดว่า ประเทศไทยคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ในการผลักดันคอนเทนต์ประจำภูมิภาคขึ้นสู่เวทีโลก

ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา Netflix เลือกเดินเกม “ปั้นจากข้างใน” ด้วยการสร้างชุดคอนเทนต์ที่ผลิตโดยทีมไทย เพื่อตอบโจทย์คนดูไทยก่อน แล้วจึงพาเรื่องราวเหล่านี้ไปต่อยอดในตลาดสากล

รายชื่อเรื่องที่หลายคนคุ้นหู เช่น

  • The Stranded

  • Master of the House

  • Hunger

  • The Believers

  • Delete ที่ไต่ชาร์ตระดับโลกติดต่อกันหลายสัปดาห์

สิ่งที่น่าสนใจคือ Netflix ไม่ได้มองไทยเป็นแค่พื้นหลังของเรื่องหรือสถานที่ถ่ายทำ แต่เห็นไทยเป็น “แหล่งเรื่องเล่า” ที่เต็มไปด้วยพื้นที่ ภาษา และวัฒนธรรมย่อย ที่สามารถเล่าให้คนทั้งโลกดูได้

และเมื่อเริ่มขยายการผลิตและการอบรมทีมงานออกไปนอกกรุงเทพฯ ศักยภาพเรื่องราวจากภูมิภาคต่างๆ ก็ถูกดึงขึ้นมาบนหน้าจอมากขึ้นตามไปด้วย

ลงทุนที่โปรดักชันยังไม่พอ ต้องลงทุนที่ “คน” แบบลงลึก

เพื่อให้การเติบโตไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว Netflix เลือกลงทุนใน “คนทำงาน” อย่างจริงจัง

โครงการ Reel Life Camp ถูกออกแบบมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สร้างรุ่นใหม่กว่า 145 คน ได้ลงมือฝึกทำงานในสนามจริง ตั้งแต่

  • การบริหารกองถ่าย

  • การจัดการงบโปรดักชัน

  • กระบวนการโพสต์โปรดักชัน

ขณะเดียวกัน ทีมโปรดักชันของ Netflix ในไทยยังจัดเวิร์กช็อปเชิงเทคนิคให้บุคลากรกว่า 500 คน ครอบคลุมทั้ง

  • งานตัดต่อภาพยนตร์และซีรีส์

  • งานวิชวลเอฟเฟ็กต์

  • การจัดการข้อมูลและเวิร์กโฟลว์ในกองถ่าย

การอัปสกิลแบบต่อเนื่องเช่นนี้ทำให้ ซัพพลายเชนโปรดักชันไทยแข็งแรงขึ้น ลดการพึ่งพาทีมต่างชาติ และสะท้อนกลับมาที่คุณภาพชีวิตของคนทำงาน ทั้งในเรื่อง

  • เรตค่าตัวและสวัสดิการ

  • ชั่วโมงการทำงานที่สมเหตุสมผลขึ้น

  • คุณภาพผลงานบนหน้าจอที่ผู้ชมสัมผัสได้จริง

คนดูเปิดใจ ครีเอเตอร์ได้ “ลองของ” แบบไม่ต้องติดกรอบเดิม

ฝั่งผู้สร้างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า วันนี้คนดูมีตัวเลือกมหาศาล และเส้นแบ่งระหว่าง “ซีรีส์” กับ “หนังโรง” เริ่มพร่าเลือนลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดพื้นที่ทดลองเล่าเรื่องรูปแบบใหม่ๆ มากกว่าที่เคย

ถึงแม้การแข่งขันจะดุเดือดและเทรนด์ความนิยมจับทางยาก แต่สำหรับหลายคน นี่คือช่วงเวลาที่ทั้ง สนุกและท้าทาย เพราะคนดูเปิดใจมากพอจะรับโทนเล่าเรื่องหลากหลายขึ้น

จุดนี้สอดรับอย่างพอดีกับกลยุทธ์ “Local, Local, Local” ของ Netflix ที่เน้นว่า หากอยากให้เรื่องเล่าจากไทยไปไกล ต้องเริ่มต้นจากทีมที่เข้าใจรสนิยมคนไทยอย่างแท้จริง

แนวทางการทำงานจึงเป็นการ

  • ใช้ทีมคอนเทนต์ที่รู้ลึกภูมิทัศน์วัฒนธรรมไทย

  • ทำงานใกล้ชิดกับครีเอเตอร์และโปรดักชันเฮาส์ในประเทศ

  • ประสานกับภาครัฐและอุตสาหกรรมในไทย เพื่อให้ระบบรองรับการเติบโตของคอนเทนต์ได้จริง

เมื่อเจาะลึกลงไป การทำงานระหว่างครีเอเตอร์กับทีมคอนเทนต์ของ Netflix จะเริ่มตั้งแต่ขั้นพัฒนาไอเดีย ไม่ใช่รอให้เสร็จแล้วค่อยส่งขาย

ทั้งสองฝ่ายจะพูดคุยกันละเอียดถึง

  • ตัวละครและเส้นทางการเติบโตของแต่ละตัว

  • โทนอารมณ์ที่อยากให้ผู้ชมรู้สึก

  • “สาร” หรือข้อความที่อยากสื่อไปถึงกลุ่มเป้าหมาย

ผลลัพธ์คือผลงานที่ ไม่ได้พยายามเอาใจทุกคนบนโลก แต่เลือกคุยกับ “คนที่ใช่” ให้ตรงจุด แล้วปล่อยให้ระบบแนะนำของแพลตฟอร์มพาผู้ชมกลุ่มนั้นมาหามันเอง

จากจุดนี้เอง ซีรีส์และหนังไทยหลายเรื่องจึงสามารถไต่ชาร์ตโลกหลายสัปดาห์ สร้างบทสนทนาข้ามประเทศ และทำให้คนดูต่างชาติอยากตามรอยโลเคชันหรือวัฒนธรรมที่เห็นบนหน้าจอ

นี่คือสิ่งที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า “Netflix Effect”

ซอฟต์พาวเวอร์ไทย: จากคำสวยหรูสู่แผนทำจริง

ทิศทางทั้งหมดสอดคล้องอย่างมากกับยุทธศาสตร์ One-Family-One-Soft-Power (OFOS) ที่ตั้งเป้าใหญ่ไว้ชัดเจน ว่าต้องการ

  • สร้างงานใหม่ 20 ล้านตำแหน่ง

  • สร้างรายได้มากกว่า 4 ล้านล้านบาทต่อปี

โดยมอง เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศ ไม่ใช่แค่ภาคเสริม

เมื่อคอนเทนต์ไทยถูกค้นเจอมากขึ้นบนแพลตฟอร์มระดับโลก สิ่งที่ตามมาไม่ใช่เพียงความสุขของคนดู แต่ยังหมายถึง

  • การท่องเที่ยวที่โตขึ้นจากการตามรอยซีรีส์และภาพยนตร์

  • การส่งออกบริการด้านโปรดักชันและความคิดสร้างสรรค์

  • การจ้างงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และใช้ทักษะที่แข่งขันได้ระดับโลก

ปี 2025 จึงถูกจับตามองอย่างมาก เพราะ Netflix เตรียมส่งออริจินัลไทยอีก 9 เรื่องลงจออย่างต่อเนื่อง ต่อจากความสำเร็จของ Delete และ The Believers ซีซัน 2 ที่แฟนๆ รอคอย

ขณะเดียวกัน กิจกรรมเวิร์กช็อปและแคมป์ฝึกงานก็ถูกขยายออกไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้ เสียงใหม่ๆ จากหลากหลายพื้นที่ของไทยได้มีโอกาสขึ้นจอมากขึ้น

ความเป็นไทย: ไม่ได้จำกัดตลาด แต่กำลังขยายขอบโลก

เมื่อมองภาพรวมสิ่งที่เกิดขึ้น มีข้อสรุปหนึ่งที่ชัดกว่าที่เคยคือ “ความเป็นไทยไม่ได้ปิดตลาด แต่มันกำลังขยายตลาด”

ตราบใดที่เรา

  • กล้าขุดลึกลงไปในรากวัฒนธรรมและเรื่องเล่าท้องถิ่น

  • สร้างและพัฒนาคนทำงานอย่างจริงจังทุกระดับ

  • วางระบบรองรับการเติบโตแบบระยะยาว

เมื่อแพลตฟอร์มระดับโลก ภาครัฐ และครีเอเตอร์ไทย หมุนไปในทิศทางเดียวกัน ซอฟต์พาวเวอร์ไทยก็จะไม่ใช่เพียงคำฮิตชั่วครั้งชั่วคราว แต่จะกลายเป็น พลังการแข่งขันที่ยั่งยืนบนเวทีโลก

และทุกครั้งที่คุณกดเล่นซีรีส์หรือหนังไทยหนึ่งเรื่องบนหน้าจอ มันอาจเป็นส่วนเล็กๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนเครื่องยนต์ใหม่นี้ให้เดินหน้าต่อไปด้วยเช่นกัน