ภาษีทรัมป์มา เราควรยอมแลกอะไรให้สหรัฐฯ?
ปี 2567 ไทยใช้ อาหารสัตว์รวมราว 21.30 ล้านตัน โดยอุตสาหกรรมไก่เนื้อกินส่วนแบ่งมากที่สุด และเบื้องหลังอาหารสัตว์แต่ละเม็ด ก็คือวัตถุดิบที่เราต้องพึ่งพาการนำเข้าอยู่ไม่น้อย
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีใหม่ เก็บภาษีสินค้านำเข้า 10% และใช้ “ภาษีต่างตอบแทน” (reciprocal tariff) กับประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า กว่า 60 ประเทศ ซึ่งไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่สหรัฐฯ ขาดดุล และอาจถูกเก็บภาษีสูงถึง 37%
ไอเดียที่ถูกหยิบขึ้นมาเจรจา คือ ไทยจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่ม เพื่อแลกกับการผ่อนปรนกำแพงภาษี หนึ่งในนั้นคือการ นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบทำอาหารสัตว์
คำถามคือ ในเมื่อเราต้องพึ่งพาวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศอยู่แล้ว ไทยควร “แลก” ตรงไหนกับสหรัฐฯ และตรงไหนที่ไม่ควรยุ่ง?
Rocket Media Lab ชวนมาดูโครงสร้างอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทยแบบละเอียด ว่า อะไรควรนำเข้าจากสหรัฐฯ อะไรไม่จำเป็น หากต้องใช้เป็นหมากต่อรองภาษีรอบนี้
โครงสร้างอาหารสัตว์ไทย: ใช้อะไรบ้าง และพึ่งต่างชาติแค่ไหน
จากข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ปี 2567 ประเทศไทยมีความต้องการอาหารสัตว์ประมาณ 21.30 ล้านตัน โดยใช้ในอุตสาหกรรมหลักๆ ดังนี้
ไก่เนื้อ 8.07 ล้านตัน
หมูขุน 5.09 ล้านตัน
ไก่ไข่ให้ไข่ 2.27 ล้านตัน
โคนม 1.15 ล้านตัน
หมูพันธุ์ 1 ล้านตัน
ไก่พ่อแม่พันธุ์ 0.96 ล้านตัน
ไก่ไข่เล็กรุ่น 0.61 ล้านตัน
โคเนื้อขุน 0.54 ล้านตัน
ปลา 0.54 ล้านตัน
กุ้ง 0.51 ล้านตัน
เป็ดเนื้อ 0.28 ล้านตัน
เป็ดไข่ 0.25 ล้านตัน
ไก่ไข่พ่อแม่พันธุ์ 0.02 ล้านตัน
เป็ดพันธุ์ 0.02 ล้านตัน
วัตถุดิบหลักที่ใช้ผสมอาหารสัตว์คือ
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ปลายข้าว
กากถั่วเหลือง
ปลาป่น
มันสำปะหลัง
ภาพรวมแล้ว ประมาณ 60% ของวัตถุดิบมาจากการนำเข้า และ 40% ผลิตในประเทศ หากแยกตามชนิดวัตถุดิบจะเห็นชัดขึ้นว่า
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: ผลิตเอง 71.44% / นำเข้า 28.56%
กากถั่วเหลือง: ผลิตเอง 43.01% / นำเข้า 56.99%
ปลาป่น: ผลิตเอง 84.57% / นำเข้า 15.43%
มันสำปะหลัง: ผลิตเอง 85.56% / นำเข้า 14.44%
กากถั่วเหลือง คือวัตถุดิบที่พึ่งพาการนำเข้ามากที่สุด ในขณะที่ มันสำปะหลัง นำเข้าน้อย เพราะปลูกได้มากในประเทศ และการนำเข้าไปใช้กับอุตสาหกรรมอื่นมากกว่าอาหารสัตว์
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: พึ่งเพื่อนบ้าน แต่ถูกดันให้หันหน้าไปหาสหรัฐฯ?
ปี 2567 ไทยต้องการ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8.91 ล้านตัน เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ แต่ผลิตเองได้เพียง 2.012 ล้านตัน ที่เหลือจึงต้องนำเข้าถึง 5.033 ล้านตัน
โครงสร้างการนำเข้าในปี 2567 คือ
เมียนมา 86.99% (ราว 1.75 ล้านตัน)
รองลงมาคือ ลาว และกัมพูชา
ถ้ามองย้อนไป 10 ปี ตั้งแต่ปี 2558 ถึงพฤศจิกายน 2567 ไทยนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รวม 9,394,819 ตัน จากนั้นแบ่งได้ว่า
นำเข้าจากเมียนมามากที่สุด 8,127,181 ตัน
ปริมาณนำเข้าจากเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นถึง 1,130.50%
การนำเข้าเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด 2 ช่วงสำคัญคือ
ปี 2561 เทียบกับ 2562: เพิ่มราว 5 เท่า
ปี 2562 เทียบกับ 2563: เพิ่มอีก 2 เท่า
ปี 2567 เป็นปีที่มีปริมาณนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงสุด 2,012,11 ตัน
ในช่วงปี 2558–2559 ไทยนำเข้าจากลาวเป็นหลัก แต่ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา เมียนมากลายเป็นแหล่งหลัก โดยตัวเลขจาก 588,515 ตันในปี 2562 ขยับเป็น 1,750,024 ตันในปี 2567
สาเหตุสำคัญที่ข้าวโพดเพื่อนบ้านได้เปรียบมาก เพราะการนำเข้าจากกัมพูชา ลาว และเมียนมาอยู่ภายใต้ความตกลง ASEAN Trade in Goods Agreement (ATIGA) ทำให้
ภาษีนำเข้า = 0%
ต้นทุนขนส่งต่ำเพราะระยะทางใกล้
ปีเดียวกัน คณะรัฐมนตรีมีมติ คงสิทธิภาษีศุลกากร 0% สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต่อไปในปี 2568 อีกด้วย
แต่การนำเข้าข้าวโพดจากเพื่อนบ้านก็มีด้านมืด นั่นคือข้อกังวลว่าการปลูกข้าวโพดอาจเชื่อมโยงกับ การเผาพื้นที่การเกษตรและหมอกควันข้ามแดน จนกลายเป็นปัญหา PM2.5 ในจังหวัดแนวชายแดนที่ติดเมียนมา ลาว และกัมพูชา
ที่มาของแนวคิด “หันไปนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ” จึงไม่ได้มีแค่เรื่องภาษี หากแต่พ่วงประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ามาด้วย
ข้าวโพดสหรัฐฯ: ถูกหน้ากระดาษ แต่แพงในโลกความจริง
หากดูเฉพาะภาพตลาดโลก
สหรัฐฯ คือ ผู้ส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อันดับหนึ่งของโลก
ราคาข้าวโพดจากสหรัฐฯ ถูกกว่าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านของไทย ที่เรานำเข้าอยู่ตอนนี้
แต่เมื่อเข้าสู่โลกของภาษีและต้นทุนจริง
ภาษีนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ภายใต้ WTO อยู่ที่ 20%
ระยะทางไกลกว่ามาก ทำให้ต้นทุนขนส่งสูง
เมื่อรวมทุกอย่างแล้ว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ มีโอกาส แพงกว่าข้าวโพดจากเพื่อนบ้าน แม้ราคาหน้าเรือจะถูกกว่า และหากราคาวัตถุดิบหลักอย่างข้าวโพดสูงขึ้น ก็จะ ผลักดันราคาเนื้อสัตว์ให้สูงตาม ไปด้วย
ด้านผู้สนับสนุนมองอีกมุมว่า การนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ อาจช่วย ลดการพึ่งพาข้าวโพดจากเพื่อนบ้านบางส่วน ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาหมอกควันข้ามแดน
ทำไมเกษตรกรไทยบางส่วนลุกขึ้นคัดค้าน
ภายหลังมีกระแสว่าจะนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ เพื่อใช้ต่อรองกำแพงภาษี สมาคมภาคเกษตรไทยหลายแห่ง เช่น
สมาคมโรงสีข้าวไทย
สมาคมการค้าพืชไร่
สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย
สมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย
ได้ร่วมกันยื่นหนังสือ คัดค้าน แนวคิดนี้ด้วยเหตุผลหลักๆ ว่า
ข้าวโพดจากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็น พืช GMO
ยังมีการเผาแปลงปลูกข้าวโพดในสหรัฐฯ
ขัดกับกฎหมายและแนวนโยบายไทยที่ ห้ามปลูกพืช GMO และห้ามเผาแปลงปลูก
พวกเขายังเสนอว่า เราสามารถใช้ ข้าวเปลือกและมันสำปะหลังในประเทศ มาเป็นทางเลือกทดแทนวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ เลย
กากถั่วเหลือง: ตัวจริงเรื่องการนำเข้า ที่อาจเป็นหมากต่อรองที่สมเหตุสมผลกว่า
ในสูตรอาหารสัตว์ กากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบที่ใช้ราว 28% แม้ปริมาณจะน้อยกว่ากลุ่มวัตถุดิบให้พลังงานอย่างข้าวโพดและมันสำปะหลัง แต่กากถั่วเหลืองคือ หัวใจด้านโปรตีน ของอาหารสัตว์
ปัญหาคือ ไทย ผลิตกากถั่วเหลืองได้น้อยมาก และพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก โดย
ส่วนที่ผลิตในประเทศ มาจากเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศเพียง 0.51%
อีก 99.49% มาจากเมล็ดถั่วเหลืองที่ต้อง นำเข้า มาก่อน แล้วจึงนำไปสกัดเป็นน้ำมันพืช ก่อนจะได้กากถั่วเหลืองเป็นผลพลอยได้
ปี 2567 ไทยนำเข้ากากถั่วเหลืองรวม 8.832 ล้านตัน โดยแบ่งตามประเทศได้ว่า
บราซิล 89.03%
สหรัฐฯ 6.73%
อาร์เจนตินา 1.90%
ปารากวัย 1.23%
อื่นๆ รวม 1.11%
จะเห็นว่า ไทยนำเข้ากากถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ อยู่แล้ว และสหรัฐฯ เองก็เป็น ผู้ส่งออกกากถั่วเหลืองอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน
ทำไมเราจึงพึ่งบราซิลมากกว่า?
ราคากากถั่วเหลืองจากบราซิล ถูกกว่าสหรัฐฯ
ปริมาณโปรตีนในกากถั่วเหลืองจากบราซิล มากกว่า
ภาษีนำเข้าระหว่างบราซิลกับสหรัฐฯ เท่ากันที่ 2%
เมล็ดถั่วเหลืองที่ใช้ทำกากถั่วเหลืองในไทย ก็ยังนำเข้าจาก บราซิลเป็นหลัก รองลงมาคือสหรัฐฯ เช่นกัน
ถ้าพูดถึง ดีลต่อรองภาษีกับสหรัฐฯ การเพิ่มการนำเข้ากากถั่วเหลืองหรือเมล็ดถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ จึงเป็นแนวคิดที่มีคนสนับสนุนไม่น้อย โดยมองว่า
ไทยผลิตกากถั่วเหลืองเองได้น้อยมาก อยู่แล้วต้องพึ่งนำเข้า
การเปลี่ยนแหล่งนำเข้าบางส่วนจึง ไม่กระทบเกษตรกรไทยโดยตรง
ถ้าสหรัฐฯ ทำราคาแข่งขันกับบราซิลได้ การเพิ่มยอดนำเข้า อาจเป็นหมากต่อรองที่ “เจ็บตัวน้อยกว่า” การไปเล่นกับข้าวโพด
ปลาป่น: โปรตีนแน่น แต่ไทยพึ่งตัวเองได้สูง
ปลาป่นเป็นอีกวัตถุดิบสำคัญในอาหารสัตว์เพราะ
มีโปรตีนสูง
มีกรดอะมิโนสำคัญที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสัตว์
อุดมด้วยแคลเซียมและวิตามิน
ย่อยง่าย เหมาะกับสัตว์เลี้ยงแรกเกิด
ในสูตรอาหารสัตว์ทั่วไป ปลาป่นถูกใช้ราว 3% เท่านั้น
ปี 2567 ไทยต้องการปลาป่นประมาณ 0.61 ล้านตัน โดย
ผลิตเอง 0.28 ล้านตัน
นำเข้า 0.051 ล้านตัน
ยัง ส่งออกได้ อีก 0.18 ล้านตันด้วย
แหล่งนำเข้าปลาป่นสำคัญของไทยคือ
เมียนมา 77.24%
ฟิลิปปินส์ 6.07%
มาเลเซีย 6.07%
เวียดนาม 3.13%
อื่นๆ 7.49%
ที่สำคัญคือ ภาษีนำเข้าปลาป่นจากทุกแหล่งอยู่ที่ 0%
เมื่อดูทั้งตลาดและศักยภาพ
ไทยมีความต้องการปลาป่นไม่ได้สูงมาก
ผลิตเองได้ค่อนข้างเพียงพอ แถมยังส่งออกได้
สหรัฐฯ เองก็เป็นประเทศที่ส่งออกปลาป่นน้อยกว่าไทย โดยไทยส่งออกประมาณ 4.35 ล้านตันในปี 2566 ขณะที่สหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกปลาป่นอันดับ 10 ของโลกที่ประมาณ 3.61 ล้านตัน
จึงแทบไม่มี เหตุผลเชิงเศรษฐกิจหรือภาษี ที่ไทยต้องหันไปนำเข้าปลาป่นจากสหรัฐฯ เพิ่มเพื่อใช้ต่อรอง
มันสำปะหลัง: พระรองในอาหารสัตว์ แต่เป็นพระเอกในศักยภาพการผลิตไทย
มันสำปะหลังเป็นอีกแหล่งพลังงานในสูตรอาหารสัตว์คล้ายข้าวโพด แต่โดยสัดส่วนจะใช้ น้อยกว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พอสมควร
ปี 2567 ไทยมีความต้องการมันสำปะหลังในทุกอุตสาหกรรมรวม 42.58 ล้านตัน โดย
ผลิตเอง 27.19 ล้านตัน
นำเข้า 4.52 ล้านตัน
ส่งออก 2.03 ล้านตัน
การนำเข้ามันสำปะหลังส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่
ลาว 53.34%
กัมพูชา 45.92%
เมียนมา 0.74%
สำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์โดยเฉพาะ พบว่า การใช้มันสำปะหลังยังไม่สูง เนื่องจาก
โปรตีนต่ำกว่าข้าวโพด
มีสารพิษกรดไฮโดรไซยานิค ต้องผ่านกระบวนการลดสารพิษ เช่น ทำเป็นมันเส้นหรือมันหมักก่อนใช้
ในไทยส่วนใหญ่จึงนิยม แปรรูปเป็นมันเส้น มากกว่า
แต่เพราะอาหารสัตว์ยัง พึ่งพาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในสัดส่วนสูงมาก สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์จึงพยายามผลักดันให้
ใช้ มันเส้น แทนบางส่วน
เพื่อลดการนำเข้าข้าวโพดและพึ่งพาวัตถุดิบต่างประเทศ
เป้าหมายปี 2567 คือการใช้มันเส้นในอุตสาหกรรมเลี้ยงปศุสัตว์และผลิตอาหารสัตว์ให้ได้ 1 ล้านตัน หรือคิดเป็นหัวมันสดราว 2.5 ล้านตัน
ที่สำคัญคือ ไทยยัง ไม่มีแนวคิดนำเข้ามันสำปะหลังเพิ่ม เพราะ
ไทยผลิตได้มากอยู่แล้ว
ไทยเป็น ผู้ส่งออกมันสำปะหลังอันดับ 3 ของโลก
ในมุมดีลภาษีกับสหรัฐฯ มันสำปะหลังจึงแทบ ไม่ใช่ตัวเลือก ที่ควรนำมาแลกใดๆ เลย
สรุป: ถ้าต้องดีลกับสหรัฐฯ เราควรเปิดเกมที่ตรงไหน?
จากโครงสร้างอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทย จะเห็นภาพชัดว่า
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์:
เป็นวัตถุดิบหลักที่มีผลต่อราคาปศุสัตว์ทั้งระบบ
ไทยพึ่งประเทศเพื่อนบ้านในกรอบภาษี 0% และค่าขนส่งต่ำ
การหันไปนำเข้าจากสหรัฐฯ เสี่ยงทำให้ต้นทุนสูงขึ้นจากภาษี 20% และค่าขนส่ง แม้ราคาหน้าเรือจะถูกกว่า
ยังเจอแรงต้านเรื่อง GMO และข้อกฎหมายในประเทศ
กากถั่วเหลือง:
เป็นวัตถุดิบที่ไทยพึ่งการนำเข้ามากที่สุด
ไทยนำเข้าจากบราซิลเป็นหลักเพราะถูกกว่าและโปรตีนสูงกว่า
ไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ อยู่แล้ว และสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก
หากสหรัฐฯ สามารถตั้งราคาสู้บราซิลได้ การเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าจากสหรัฐฯ อาจเป็นหมากต่อรองที่ “กระทบเกษตรกรไทยน้อยที่สุด”
ปลาป่น:
ไทยผลิตได้พอ แถมยังส่งออก
ความต้องการในประเทศไม่สูงมาก
ไม่มีเหตุผลชัดเจนในการหันไปนำเข้าจากสหรัฐฯ เพื่อใช้ต่อรอง
มันสำปะหลัง:
ไทยเป็นผู้เล่นระดับท็อปของโลกในฝั่งผู้ส่งออก
ใช้ในอาหารสัตว์ปริมาณไม่มาก และกำลังถูกผลักดันให้ใช้มากขึ้นเพื่อลดการนำเข้าวัตถุดิบอื่น
การนำเข้านอกจากที่จำเป็นจึงแทบไม่มีความคุ้มค่า
หากมองการต่อรองภาษีกับสหรัฐฯ ผ่านเลนส์ของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ คำตอบจึงไม่ได้อยู่ที่การ “เปิดประตูทุกวัตถุดิบ” ให้สหรัฐฯ แต่คือการเลือกอย่างระมัดระวังว่า
อะไรช่วยลดต้นทุนหรืออย่างน้อยไม่ผลักต้นทุนให้สูงขึ้น
อะไรไม่ทำลายกฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของไทย
อะไรไม่ซ้ำเติมเกษตรกรในประเทศที่กำลังพยายามยืนด้วยขาของตัวเอง
ในหมากการเจรจาครั้งนี้ ข้าวโพดดูจะเป็นตัวละครดราม่าที่เสียงดังสุด แต่ถ้ามองเรื่องผลกระทบจริงๆ กากถั่วเหลืองอาจเป็น “ตัวเอกเงียบๆ” ที่ควรถูกหยิบขึ้นมาเจรจาแทน หากไทยอยากใช้การนำเข้าอาหารสัตว์เป็นเครื่องมือแลกกำแพงภาษี โดยไม่ต้องยอมแลกอนาคตของเกษตรกรและผู้บริโภคไปพร้อมกัน
ข้อมูลอ้างอิง
รายงานสถิติ กรมศุลกากร
ข้อมูลสินค้าเกษตร (Fact Sheet) ประจำปี 2567 เดือนมิถุนายน สัปดาห์ที่ 4 กองบริหารการพาณิชย์ภูมิภาค กระทรวงพาณิชย์

