ภาพรวมส่งออกเกษตรไทย: ตัวเลขสวย แต่มาพร้อมแรงกดดัน
มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทยในไตรมาส 2 ปี 2568 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 15,272 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 5.1 แสนล้านบาท) ขยายตัว 4.2% YoY จากเดิมในไตรมาสก่อนที่โตเพียง 0.2% YoY เท่านั้น
แม้ตัวเลขจะดูดี แต่ถ้าซูมลึกลงไปจะเห็นว่า การเติบโตครั้งนี้พึ่งพาสินค้าบางกลุ่มค่อนข้างมาก และยังซ่อนความเสี่ยงระยะยาวเอาไว้ไม่น้อย
สินค้าดาวเด่น: ยาง ไก่ อาหารทะเลกระป๋อง และอาหารสัตว์เลี้ยง
กลุ่มสินค้าที่ช่วยดันภาพรวมการส่งออกให้ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ประกอบด้วย
ยางพารา
ไก่
อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป
อาหารสัตว์เลี้ยงและสิ่งปรุงรสอาหาร
ในทางกลับกัน ข้าว ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรตัวหลักของไทยกลับหดตัวแรง กลายเป็นจุดอ่อนสำคัญของภาพรวมการส่งออกในช่วงนี้
ทำไมบางสินค้าถึงโตแรงเป็นพิเศษ
ถ้ามองทีละหมวดจะเห็นภาพที่น่าสนใจว่า การโตของหลายสินค้าไม่ได้เกิดจากดีมานด์ปกติ แต่เป็นผลจากปัจจัยเฉพาะหน้าที่อาจไม่ยั่งยืน
ไก่ (+11.2% YoY)
ได้แรงหนุนจากความต้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นของสหภาพยุโรป ทำให้ปริมาณคำสั่งซื้อของไทยขยายตัวตามไปด้วยยางพารา (+4.3% YoY) และอาหารสัตว์เลี้ยง (+9.1% YoY)
ยอดส่งออกกระโดดจากการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ ส่งผลให้ผู้นำเข้าตุนของล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่จะสูงขึ้นในอนาคตอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (+2.8% YoY)
ได้อานิสงส์จากการเร่งกักตุน เนื่องจากความกังวลเรื่องสงครามการค้า โดยสินค้าเหล่านี้เป็นโปรตีนราคาจับต้องได้และเก็บรักษาได้นาน จึงกลายเป็นตัวเลือกหลักของหลายประเทศในช่วงความเสี่ยงสูง
จากภาพรวมจะเห็นว่า หลายเซกเตอร์เติบโตบนฐานของความไม่แน่นอน มากกว่าการเติบโตแบบยั่งยืนในระยะยาว
4 ปัจจัยเสี่ยงใหญ่ที่ส่งออกเกษตรไทยต้องเผชิญ
Krungthai COMPASS ประเมินว่า ตั้งแต่ช่วงที่เหลือของปี 2568 ไปจนถึงปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยจะเจอแรงกดดันหลักๆ 4 ด้าน ซึ่งล้วนกระทบทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อย
1. ภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ บีบผู้ประกอบการ Margin ต่ำ
มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มกดดันหนักขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มี Margin ต่ำ และ พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง สินค้าที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่
กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป
ปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง
ข้าว
ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถปรับโครงสร้างต้นทุน หรือกระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่นได้ทัน อาจเผชิญแรงกดดันต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญ
2. ค่าจ้างแรงงานขยับขึ้น ต้นทุนการผลิตหนีไม่พ้นต้องบวม
แนวโน้มค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น และยังพึ่งพากระบวนการผลิตแบบเดิมๆ
หากไม่มีการปรับตัว เช่น ลงทุนในเครื่องจักร เทคโนโลยี หรือเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งต่างประเทศจะยิ่งลำบาก
3. มาตรฐานสิ่งแวดล้อมเข้มขึ้น ต้นทุนการทำตามกติกาก็สูงขึ้นตาม
ประเทศคู่ค้าหลายแห่งเริ่มออกมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งในแง่กระบวนการผลิต การใช้พลังงาน และการตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าเกษตร
ผลที่ตามมาคือ
ผู้ประกอบการต้องลงทุนเพิ่มในระบบผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ต้องมีการตรวจสอบและเก็บข้อมูลมากขึ้น
มาตรฐานการส่งออกถูกยกระดับจนกลายเป็น ต้นทุนแฝง ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้มาตรการเหล่านี้จะเอื้อต่อความยั่งยืนในระยะยาว แต่ในมุมของผู้ผลิต ต้นทุนระยะสั้นจะทยอยสูงขึ้นอย่างชัดเจน
4. การแข่งขันด้านราคาดุเดือดจากอุปทานโลกที่ล้นมากขึ้น
สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยทำให้ อุปทานสินค้าเกษตรในตลาดโลกเพิ่มขึ้น หลายประเทศมีผลผลิตมากขึ้นตาม ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคายิ่งรุนแรง
ในสนามแข่งขันแบบนี้ ผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่แค่คนที่ต้นทุนต่ำที่สุดเท่านั้น แต่ต้อง
บริหารต้นทุนได้ดี
พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าให้แตกต่าง
สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ไม่แข่งกันที่ราคาอย่างเดียว
บทสรุป: โตวันนี้ แต่ต้องคิดเผื่อวันหน้า
แม้ตัวเลขการส่งออกสินค้าเกษตรไทยในปัจจุบันจะยังดูดี โดยเฉพาะกลุ่มยางพารา ไก่ อาหารทะเลกระป๋อง และอาหารสัตว์เลี้ยง แต่เบื้องหลังการเติบโตกลับเต็มไปด้วย ปัจจัยเสี่ยงและแรงกดดันที่รออยู่ข้างหน้า
ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเร่ง
กระจายตลาด ลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
ลงทุนยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและคุณภาพสินค้า
ปรับโครงสร้างต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร ไม่ยึดติดกับการขายวัตถุดิบราคาถูก
ในโลกที่การแข่งขันด้านเกษตรรุนแรงขึ้นทุกปี ใครปรับตัวได้เร็วกว่า ก็มีโอกาสอยู่รอดและโตต่อได้ยาวกว่า

