รับแอปรับแอป

ล่องเรือสู่แอนตาร์กติกา 10 วัน: เพนกวิน วาฬหลังค่อม และดินแดนน้ำแข็งในฝัน

ธนพล กิตติศักดิ์01-31

แอนตาร์กติกาในฝันของสายเที่ยวเกาะ (และเลยเกาะไปถึงสุดขอบโลก)

เชื่อว่าสำหรับสายท่องโลกตัวจริง หนึ่งใน bucket list ที่ต้องมีติดไว้คือ “แอนตาร์กติกา – ขั้วโลกใต้” ดินแดนปลายสุดของโลกที่ทั้งไกล ทั้งหนาว และทั้งโคตรพิเศษ เพราะมีเพียงประมาณ 0.002% ของประชากรโลกเท่านั้นที่เคยไปถึง

เราเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เคยแค่ฝัน ว่าสักวันจะได้ก้าวเท้าลงบนแผ่นดินสีขาวสุดขั้วให้ได้สักครั้งในชีวิต และในที่สุดฝันก็เป็นจริง ได้ลุยไปถึง “ทะเลทรายสีขาว” ที่สุดโต่งทุกด้าน กลายเป็น ทวีปที่ 7 และทวีปสุดท้าย ที่เราได้พิชิตเรียบร้อย

เลยขอรวบรวมรีวิวแบบเน้นเนื้อ ๆ ว่าจะวางแผนเที่ยวแอนตาร์กติกายังไง ไปแล้วจะเจออะไรบ้าง และคุ้มค่ากับการดั้นด้นแค่ไหน มาดูกัน

จะไปแอนตาร์กติกา ต้องเริ่มยังไง?

เส้นทางการเดินทางยอดฮิต

วิธีที่นิยมที่สุดคือ ล่องเรือจากปลายทวีปอเมริกาใต้ ใช้เวลาเดินทางรวมอย่างน้อย 10 วันขึ้นไป เมืองท่าหลักคือ Ushuaia เมืองใต้สุดของอาร์เจนตินา

เราเลือกเรือของ Antarpply ชื่อเรือ M/V Ushuaia เป็นเรือสำรวจขนาดกลาง บรรทุกผู้โดยสารได้แค่ประมาณ 90 คน เท่านั้น จองผ่านเอเจนต์ออนไลน์ของสายล่องเรือแอนตาร์กติกา

จริง ๆ แล้วมีหลายบริษัทให้เลือก เช่น

  • Quark Expeditions

  • Hurtigruten

  • National Geographic Expeditions

สายเหล่านี้จะเป็น เรือสำราญลำใหญ่ มีทั้งความบันเทิงและสิ่งอำนวยความสะดวกครบ แต่แน่นอนว่าราคาโดยรวมจะสูงกว่าเรือสำรวจประมาณ 30-50%

ฤดูกาลท่องเที่ยวแอนตาร์กติกา

แอนตาร์กติกาเปิดให้เที่ยว ช่วงกลางพฤศจิกายน – กลางมีนาคม ซึ่งเป็นฤดูร้อนของซีกโลกใต้ เรือจากบริษัทต่าง ๆ จะเริ่มออกเดินทางในช่วงนี้

ช่วงเวลามีคาแร็กเตอร์ต่างกันไปแบบนี้:

  • กลางพ.ย. – ต้นธ.ค. (เปิดซีซั่น)
    อากาศยังติดลบจัด ๆ ก้อนน้ำแข็งยังใหญ่ หลายจุดเรือเข้าไม่ถึง แต่ข้อดีคือ นักท่องเที่ยวน้อย ราคายังไม่แรง

  • ธ.ค. – ม.ค. (ไฮซีซั่น)
    เป็นช่วงคนเยอะสุด น้ำแข็งเริ่มเล็กลง หิมะยังขาวสะอาด วิวสวยจัด อากาศอุ่นขึ้นมาหน่อย จากติดลบกลายเป็นเลขตัวเดียวพอทนได้

  • ก.พ. – มี.ค. (ปลายซีซั่น)
    น้ำแข็งละลายไปเยอะ หิมะเริ่มหม่น แต่เป็นช่วง พีกของการชมวาฬ และราคาทริปเริ่มลดลงพอสมควร

งบประมาณคร่าว ๆ จากไทยสู่ขั้วโลกใต้

ตัวเลขด้านล่างเป็นภาพรวมของงบที่ต้องเตรียม ถ้าเริ่มเดินทางจากประเทศไทย

  • ตั๋วเครื่องบินไป–กลับ กรุงเทพฯ – Buenos Aires
    ราคามาตรฐานราว ๆ หกหมื่นปลาย ๆ ขึ้นไป

  • ตั๋ว Buenos Aires – Ushuaia
    เราบินกับสายการบินประจำชาติ Aerolíneas Argentinas ถ้าจองล่วงหน้าประมาณ 6 เดือน มีโอกาสได้ไป–กลับไม่ถึง 10,000 บาท
    ถ้าบิน low cost อย่าง Flybondi ก็อาจถูกลงอีก แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงเรื่อง ดีเลย์หรือยกเลิกไฟลท์

  • ที่พักใน Ushuaia
    โรงแรมใกล้ท่าเรือ เริ่มที่ประมาณ 4,xxx บาท/ห้อง/คืน แนะนำให้มานอนรอก่อนเรือออกอย่างน้อย 1 คืน เพื่อกันเหตุขลุกขลัก

  • แท็กซี่สนามบิน Ushuaia – เมือง
    ขาละราว ๆ 200 บาท

  • ค่าอาหารในเมือง Ushuaia
    ร้านอาหารทั่วไปเริ่มต้นราว 450 บาท/มื้อ

  • ค่าเรือ M/V Ushuaia – Antarpply
    ห้องราคาประหยัดสุดเริ่มราว 6,400 USD (แพ็กเกจ 10 วัน) รวมแล้วคือ

    • ค่าห้องพักบนเรือ

    • อาหาร 3 มื้อ/วัน

    • น้ำร้อน น้ำเย็น ชา กาแฟ ช็อกโกแลตร้อน กดฟรีไม่อั้น

    • กิจกรรมทั้งหมดบนทริป

    • รองเท้ายางและเสื้อชูชีพให้ยืม

    ส่วนที่ ไม่รวม ได้แก่

    • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ soft drink ต่าง ๆ

    • ทิป (ไม่บังคับ แต่แนะนำประมาณ 20 USD/วัน)

    • อินเทอร์เน็ต (แพ็กที่เราซื้อคือ 18 GB ราคา 60 USD ใช้ได้ 2 อุปกรณ์)

ชีวิตบนเรือสำรวจ: ไม่หรูแต่โคตรใกล้ชิด

กิจกรรมหลักบนทริป

เรือ M/V Ushuaia เป็น เรือสำรวจ (expedition ship) ไม่ใช่เรือสำราญ ดังนั้นอย่าคาดหวังสระว่ายน้ำ โรงหนัง หรือโชว์อลังการ แต่สิ่งที่ได้แทนคือ ทีมงานดูแลใกล้ชิดมาก และกิจกรรมแน่นทุกวัน

กิจกรรมหลัก ๆ บนเรือมี:

  • Daily briefing
    ทุกเช้าหรือเย็นจะมีการบรีฟโปรแกรมของวันถัดไป ทุกคนควรเข้าฟังเพื่อให้เข้าใจแผนและกติกาเหมือนกัน

  • Lecture ให้ความรู้
    วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจะมาเล่าเรื่องแอนตาร์กติกาในมุมต่าง ๆ ทั้งภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ชีววิทยา ฯลฯ ใครสนใจก็เข้าไปฟังได้ ไม่บังคับ

  • ล่องเรือ Zodiac
    เรือยางติดเครื่องยนต์นั่งได้ประมาณ 8–10 คน ใช้ทั้ง รับส่งขึ้นฝั่ง และ ล่องเรือชมวิวใกล้น้ำแข็งและสัตว์ป่า ที่มองจากเรือใหญ่ไม่เห็น

  • Landing ขึ้นฝั่งบนแผ่นดินแอนตาร์กติกา
    ไฮไลท์ของทริป! ได้เดินบนแผ่นดินจริง บางจุดมี hiking ขึ้นเนินชมวิวมุมสูง และบางที่ได้เยี่ยมชมสถานีวิจัยถาวรด้วย
    แต่การ landing จะขึ้นอยู่กับ สภาพอากาศ วันไหนลมแรงเกินหรือคลื่นโหดก็ต้องงด

  • Polar plunge
    กิจกรรมสุดโหดท้าทายการกระโดดลงทะเลขั้วโลกแบบ ไม่มีเชือก ต้องเซ็นยินยอมและอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่เท่านั้น

จุดเด่นและข้อเสียของเรือสำรวจ

เรือ M/V Ushuaia บรรทุกผู้โดยสารประมาณ 90 คน และมีทีมงานราว 40 คน รวมทั้งหมด 5 ชั้นพร้อมดาดฟ้า เมื่อเทียบกับเรือสำราญที่บรรทุก 300–400 คน ถือว่าเล็กมาก

ข้อดีของเรือสำรวจแบบนี้

  • ทีมงานจำหน้าแขกได้ ดูแลอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง

  • กิจกรรมต่าง ๆ คล่องตัว ไม่ต้องเสียเวลารอคนจำนวนมาก

  • สามารถลุยเข้าไปในบางพื้นที่ที่น้ำแข็งยังแน่นได้ดีกว่าเรือใหญ่

  • ราคาถูกกว่าเรือสำราญขนาดใหญ่ค่อนข้างมาก

ข้อเสียที่ต้องยอมรับ

  • เวลาเจอคลื่นแรง ๆ โดยเฉพาะตอนผ่าน Drake Passage จะรู้สึกโคลงชัดกว่าเรือใหญ่ โอกาสเมาเรือจึงสูงขึ้น

  • ไม่มีสิ่งบันเทิงให้เล่นเยอะ ๆ นอกจากห้องสมุด ทำให้ช่วงที่ต้องอยู่บนเรือนาน ๆ อาจมีเบื่อได้

ด้านในเรือไม่ได้หรูหราสไตล์เรือสำราญ แต่กลับให้ฟีล “เรือนักสำรวจ” คลาสสิกเท่ ๆ อยู่สบาย ไม่ฟุ่มเฟือย ซึ่งเข้ากับบรรยากาศทริปสำรวจมากกว่าไปล่องเรือเที่ยวเล่นเฉย ๆ

ด่านโหด Drake Passage: จุดบรรจบทะเลที่ทรงพลังที่สุด

สองวันแรกของการเดินทาง เราต้องฝ่าด่าน Drake Passage น่านน้ำที่ได้ชื่อว่าเป็น “จุดบรรจบกันที่ทรงพลังที่สุดของท้องทะเล” เพราะมีกระแสน้ำแรง คลื่นสูง และอากาศแปรปรวนสุดขีด

แน่นอนว่าโอกาสเมาเรือมีสูง ถ้าใครกังวล บนเรือจะมีคุณหมอประจำ 1 ท่าน สามารถไปขอยาแก้เมาได้ แนะนำให้ทานก่อนเข้า Drake Passage ประมาณ 3–4 ชั่วโมง

เราเองปกติไม่ค่อยเมารถเมาเรือ ขาไปเลยลองกินยา ปรากฏว่า อึนและง่วงทั้งวัน กินข้าวไม่ลงเท่าไหร่ ส่วนขากลับลองไม่กินยาเลย กลับกลายเป็นว่ารู้สึกดีมาก แทบไม่มีอาการเมา

ปล. ช่วงผ่าน Drake Passage จะมี ฝูงนกทะเลหายาก หลายสายพันธุ์บินวนรอบเรือตลอดเวลา ทีมงานจะจัดกิจกรรมดูนกบนดาดฟ้า พร้อมอธิบายให้ความรู้ไปด้วย ฟินมาก

เรื่องกินบนเรือ: ไม่หรูหราแต่เอาตัวรอดได้สบาย

อาหารบนเรือจัดให้ครบ 3 มื้อ/วัน

  • มื้อเช้า: บุฟเฟ่ต์

  • มื้อกลางวัน + เย็น: เสิร์ฟแบบ คอร์ส 3 จาน มี starter, main dish และของหวานปิดท้าย

ความรู้สึกส่วนตัวคือ มื้อเช้าค่อนข้างซ้ำเดิมทุกวัน เลยแอบน่าเบื่อไปนิด แต่กลางวันกับเย็นโดยรวมโอเค มีแค่บางเมนูที่ไม่ค่อยถูกปาก ซึ่งเข้าใจได้เพราะทุกอย่างต้องเตรียมจากฝั่งตั้งแต่ก่อนออกเรือ

แผ่นดินขาวในฝัน: เหยียบแอนตาร์กติกาครั้งแรก

หลังจากล่องใน Drake Passage มากว่า 40 ชั่วโมง ในที่สุดเรือก็เข้าสู่เขตแอนตาร์กติกา และได้เห็นแผ่นดินอีกครั้ง

จุดที่เราได้เหยียบแผ่นดินแอนตาร์กติกาครั้งแรกคือ Brown Station สถานีวิจัยถาวรบนแผ่นดินส่วนคาบสมุทร แน่นอนว่าต้องขอถ่ายรูปเก็บโมเมนต์ประวัติศาสตร์ส่วนตัว บอกเลยว่าตอนนั้น ดีใจจนน้ำตาแทบไหล

รอบ ๆ Brown Station เต็มไปด้วยฝูงเพนกวินสายพันธุ์ Gentoo จุดเด่นคือปากสีแดงอมส้มสดใส และยังมีแมวน้ำตัวอ้วน ๆ นอนเอกเขนกริมชายฝั่งให้ดูเพลินตา

ตอนแรกเราก็แอบคิดว่า ล่องเรือ 10 วันเต็มแบบนี้จะเบื่อไหม แต่พอเอาเข้าจริง เวลาไหลผ่านเร็วมาก เพราะทั้งกิจกรรมเช้า–บ่ายแน่น ๆ และวิวจากบนเรือที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนต้องคอยชะโงกดูนอกรายวัน ช่วงไหนวิวดีต้องรีบคว้ากล้องออกไปเก็บภาพทันที

แลนด์สเคประดับหลุดโลก

ภาพที่เห็นบ่อยที่สุดแน่นอนว่าคือ ก้อนน้ำแข็งนับไม่ถ้วน ทั้งเล็กทั้งใหญ่กระจายเต็มผืนน้ำ บางก้อนรูปทรงประหลาดเหมือนงานศิลปะจากธรรมชาติ ยิ่งตอนแสงอาทิตย์สะท้อนให้น้ำแข็งกลายเป็นสีฟ้า ยิ่งสวยจนเหมือนไม่จริง

ความอลังการของภูมิทัศน์ขั้วโลกใต้บอกได้คำเดียวว่า ยิ่งใหญ่เกินบรรยาย โดยเฉพาะช่วงเย็นที่แสงอ่อน ๆ ตกกระทบหิมะและภูเขาน้ำแข็ง คือคำนิยามของคำว่า “ธรรมชาติสุดขีด” อย่างแท้จริง

มองวิวเพลิน ๆ จากบนเรือ อยู่ดี ๆ ก็เห็นคู่เพนกวินยืนอยู่บนก้อนน้ำแข็งเหมือนกำลังเล่นสไลเดอร์ลงน้ำกันอย่างเมามัน

ความไม่แน่นอนของสภาพอากาศคืออีกเสน่ห์ของแอนตาร์กติกา บางวันเจอแดดเปรี้ยง บางวันหิมะโปรย บางวันฟ้าหม่นทั้งวัน และบางวันก็สลับกันไปหมด ทำให้ ทุกวันได้ภาพไม่เหมือนกันเลย

ฝูงเพนกวินบนก้อน iceberg ที่มองแล้วเหมือน “ติดเกาะ” กันอยู่จริง ๆ ดูแล้วอดยิ้มไม่ได้

บางจังหวะ แค่ขึ้นไปที่ดาดฟ้า จิบชาร้อน ๆ แล้วมองวิวขาวโพลนของขั้วโลกใต้รอบทิศ ก็รู้สึกว่า นี่แหละ หนึ่งในโมเมนต์ที่ดีที่สุดในชีวิต

พระอาทิตย์เที่ยงคืน

หนึ่งในของแถมสุดพิเศษของการเดินทางช่วงเดือนธันวาคมคือ เวลากลางวันที่ยาวนานมาก วันที่อากาศดี เราจะได้เห็นปรากฏการณ์ “พระอาทิตย์เที่ยงคืน”

รูปนี้ถ่ายจากบนเรือเวลา 23.58 น. พอถึงเที่ยงคืนจริง ๆ ฟ้าก็ไม่มืดสนิท แค่แสงสลัว ๆ แล้วพระอาทิตย์ก็วนไปขึ้นอีกด้านแทน

วาฬ วาฬ และวาฬ: โชว์สุดพีคของทะเลขั้วโลก

ระหว่างทริป เราเรียนรู้เร็วมากว่า “จงพกกล้องติดตัวตลอดเวลา” เพราะบางทีแค่มาลงกินข้าวโดยไม่หยิบกล้องมาก็อาจพลาดช็อตสำคัญไปเลย

บนเรือจะประกาศทุกครั้งที่เห็นสัตว์หายาก เช่นวาฬ เราเองได้เห็น วาฬหลังค่อม (Humpback whale) แหวกว่ายอยู่รอบเรือนานเป็นชั่วโมง แบบไม่ต้องเสียเงินไปซื้อทัวร์ดูวาฬที่อื่นในโลกแล้ว คุ้มจริง ๆ

ยังไม่หมดแค่นั้น เรายังเจอ วาฬเพชฌฆาต (Orca / Killer whale) หลายฝูง บางครั้งว่ายเข้ามาใกล้เรือแบบระยะประชิดชนิดที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นในชีวิตจริง สุดยอดมาก

Landing จุดไคลแมกซ์: ยืนบนดินแอนตาร์กติกาแบบใกล้ชิดเพนกวิน

ไฮไลท์ตัวจริงของทริปคือ การได้ลงไปยืนบนแผ่นดินแอนตาร์กติกา เพราะถ้าเลือกเรือสำราญลำใหญ่ที่เริ่มจาก Buenos Aires โดยส่วนใหญ่จะไม่ได้พาลงฝั่ง

สภาพอากาศคือปัจจัยหลักว่าจะได้ landing หรือไม่ ทริปนี้เราถือว่า ดวงดีมาก ได้ลงฝั่งหลายครั้ง เป้าหมายการมาเหยียบแอนตาร์กติกาเลยสำเร็จเต็ม ๆ
หนึ่งในจุดที่ไปคือ Palaver Point

กติกาเหล็กเวลาเข้าใกล้เพนกวิน

ทุกครั้งก่อนและหลัง landing จะต้อง

  • ล้างรองเท้ายางในน้ำยาฆ่าเชื้อที่เรือเตรียมไว้

  • ปฏิบัติตามกฎสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด เช่น
    • ต้องอยู่ห่างจากเพนกวินอย่างน้อย 5 เมตร

    • ห้ามนั่ง นอน คุกเข่า หรือวางกระเป๋าลงบนพื้นหิมะ/ดิน

ทั้งหมดนี้เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากคนสู่สัตว์ และจากสัตว์สู่คน

บริเวณ Palaver Point มีเพนกวินอยู่ร่วมกันสองสายพันธุ์หลัก คือ Chinstrap และ Gentoo น้องน่ารักมาก แต่ก็แอบมีกลิ่นแรงจากมูลพอสมควร ต้องทำใจกันหน่อย

สำหรับคนรักสัตว์ การได้ถ่ายรูปกับเพนกวินในธรรมชาติแท้ ๆ บนแอนตาร์กติกา ถือเป็นอีกหนึ่งความฝันที่ถูกเติมเต็ม

Hike บนหิมะฟู ๆ และวิวมุมสูงสุดอลัง

อีกกิจกรรมที่ประทับใจไม่แพ้กันคือการ เดิน hiking ลุยหิมะขาวนุ่ม ขึ้นไปบนเนินเขาเพื่อชมวิวจากมุมสูง เหงื่อออกแบบเงียบ ๆ แม้อากาศหนาว แต่แลกกับวิวจากด้านบนที่คุ้มค่าเกินบรรยาย

จากเนินเขาเรามองย้อนกลับไปเห็นอ่าว Orne Harbour พร้อมเรือสำรวจที่จอดอยู่ท่ามกลางก้อนน้ำแข็งมากมาย เหมือนภาพที่หลุดออกมาจากจินตนาการของเด็ก ๆ ยังไงอย่างนั้น

อีกหนึ่งวิวมุมสูงที่ชอบมากคือการ hike จากบริเวณ Wordie House หนึ่งในสถานีวิจัยเก่าแก่ที่สุดของแอนตาร์กติกา (ปัจจุบันเลิกใช้งานแล้ว)

วิวแถวนี้ให้ฟีล surreal แบบอยู่นอกโลก ภูเขาสูงซ้อนทับกัน สลับกับเวิ้งน้ำและก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมา

สถานีวิจัย: เมืองไร้ผู้คน ถิ่นของนักวิทยาศาสตร์

บนแผ่นดินใหญ่ของแอนตาร์กติกา ไม่มีเมืองหรือชุมชนถาวร มีเพียงสถานีวิจัยของแต่ละประเทศตั้งกระจายอยู่ นักวิทยาศาสตร์ต้องใช้ชีวิตและทำงานท่ามกลางสภาพอากาศโหดร้ายทั้งปี

เราได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมด้านในของ Akademik Vernadsky Station สถานีวิจัยของยูเครนที่ขึ้นชื่อว่ามี ร้านขายของที่ระลึกใต้สุดของโลก รวมถึงได้ไปดู Wordie House สถานีวิจัยเก่าที่ถูกเก็บสภาพดั้งเดิมไว้เป็นพิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ ให้เข้าชม

ล่อง Zodiac ทะลุโลกน้ำแข็ง

การขึ้น เรือ Zodiac เป็นอีกกิจกรรมที่ทำบ่อยแน่ ๆ เพราะใช้ทั้งรับส่งขึ้นฝั่งและล่องชมวิวใกล้ ๆ น้ำแข็งและสัตว์ป่า

โมเมนต์ที่ชอบที่สุดคือการนั่ง Zodiac ลุยเข้าไปในทะเลน้ำแข็งที่รอบด้านเต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็ง ธารน้ำแข็ง และภูเขาหิมะรูปทรงแปลก ๆ มันให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกมิติหนึ่งเลยจริง ๆ

ระหว่างทาง เราได้เห็นสัตว์หลากหลายแบบใกล้ชิด ทั้งนกหายากของขั้วโลกสายพันธุ์ต่าง ๆ แมวน้ำหลายแบบ และแน่นอน เพนกวินขวัญใจมหาชน

ปิดทริปด้วย Polar Plunge: กระโดดลงน้ำขั้วโลกแบบตัวสั่น

ท้ายทริป เราได้ลองกิจกรรม polar plunge หรือการกระโดดลงทะเลขั้วโลกที่ขึ้นชื่อว่าเย็นจัดสะท้านไปถึงกระดูก แต่ก็มีคนเชื่อว่าช่วยเรื่อง

  • ลดการอักเสบของร่างกาย

  • กระตุ้นการไหลเวียนเลือด

  • เพิ่มภูมิคุ้มกัน

  • ช่วยให้รู้สึกสดชื่นและอารมณ์ดีขึ้น

กิจกรรมนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ และผู้ร่วมกิจกรรมต้องเซ็นยินยอมรับความเสี่ยงก่อนทุกครั้ง

สำหรับคนที่ชอบเที่ยวเกาะ ชอบทะเล ชอบความเวิ้งว้างของขอบฟ้า ถ้าอยากขยับลิสต์เที่ยวให้สุดทาง แอนตาร์กติกาคือ อีกดาวหนึ่งที่ควรมาเหยียบให้ได้สักครั้งในชีวิต

ทั้งเพนกวิน วาฬ หลังค่อม วาฬเพชฌฆาต ธารน้ำแข็งภูเขาหิมะ และความเงียบกริบของดินแดนสุดขั้ว จะทำให้คำว่า “ไปเที่ยวทะเล” ของคุณ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป