รับแอปรับแอป

AI ไทยพลิกเกมฟื้นฟูมะเร็งศีรษะและลำคอ แค่กล้องเว็บแคมก็วัดผลได้เหมือนห้องแล็บ

วรรณวิภา แสงใจ01-31

จากจิ๊กซอชิ้นเล็ก สู่ภาพใหญ่ของการฟื้นฟูผู้ป่วย

ลำพังการทำงานแบบแยกส่วน ต่อให้แต่ละคนเก่งแค่ไหน ก็ยากจะต่อให้ครบเป็น จิ๊กซอภาพความสำเร็จ ได้

การรักษาผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอเองก็เช่นกัน ต้องอาศัยทั้งการรักษาและการฟื้นฟูที่เดินไปด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหัวใจสำคัญคือ ทีมสหสาขาวิชา ตั้งแต่ บุคลากรด่านหน้า ที่เจอผู้ป่วยทุกวัน ไปจนถึง ทีมเบื้องหลัง ที่พัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทุกฟันเฟืองต้องหมุนไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะช่วยผู้ป่วยให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

จากแนวคิดนี้เอง จึงเกิดเป็นผลงานวิจัยลิขสิทธิ์ “FTrehab” นวัตกรรมที่รวมพลังของ 2 ทีมแพทย์–นักวิจัยระดับแถวหน้าของไทยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ทำงานร่วมกับแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป้าหมายเดียวคือ พาผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอให้กลับมา “กลืนอาหารได้อีกครั้ง”

FTrehab คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ผลงาน FTrehab (Face and Tongue Rehabilitation) ไม่ใช่แค่โปรแกรมหนึ่งตัว แต่เป็นการผสาน

  • เทคโนโลยีการประมวลผลภาพ

  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

  • ประสบการณ์ของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

ทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อช่วยแพทย์ ประเมินความก้าวหน้าการฟื้นฟูในคลินิกฟื้นฟูการกลืน ได้อย่างเป็นระบบและแม่นยำมากขึ้น

ผลงานนี้

  • ได้รับการจดลิขสิทธิ์และรับรองโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา

  • ดำเนินการด้านทรัพย์สินทางปัญญาโดย สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล

  • มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติถึง 3 ฉบับใน 3 ปี ได้แก่

    • Applied Computing and Informatics

    • Medical and Biological Engineering and Computing

    • Multimedia Tools and Applications

เบื้องหลังงานวิจัยนี้คือ รองศาสตราจารย์ ดร.ปัณรสี ฤทธิประวัติ จากภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีผลงานต่อเนื่องในการออกแบบเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ที่มีความต้องการพิเศษ และสร้างเครื่องมือการเรียนรู้เพื่อใช้ประโยชน์จาก AI อย่างจริงจัง

ด้วยการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลงาน FTrehab สามารถตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติระดับ Q1 ได้ครบทั้ง 3 ฉบับ สะท้อนทั้งคุณภาพงานวิจัย และศักยภาพของทีมไทยบนเวทีโลก

จากโกนิโอมิเตอร์สู่ AI: เมื่อไม้บรรทัดเริ่มไม่พอ

ก่อนจะมี FTrehab การประเมินผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอใช้เครื่องมือแบบดั้งเดิมอย่าง โกนิโอมิเตอร์ (Goniometer) หรือไม้บรรทัดทางการแพทย์ เพื่อวัด

  • การอ้าปาก

  • การแลบลิ้น

  • การหันคอ

แม้จะใช้งานได้ แต่ก็มีข้อจำกัดสำคัญคือ

  • ความแม่นยำขึ้นกับประสบการณ์ของผู้วัด

  • การเปรียบเทียบความก้าวหน้าระยะยาวทำได้ยาก

  • ข้อมูลไม่ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบและอัตโนมัติ

คำถามคือ จะทำอย่างไรให้การวัดของแพทย์ละเอียดขึ้น เที่ยงตรงขึ้น และนำไปใช้ต่อได้ง่ายขึ้น?

คำตอบคือการออกแบบระบบใหม่ที่ใช้เพียง

  • กล้องเว็บแคม หรือกล้องต่อคอมพิวเตอร์ทั่วไป

  • ระบบออนไลน์ที่หาได้ง่าย ไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ป่วย

แล้วให้ AI ช่วยจัดการส่วนที่ยุ่งยากแทนมนุษย์ทั้งหมด

Deep Learning + Computer Vision: AI ที่มองเห็นการฟื้นฟู

หัวใจของ FTrehab คือการใช้ Deep Learning Technology และ Computer Vision เพื่อจับการเคลื่อนไหวของใบหน้าและลำคอ แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นข้อมูลเชิงตัวเลขที่วัดผลได้จริง

นี่ถือเป็นหนึ่งในครั้งแรก ๆ ที่เทคโนโลยีประมวลผลการเคลื่อนไหวของใบหน้าและลำคอถูกนำมาใช้เพื่อ

เพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินความก้าวหน้าการฟื้นฟูของแพทย์อย่างเป็นรูปธรรม

แต่ FTrehab จะสมบูรณ์ไม่ได้เลย หากไม่มี “จิ๊กซอชิ้นสำคัญ” คือเทคโนโลยี AI เพื่อการ ฝึกและติดตามการเคลื่อนไหวของลิ้น (Tongue Rehabilitation)

ผลงานด้านนี้พัฒนาโดย รองศาสตราจารย์ ดร.วรพันธ์ คู่สกุลนิรันดร์ จากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้มีผลงานเด่นด้านการประยุกต์ AI เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในแพทย์และการเกษตร และเคยคว้ารางวัลจากงาน “วันนักประดิษฐ์” มาแล้วหลายครั้ง

AI ตามจับทุกการขยับของลิ้นใน 5 ทิศทาง

เทคนิคหลักที่ใช้คือ การประมวลผลภาพ ร่วมกับอัลกอริทึม 2 ส่วนสำคัญ

  • Segmentation – แยกบริเวณลิ้นออกจากภาพพื้นหลัง เพื่อให้โปรแกรมรู้ว่า “ตรงไหนคือลิ้นจริง ๆ”

  • Motion Analysis – ติดตามการเคลื่อนไหวของลิ้นใน 5 ทิศทาง

    • บน

    • ล่าง

    • ซ้าย

    • ขวา

    • หน้า–หลัง

ในขณะที่ผู้ป่วยขยับลิ้น โปรแกรม FTrehab จะ

  • วัดความยาวการเคลื่อนที่

  • คำนวณมุมการเคลื่อนไหว

  • แปลงผลออกมาเป็นตัวเลขอย่างชัดเจน

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์

  • เทียบค่ากับเกณฑ์การประเมินในแต่ละระดับ

  • ติดตามความก้าวหน้าของผู้ป่วยได้แบบเห็นภาพและมีตัวเลขรองรับ

จากเดิมที่ “ดูเอา” วันนี้แพทย์สามารถ “วัดเอา” ด้วยข้อมูลจริงจาก AI ได้แล้ว

ความท้าทาย: ลิ้นเล็ก แต่ปัญหาไม่เล็ก

หากฟังดูเหมือนง่าย แค่ให้ AI ดูลิ้นแล้ววัด จริง ๆ แล้วมีโจทย์ยากซ่อนอยู่หลายชั้น โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า

ลิ้นเป็นอวัยวะที่เล็กกว่าใบหน้าและลำคอมาก

ในผู้ป่วยบางราย

  • ขนาดลิ้นเล็ก

  • แลบลิ้นออกมาได้ไม่มาก

ภาพที่ได้จึงมีขนาดเล็กมาก เช่น วัดจริงได้เพียง 0.3 เซนติเมตร แต่เมื่อนำไปขยายเป็นภาพเพื่อดูผลอย่างละเอียด ต้องแสดงเป็นภาพที่เทียบเท่าขนาด 1 เซนติเมตรขึ้นไป ระบบจึงจะวิเคราะห์ได้ดี

การออกแบบอัลกอริทึมให้มองเห็นและตีความจากข้อมูลที่เล็กและจำกัดเช่นนี้ได้ จึงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของทีมวิจัย

ไม่หยุดแค่การแพทย์: AI เดียวกันไปต่อถึงภาคเกษตร

แม้ FTrehab จะถูกพัฒนามาเพื่อการแพทย์ แต่เทคโนโลยีเบื้องหลัง โดยเฉพาะส่วนของ Segmentation ก็เปิดทางต่อยอดไปยังภาคส่วนอื่นได้

ด้วยหลักการเดียวกัน ระบบสามารถช่วย

  • แยกผลผลิตการเกษตรที่มีคุณภาพดี

  • คัดเลือกชิ้นที่ตรงตามมาตรฐานการส่งออก

นั่นหมายความว่า เทคโนโลยีที่เริ่มต้นจากการช่วยผู้ป่วยวันนี้ สามารถถูกนำไปใช้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ได้ในอนาคตด้วย

เบื้องหลังความสำเร็จ: ไม่ใช่แค่ AI แต่คือทั้งทีมฟื้นฟู

ด้านการใช้งานจริง อาจารย์ แพทย์หญิงพิมพ์ชนก เทือกต๊ะ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ใช้นวัตกรรม ได้สะท้อนภาพว่า

การช่วยประเมินความก้าวหน้าในการฟื้นฟูผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอด้วย FTrehab จะได้ผลดีจริง ต้องอาศัยทีมดูแลรอบด้าน ไม่ใช่แค่แพทย์และวิศวกร แต่รวมถึง

  • พยาบาล

  • นักกายภาพบำบัด

  • นักกิจกรรมบำบัด

  • นักกายอุปกรณ์

  • และบุคลากรอื่น ๆ ในทีมสหสาขา

เมื่อเทคโนโลยีดี บวกกับทีมดูแลครบวงจร ผลลัพธ์ที่ได้จึงจะทรงพลังและยั่งยืน

เปรียบเทียบชัด ๆ: วิธีเดิม vs. FTrehab

สำหรับผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอที่เข้าโปรแกรมฟื้นฟูด้วย FTrehab กระบวนการประเมินจะต่างจากแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลในมิติสำคัญ ๆ ดังนี้

  • ประเมินหาสาเหตุของอาการกลืนลำบากอย่างเป็นระบบ

  • วางแผนฟื้นฟูและแบบฝึกกิจกรรมบำบัดที่เหมาะสม

  • ปรับท่าทางการกลืนให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพขึ้น

  • เปรียบเทียบผลการฟื้นฟูด้วยข้อมูลจาก AI แทนการใช้เพียงไม้บรรทัดและบันทึกแบบเดิม

ในขณะที่วิธีเดิมอาศัยการวัดด้วยไม้บรรทัดและจดบันทึกเป็นหลัก ข้อมูลมักกระจัดกระจายและนำมาใช้ต่อได้จำกัด แต่เมื่อมี FTrehab ทุกอย่างถูกเก็บเป็นฐานข้อมูล ช่วยให้วิเคราะห์แนวโน้มและผลการรักษาได้ในระยะยาว

ความปลอดภัย–จริยธรรม: เทคโนโลยีใหม่ต้องไม่แลกด้วยความเสี่ยง

ก่อนจะนำ FTrehab ไปทดสอบกับผู้ป่วย ทีมวิจัยได้ยื่นขอ พิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ เพื่อให้แน่ใจว่า

  • สิทธิของอาสาสมัครได้รับการคุ้มครองเต็มที่

  • กระบวนการวิจัยหลีกเลี่ยงการกระทำที่ไม่จำเป็น

  • ไม่สร้างความเสี่ยงเกินความจำเป็นให้กับผู้ป่วย

โปรแกรมถูกทดสอบเบื้องต้นกับผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอของโรงพยาบาลรามาธิบดี ภายใต้การดูแลใกล้ชิดของทีมแพทย์และนักวิจัย จนได้ข้อมูลที่มีความแม่นยำเพียงพอ

เมื่อผลการทดสอบมีความน่าเชื่อถือและเสถียรแล้ว แผนต่อไปคือ ขยายผลสู่การใช้งานจริงในโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้เข้าถึงนวัตกรรมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

สรุป: เมื่อ AI เข้าใจ “การกลืน” มากกว่าที่เคย

กรณีของ FTrehab สะท้อนให้เห็นชัดว่า

  • AI ไม่ได้มาแทนที่แพทย์ แต่ช่วยให้แพทย์ ตัดสินใจได้แม่นยำกว่าเดิม

  • ทีมแพทย์ นักวิจัย และวิศวกร เมื่อทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง จะสร้างนวัตกรรมที่ ยกระดับชีวิตผู้ป่วยได้จริง

  • เทคโนโลยีที่เริ่มต้นจากการแพทย์ ยังสามารถต่อยอดไปสู่ ภาคส่วนอื่น เช่น การเกษตรและเศรษฐกิจระดับชาติ ได้ด้วย

ในวันที่กล้องเว็บแคมธรรมดา ๆ สามารถทำงานร่วมกับ AI เพื่อช่วยแพทย์วัดการเคลื่อนไหวของใบหน้าและลิ้นได้ละเอียดถึงระดับมุมและระยะ เรากำลังเห็นภาพอนาคตที่ การฟื้นฟูผู้ป่วยไม่ใช่แค่การรักษาให้ “พอใช้ชีวิตได้” แต่คือการพาเขากลับไปใช้ชีวิตอย่างมั่นใจอีกครั้ง

และนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างชัด ๆ ว่า ถ้าใช้ AI ถูกที่ ถูกจังหวะ และมีทีมที่ใช่ เทคโนโลยีจะไม่ใช่แค่คำว่า “ล้ำ” แต่จะกลายเป็นคำว่า “ช่วยคนได้จริง”