รับแอปรับแอป

ส่งออกเกษตรไทยโตแต่ไม่ยั่งยืน? เจาะลึก 4 ความเสี่ยงใหญ่ที่ซ่อนอยู่

ปภังกร สุขใจ01-29

ภาพรวมส่งออกเกษตรไทย: ตัวเลขสวย แต่มาพร้อมแรงกดดัน

มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทยในไตรมาส 2 ปี 2568 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 15,272 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 5.1 แสนล้านบาท) ขยายตัว 4.2% YoY จากเดิมในไตรมาสก่อนที่โตเพียง 0.2% YoY เท่านั้น

แม้ตัวเลขจะดูดี แต่ถ้าซูมลึกลงไปจะเห็นว่า การเติบโตครั้งนี้พึ่งพาสินค้าบางกลุ่มค่อนข้างมาก และยังซ่อนความเสี่ยงระยะยาวเอาไว้ไม่น้อย

สินค้าดาวเด่น: ยาง ไก่ อาหารทะเลกระป๋อง และอาหารสัตว์เลี้ยง

กลุ่มสินค้าที่ช่วยดันภาพรวมการส่งออกให้ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ประกอบด้วย

  • ยางพารา

  • ไก่

  • อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป

  • อาหารสัตว์เลี้ยงและสิ่งปรุงรสอาหาร

ในทางกลับกัน ข้าว ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรตัวหลักของไทยกลับหดตัวแรง กลายเป็นจุดอ่อนสำคัญของภาพรวมการส่งออกในช่วงนี้

ทำไมบางสินค้าถึงโตแรงเป็นพิเศษ

ถ้ามองทีละหมวดจะเห็นภาพที่น่าสนใจว่า การโตของหลายสินค้าไม่ได้เกิดจากดีมานด์ปกติ แต่เป็นผลจากปัจจัยเฉพาะหน้าที่อาจไม่ยั่งยืน

  • ไก่ (+11.2% YoY)
    ได้แรงหนุนจากความต้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นของสหภาพยุโรป ทำให้ปริมาณคำสั่งซื้อของไทยขยายตัวตามไปด้วย

  • ยางพารา (+4.3% YoY) และอาหารสัตว์เลี้ยง (+9.1% YoY)
    ยอดส่งออกกระโดดจากการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ ส่งผลให้ผู้นำเข้าตุนของล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่จะสูงขึ้นในอนาคต

  • อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (+2.8% YoY)
    ได้อานิสงส์จากการเร่งกักตุน เนื่องจากความกังวลเรื่องสงครามการค้า โดยสินค้าเหล่านี้เป็นโปรตีนราคาจับต้องได้และเก็บรักษาได้นาน จึงกลายเป็นตัวเลือกหลักของหลายประเทศในช่วงความเสี่ยงสูง

จากภาพรวมจะเห็นว่า หลายเซกเตอร์เติบโตบนฐานของความไม่แน่นอน มากกว่าการเติบโตแบบยั่งยืนในระยะยาว

4 ปัจจัยเสี่ยงใหญ่ที่ส่งออกเกษตรไทยต้องเผชิญ

Krungthai COMPASS ประเมินว่า ตั้งแต่ช่วงที่เหลือของปี 2568 ไปจนถึงปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยจะเจอแรงกดดันหลักๆ 4 ด้าน ซึ่งล้วนกระทบทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อย

1. ภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ บีบผู้ประกอบการ Margin ต่ำ

มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มกดดันหนักขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มี Margin ต่ำ และ พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง สินค้าที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่

  • กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป

  • ปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง

  • ข้าว

ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถปรับโครงสร้างต้นทุน หรือกระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่นได้ทัน อาจเผชิญแรงกดดันต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญ

2. ค่าจ้างแรงงานขยับขึ้น ต้นทุนการผลิตหนีไม่พ้นต้องบวม

แนวโน้มค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น และยังพึ่งพากระบวนการผลิตแบบเดิมๆ

หากไม่มีการปรับตัว เช่น ลงทุนในเครื่องจักร เทคโนโลยี หรือเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งต่างประเทศจะยิ่งลำบาก

3. มาตรฐานสิ่งแวดล้อมเข้มขึ้น ต้นทุนการทำตามกติกาก็สูงขึ้นตาม

ประเทศคู่ค้าหลายแห่งเริ่มออกมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งในแง่กระบวนการผลิต การใช้พลังงาน และการตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าเกษตร

ผลที่ตามมาคือ

  • ผู้ประกอบการต้องลงทุนเพิ่มในระบบผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • ต้องมีการตรวจสอบและเก็บข้อมูลมากขึ้น

  • มาตรฐานการส่งออกถูกยกระดับจนกลายเป็น ต้นทุนแฝง ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้มาตรการเหล่านี้จะเอื้อต่อความยั่งยืนในระยะยาว แต่ในมุมของผู้ผลิต ต้นทุนระยะสั้นจะทยอยสูงขึ้นอย่างชัดเจน

4. การแข่งขันด้านราคาดุเดือดจากอุปทานโลกที่ล้นมากขึ้น

สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยทำให้ อุปทานสินค้าเกษตรในตลาดโลกเพิ่มขึ้น หลายประเทศมีผลผลิตมากขึ้นตาม ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคายิ่งรุนแรง

ในสนามแข่งขันแบบนี้ ผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่แค่คนที่ต้นทุนต่ำที่สุดเท่านั้น แต่ต้อง

  • บริหารต้นทุนได้ดี

  • พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าให้แตกต่าง

  • สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ไม่แข่งกันที่ราคาอย่างเดียว

บทสรุป: โตวันนี้ แต่ต้องคิดเผื่อวันหน้า

แม้ตัวเลขการส่งออกสินค้าเกษตรไทยในปัจจุบันจะยังดูดี โดยเฉพาะกลุ่มยางพารา ไก่ อาหารทะเลกระป๋อง และอาหารสัตว์เลี้ยง แต่เบื้องหลังการเติบโตกลับเต็มไปด้วย ปัจจัยเสี่ยงและแรงกดดันที่รออยู่ข้างหน้า

ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเร่ง

  • กระจายตลาด ลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

  • ลงทุนยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและคุณภาพสินค้า

  • ปรับโครงสร้างต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

  • สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร ไม่ยึดติดกับการขายวัตถุดิบราคาถูก

ในโลกที่การแข่งขันด้านเกษตรรุนแรงขึ้นทุกปี ใครปรับตัวได้เร็วกว่า ก็มีโอกาสอยู่รอดและโตต่อได้ยาวกว่า