แอนตาร์กติกาในฝันของสายเที่ยวเกาะ (และเลยเกาะไปถึงสุดขอบโลก)
เชื่อว่าสำหรับสายท่องโลกตัวจริง หนึ่งใน bucket list ที่ต้องมีติดไว้คือ “แอนตาร์กติกา – ขั้วโลกใต้” ดินแดนปลายสุดของโลกที่ทั้งไกล ทั้งหนาว และทั้งโคตรพิเศษ เพราะมีเพียงประมาณ 0.002% ของประชากรโลกเท่านั้นที่เคยไปถึง
เราเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เคยแค่ฝัน ว่าสักวันจะได้ก้าวเท้าลงบนแผ่นดินสีขาวสุดขั้วให้ได้สักครั้งในชีวิต และในที่สุดฝันก็เป็นจริง ได้ลุยไปถึง “ทะเลทรายสีขาว” ที่สุดโต่งทุกด้าน กลายเป็น ทวีปที่ 7 และทวีปสุดท้าย ที่เราได้พิชิตเรียบร้อย
เลยขอรวบรวมรีวิวแบบเน้นเนื้อ ๆ ว่าจะวางแผนเที่ยวแอนตาร์กติกายังไง ไปแล้วจะเจออะไรบ้าง และคุ้มค่ากับการดั้นด้นแค่ไหน มาดูกัน
จะไปแอนตาร์กติกา ต้องเริ่มยังไง?
เส้นทางการเดินทางยอดฮิต
วิธีที่นิยมที่สุดคือ ล่องเรือจากปลายทวีปอเมริกาใต้ ใช้เวลาเดินทางรวมอย่างน้อย 10 วันขึ้นไป เมืองท่าหลักคือ Ushuaia เมืองใต้สุดของอาร์เจนตินา
เราเลือกเรือของ Antarpply ชื่อเรือ M/V Ushuaia เป็นเรือสำรวจขนาดกลาง บรรทุกผู้โดยสารได้แค่ประมาณ 90 คน เท่านั้น จองผ่านเอเจนต์ออนไลน์ของสายล่องเรือแอนตาร์กติกา
จริง ๆ แล้วมีหลายบริษัทให้เลือก เช่น
Quark Expeditions
Hurtigruten
National Geographic Expeditions
สายเหล่านี้จะเป็น เรือสำราญลำใหญ่ มีทั้งความบันเทิงและสิ่งอำนวยความสะดวกครบ แต่แน่นอนว่าราคาโดยรวมจะสูงกว่าเรือสำรวจประมาณ 30-50%
ฤดูกาลท่องเที่ยวแอนตาร์กติกา
แอนตาร์กติกาเปิดให้เที่ยว ช่วงกลางพฤศจิกายน – กลางมีนาคม ซึ่งเป็นฤดูร้อนของซีกโลกใต้ เรือจากบริษัทต่าง ๆ จะเริ่มออกเดินทางในช่วงนี้
ช่วงเวลามีคาแร็กเตอร์ต่างกันไปแบบนี้:
กลางพ.ย. – ต้นธ.ค. (เปิดซีซั่น)
อากาศยังติดลบจัด ๆ ก้อนน้ำแข็งยังใหญ่ หลายจุดเรือเข้าไม่ถึง แต่ข้อดีคือ นักท่องเที่ยวน้อย ราคายังไม่แรงธ.ค. – ม.ค. (ไฮซีซั่น)
เป็นช่วงคนเยอะสุด น้ำแข็งเริ่มเล็กลง หิมะยังขาวสะอาด วิวสวยจัด อากาศอุ่นขึ้นมาหน่อย จากติดลบกลายเป็นเลขตัวเดียวพอทนได้ก.พ. – มี.ค. (ปลายซีซั่น)
น้ำแข็งละลายไปเยอะ หิมะเริ่มหม่น แต่เป็นช่วง พีกของการชมวาฬ และราคาทริปเริ่มลดลงพอสมควร
งบประมาณคร่าว ๆ จากไทยสู่ขั้วโลกใต้
ตัวเลขด้านล่างเป็นภาพรวมของงบที่ต้องเตรียม ถ้าเริ่มเดินทางจากประเทศไทย
ตั๋วเครื่องบินไป–กลับ กรุงเทพฯ – Buenos Aires
ราคามาตรฐานราว ๆ หกหมื่นปลาย ๆ ขึ้นไปตั๋ว Buenos Aires – Ushuaia
เราบินกับสายการบินประจำชาติ Aerolíneas Argentinas ถ้าจองล่วงหน้าประมาณ 6 เดือน มีโอกาสได้ไป–กลับไม่ถึง 10,000 บาท
ถ้าบิน low cost อย่าง Flybondi ก็อาจถูกลงอีก แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงเรื่อง ดีเลย์หรือยกเลิกไฟลท์ที่พักใน Ushuaia
โรงแรมใกล้ท่าเรือ เริ่มที่ประมาณ 4,xxx บาท/ห้อง/คืน แนะนำให้มานอนรอก่อนเรือออกอย่างน้อย 1 คืน เพื่อกันเหตุขลุกขลักแท็กซี่สนามบิน Ushuaia – เมือง
ขาละราว ๆ 200 บาทค่าอาหารในเมือง Ushuaia
ร้านอาหารทั่วไปเริ่มต้นราว 450 บาท/มื้อค่าเรือ M/V Ushuaia – Antarpply
ห้องราคาประหยัดสุดเริ่มราว 6,400 USD (แพ็กเกจ 10 วัน) รวมแล้วคือค่าห้องพักบนเรือ
อาหาร 3 มื้อ/วัน
น้ำร้อน น้ำเย็น ชา กาแฟ ช็อกโกแลตร้อน กดฟรีไม่อั้น
กิจกรรมทั้งหมดบนทริป
รองเท้ายางและเสื้อชูชีพให้ยืม
ส่วนที่ ไม่รวม ได้แก่
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ soft drink ต่าง ๆ
ทิป (ไม่บังคับ แต่แนะนำประมาณ 20 USD/วัน)
อินเทอร์เน็ต (แพ็กที่เราซื้อคือ 18 GB ราคา 60 USD ใช้ได้ 2 อุปกรณ์)
ชีวิตบนเรือสำรวจ: ไม่หรูแต่โคตรใกล้ชิด
กิจกรรมหลักบนทริป
เรือ M/V Ushuaia เป็น เรือสำรวจ (expedition ship) ไม่ใช่เรือสำราญ ดังนั้นอย่าคาดหวังสระว่ายน้ำ โรงหนัง หรือโชว์อลังการ แต่สิ่งที่ได้แทนคือ ทีมงานดูแลใกล้ชิดมาก และกิจกรรมแน่นทุกวัน
กิจกรรมหลัก ๆ บนเรือมี:
Daily briefing
ทุกเช้าหรือเย็นจะมีการบรีฟโปรแกรมของวันถัดไป ทุกคนควรเข้าฟังเพื่อให้เข้าใจแผนและกติกาเหมือนกันLecture ให้ความรู้
วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจะมาเล่าเรื่องแอนตาร์กติกาในมุมต่าง ๆ ทั้งภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ชีววิทยา ฯลฯ ใครสนใจก็เข้าไปฟังได้ ไม่บังคับล่องเรือ Zodiac
เรือยางติดเครื่องยนต์นั่งได้ประมาณ 8–10 คน ใช้ทั้ง รับส่งขึ้นฝั่ง และ ล่องเรือชมวิวใกล้น้ำแข็งและสัตว์ป่า ที่มองจากเรือใหญ่ไม่เห็นLanding ขึ้นฝั่งบนแผ่นดินแอนตาร์กติกา
ไฮไลท์ของทริป! ได้เดินบนแผ่นดินจริง บางจุดมี hiking ขึ้นเนินชมวิวมุมสูง และบางที่ได้เยี่ยมชมสถานีวิจัยถาวรด้วย
แต่การ landing จะขึ้นอยู่กับ สภาพอากาศ วันไหนลมแรงเกินหรือคลื่นโหดก็ต้องงดPolar plunge
กิจกรรมสุดโหดท้าทายการกระโดดลงทะเลขั้วโลกแบบ ไม่มีเชือก ต้องเซ็นยินยอมและอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่เท่านั้น
จุดเด่นและข้อเสียของเรือสำรวจ
เรือ M/V Ushuaia บรรทุกผู้โดยสารประมาณ 90 คน และมีทีมงานราว 40 คน รวมทั้งหมด 5 ชั้นพร้อมดาดฟ้า เมื่อเทียบกับเรือสำราญที่บรรทุก 300–400 คน ถือว่าเล็กมาก
ข้อดีของเรือสำรวจแบบนี้
ทีมงานจำหน้าแขกได้ ดูแลอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง
กิจกรรมต่าง ๆ คล่องตัว ไม่ต้องเสียเวลารอคนจำนวนมาก
สามารถลุยเข้าไปในบางพื้นที่ที่น้ำแข็งยังแน่นได้ดีกว่าเรือใหญ่
ราคาถูกกว่าเรือสำราญขนาดใหญ่ค่อนข้างมาก
ข้อเสียที่ต้องยอมรับ
เวลาเจอคลื่นแรง ๆ โดยเฉพาะตอนผ่าน Drake Passage จะรู้สึกโคลงชัดกว่าเรือใหญ่ โอกาสเมาเรือจึงสูงขึ้น
ไม่มีสิ่งบันเทิงให้เล่นเยอะ ๆ นอกจากห้องสมุด ทำให้ช่วงที่ต้องอยู่บนเรือนาน ๆ อาจมีเบื่อได้
ด้านในเรือไม่ได้หรูหราสไตล์เรือสำราญ แต่กลับให้ฟีล “เรือนักสำรวจ” คลาสสิกเท่ ๆ อยู่สบาย ไม่ฟุ่มเฟือย ซึ่งเข้ากับบรรยากาศทริปสำรวจมากกว่าไปล่องเรือเที่ยวเล่นเฉย ๆ
ด่านโหด Drake Passage: จุดบรรจบทะเลที่ทรงพลังที่สุด
สองวันแรกของการเดินทาง เราต้องฝ่าด่าน Drake Passage น่านน้ำที่ได้ชื่อว่าเป็น “จุดบรรจบกันที่ทรงพลังที่สุดของท้องทะเล” เพราะมีกระแสน้ำแรง คลื่นสูง และอากาศแปรปรวนสุดขีด
แน่นอนว่าโอกาสเมาเรือมีสูง ถ้าใครกังวล บนเรือจะมีคุณหมอประจำ 1 ท่าน สามารถไปขอยาแก้เมาได้ แนะนำให้ทานก่อนเข้า Drake Passage ประมาณ 3–4 ชั่วโมง
เราเองปกติไม่ค่อยเมารถเมาเรือ ขาไปเลยลองกินยา ปรากฏว่า อึนและง่วงทั้งวัน กินข้าวไม่ลงเท่าไหร่ ส่วนขากลับลองไม่กินยาเลย กลับกลายเป็นว่ารู้สึกดีมาก แทบไม่มีอาการเมา
ปล. ช่วงผ่าน Drake Passage จะมี ฝูงนกทะเลหายาก หลายสายพันธุ์บินวนรอบเรือตลอดเวลา ทีมงานจะจัดกิจกรรมดูนกบนดาดฟ้า พร้อมอธิบายให้ความรู้ไปด้วย ฟินมาก
เรื่องกินบนเรือ: ไม่หรูหราแต่เอาตัวรอดได้สบาย
อาหารบนเรือจัดให้ครบ 3 มื้อ/วัน
มื้อเช้า: บุฟเฟ่ต์
มื้อกลางวัน + เย็น: เสิร์ฟแบบ คอร์ส 3 จาน มี starter, main dish และของหวานปิดท้าย
ความรู้สึกส่วนตัวคือ มื้อเช้าค่อนข้างซ้ำเดิมทุกวัน เลยแอบน่าเบื่อไปนิด แต่กลางวันกับเย็นโดยรวมโอเค มีแค่บางเมนูที่ไม่ค่อยถูกปาก ซึ่งเข้าใจได้เพราะทุกอย่างต้องเตรียมจากฝั่งตั้งแต่ก่อนออกเรือ
แผ่นดินขาวในฝัน: เหยียบแอนตาร์กติกาครั้งแรก
หลังจากล่องใน Drake Passage มากว่า 40 ชั่วโมง ในที่สุดเรือก็เข้าสู่เขตแอนตาร์กติกา และได้เห็นแผ่นดินอีกครั้ง
จุดที่เราได้เหยียบแผ่นดินแอนตาร์กติกาครั้งแรกคือ Brown Station สถานีวิจัยถาวรบนแผ่นดินส่วนคาบสมุทร แน่นอนว่าต้องขอถ่ายรูปเก็บโมเมนต์ประวัติศาสตร์ส่วนตัว บอกเลยว่าตอนนั้น ดีใจจนน้ำตาแทบไหล
รอบ ๆ Brown Station เต็มไปด้วยฝูงเพนกวินสายพันธุ์ Gentoo จุดเด่นคือปากสีแดงอมส้มสดใส และยังมีแมวน้ำตัวอ้วน ๆ นอนเอกเขนกริมชายฝั่งให้ดูเพลินตา
ตอนแรกเราก็แอบคิดว่า ล่องเรือ 10 วันเต็มแบบนี้จะเบื่อไหม แต่พอเอาเข้าจริง เวลาไหลผ่านเร็วมาก เพราะทั้งกิจกรรมเช้า–บ่ายแน่น ๆ และวิวจากบนเรือที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนต้องคอยชะโงกดูนอกรายวัน ช่วงไหนวิวดีต้องรีบคว้ากล้องออกไปเก็บภาพทันที
แลนด์สเคประดับหลุดโลก
ภาพที่เห็นบ่อยที่สุดแน่นอนว่าคือ ก้อนน้ำแข็งนับไม่ถ้วน ทั้งเล็กทั้งใหญ่กระจายเต็มผืนน้ำ บางก้อนรูปทรงประหลาดเหมือนงานศิลปะจากธรรมชาติ ยิ่งตอนแสงอาทิตย์สะท้อนให้น้ำแข็งกลายเป็นสีฟ้า ยิ่งสวยจนเหมือนไม่จริง
ความอลังการของภูมิทัศน์ขั้วโลกใต้บอกได้คำเดียวว่า ยิ่งใหญ่เกินบรรยาย โดยเฉพาะช่วงเย็นที่แสงอ่อน ๆ ตกกระทบหิมะและภูเขาน้ำแข็ง คือคำนิยามของคำว่า “ธรรมชาติสุดขีด” อย่างแท้จริง
มองวิวเพลิน ๆ จากบนเรือ อยู่ดี ๆ ก็เห็นคู่เพนกวินยืนอยู่บนก้อนน้ำแข็งเหมือนกำลังเล่นสไลเดอร์ลงน้ำกันอย่างเมามัน
ความไม่แน่นอนของสภาพอากาศคืออีกเสน่ห์ของแอนตาร์กติกา บางวันเจอแดดเปรี้ยง บางวันหิมะโปรย บางวันฟ้าหม่นทั้งวัน และบางวันก็สลับกันไปหมด ทำให้ ทุกวันได้ภาพไม่เหมือนกันเลย
ฝูงเพนกวินบนก้อน iceberg ที่มองแล้วเหมือน “ติดเกาะ” กันอยู่จริง ๆ ดูแล้วอดยิ้มไม่ได้
บางจังหวะ แค่ขึ้นไปที่ดาดฟ้า จิบชาร้อน ๆ แล้วมองวิวขาวโพลนของขั้วโลกใต้รอบทิศ ก็รู้สึกว่า นี่แหละ หนึ่งในโมเมนต์ที่ดีที่สุดในชีวิต
พระอาทิตย์เที่ยงคืน
หนึ่งในของแถมสุดพิเศษของการเดินทางช่วงเดือนธันวาคมคือ เวลากลางวันที่ยาวนานมาก วันที่อากาศดี เราจะได้เห็นปรากฏการณ์ “พระอาทิตย์เที่ยงคืน”
รูปนี้ถ่ายจากบนเรือเวลา 23.58 น. พอถึงเที่ยงคืนจริง ๆ ฟ้าก็ไม่มืดสนิท แค่แสงสลัว ๆ แล้วพระอาทิตย์ก็วนไปขึ้นอีกด้านแทน
วาฬ วาฬ และวาฬ: โชว์สุดพีคของทะเลขั้วโลก
ระหว่างทริป เราเรียนรู้เร็วมากว่า “จงพกกล้องติดตัวตลอดเวลา” เพราะบางทีแค่มาลงกินข้าวโดยไม่หยิบกล้องมาก็อาจพลาดช็อตสำคัญไปเลย
บนเรือจะประกาศทุกครั้งที่เห็นสัตว์หายาก เช่นวาฬ เราเองได้เห็น วาฬหลังค่อม (Humpback whale) แหวกว่ายอยู่รอบเรือนานเป็นชั่วโมง แบบไม่ต้องเสียเงินไปซื้อทัวร์ดูวาฬที่อื่นในโลกแล้ว คุ้มจริง ๆ
ยังไม่หมดแค่นั้น เรายังเจอ วาฬเพชฌฆาต (Orca / Killer whale) หลายฝูง บางครั้งว่ายเข้ามาใกล้เรือแบบระยะประชิดชนิดที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นในชีวิตจริง สุดยอดมาก
Landing จุดไคลแมกซ์: ยืนบนดินแอนตาร์กติกาแบบใกล้ชิดเพนกวิน
ไฮไลท์ตัวจริงของทริปคือ การได้ลงไปยืนบนแผ่นดินแอนตาร์กติกา เพราะถ้าเลือกเรือสำราญลำใหญ่ที่เริ่มจาก Buenos Aires โดยส่วนใหญ่จะไม่ได้พาลงฝั่ง
สภาพอากาศคือปัจจัยหลักว่าจะได้ landing หรือไม่ ทริปนี้เราถือว่า ดวงดีมาก ได้ลงฝั่งหลายครั้ง เป้าหมายการมาเหยียบแอนตาร์กติกาเลยสำเร็จเต็ม ๆ
หนึ่งในจุดที่ไปคือ Palaver Point
กติกาเหล็กเวลาเข้าใกล้เพนกวิน
ทุกครั้งก่อนและหลัง landing จะต้อง
ล้างรองเท้ายางในน้ำยาฆ่าเชื้อที่เรือเตรียมไว้
- ปฏิบัติตามกฎสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด เช่น
ต้องอยู่ห่างจากเพนกวินอย่างน้อย 5 เมตร
ห้ามนั่ง นอน คุกเข่า หรือวางกระเป๋าลงบนพื้นหิมะ/ดิน
ทั้งหมดนี้เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากคนสู่สัตว์ และจากสัตว์สู่คน
บริเวณ Palaver Point มีเพนกวินอยู่ร่วมกันสองสายพันธุ์หลัก คือ Chinstrap และ Gentoo น้องน่ารักมาก แต่ก็แอบมีกลิ่นแรงจากมูลพอสมควร ต้องทำใจกันหน่อย
สำหรับคนรักสัตว์ การได้ถ่ายรูปกับเพนกวินในธรรมชาติแท้ ๆ บนแอนตาร์กติกา ถือเป็นอีกหนึ่งความฝันที่ถูกเติมเต็ม
Hike บนหิมะฟู ๆ และวิวมุมสูงสุดอลัง
อีกกิจกรรมที่ประทับใจไม่แพ้กันคือการ เดิน hiking ลุยหิมะขาวนุ่ม ขึ้นไปบนเนินเขาเพื่อชมวิวจากมุมสูง เหงื่อออกแบบเงียบ ๆ แม้อากาศหนาว แต่แลกกับวิวจากด้านบนที่คุ้มค่าเกินบรรยาย
จากเนินเขาเรามองย้อนกลับไปเห็นอ่าว Orne Harbour พร้อมเรือสำรวจที่จอดอยู่ท่ามกลางก้อนน้ำแข็งมากมาย เหมือนภาพที่หลุดออกมาจากจินตนาการของเด็ก ๆ ยังไงอย่างนั้น
อีกหนึ่งวิวมุมสูงที่ชอบมากคือการ hike จากบริเวณ Wordie House หนึ่งในสถานีวิจัยเก่าแก่ที่สุดของแอนตาร์กติกา (ปัจจุบันเลิกใช้งานแล้ว)
วิวแถวนี้ให้ฟีล surreal แบบอยู่นอกโลก ภูเขาสูงซ้อนทับกัน สลับกับเวิ้งน้ำและก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมา
สถานีวิจัย: เมืองไร้ผู้คน ถิ่นของนักวิทยาศาสตร์
บนแผ่นดินใหญ่ของแอนตาร์กติกา ไม่มีเมืองหรือชุมชนถาวร มีเพียงสถานีวิจัยของแต่ละประเทศตั้งกระจายอยู่ นักวิทยาศาสตร์ต้องใช้ชีวิตและทำงานท่ามกลางสภาพอากาศโหดร้ายทั้งปี
เราได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมด้านในของ Akademik Vernadsky Station สถานีวิจัยของยูเครนที่ขึ้นชื่อว่ามี ร้านขายของที่ระลึกใต้สุดของโลก รวมถึงได้ไปดู Wordie House สถานีวิจัยเก่าที่ถูกเก็บสภาพดั้งเดิมไว้เป็นพิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ ให้เข้าชม
ล่อง Zodiac ทะลุโลกน้ำแข็ง
การขึ้น เรือ Zodiac เป็นอีกกิจกรรมที่ทำบ่อยแน่ ๆ เพราะใช้ทั้งรับส่งขึ้นฝั่งและล่องชมวิวใกล้ ๆ น้ำแข็งและสัตว์ป่า
โมเมนต์ที่ชอบที่สุดคือการนั่ง Zodiac ลุยเข้าไปในทะเลน้ำแข็งที่รอบด้านเต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็ง ธารน้ำแข็ง และภูเขาหิมะรูปทรงแปลก ๆ มันให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกมิติหนึ่งเลยจริง ๆ
ระหว่างทาง เราได้เห็นสัตว์หลากหลายแบบใกล้ชิด ทั้งนกหายากของขั้วโลกสายพันธุ์ต่าง ๆ แมวน้ำหลายแบบ และแน่นอน เพนกวินขวัญใจมหาชน
ปิดทริปด้วย Polar Plunge: กระโดดลงน้ำขั้วโลกแบบตัวสั่น
ท้ายทริป เราได้ลองกิจกรรม polar plunge หรือการกระโดดลงทะเลขั้วโลกที่ขึ้นชื่อว่าเย็นจัดสะท้านไปถึงกระดูก แต่ก็มีคนเชื่อว่าช่วยเรื่อง
ลดการอักเสบของร่างกาย
กระตุ้นการไหลเวียนเลือด
เพิ่มภูมิคุ้มกัน
ช่วยให้รู้สึกสดชื่นและอารมณ์ดีขึ้น
กิจกรรมนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ และผู้ร่วมกิจกรรมต้องเซ็นยินยอมรับความเสี่ยงก่อนทุกครั้ง
สำหรับคนที่ชอบเที่ยวเกาะ ชอบทะเล ชอบความเวิ้งว้างของขอบฟ้า ถ้าอยากขยับลิสต์เที่ยวให้สุดทาง แอนตาร์กติกาคือ อีกดาวหนึ่งที่ควรมาเหยียบให้ได้สักครั้งในชีวิต
ทั้งเพนกวิน วาฬ หลังค่อม วาฬเพชฌฆาต ธารน้ำแข็งภูเขาหิมะ และความเงียบกริบของดินแดนสุดขั้ว จะทำให้คำว่า “ไปเที่ยวทะเล” ของคุณ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

