คะน้า ผักบ้าน ๆ ที่ไม่ธรรมดาเลย
ถ้าพูดถึงผักที่อยู่ในครัวไทยแทบทุกบ้าน ชื่อของ คะน้า (Chinese Kale) ต้องติดอันดับต้น ๆ แน่นอน
จากเมล็ดพันธุ์ที่ชาวจีนโพ้นทะเลหอบหิ้วมาจากกว่างตงและฟูเจี้ยน คะน้าก็กลายเป็นหนึ่งในผักยอดนิยมคู่ครัวไทย เคียงบ่าเคียงไหล่กับผักกวางตุ้ง ขึ้นฉ่าย กุยช่าย และตัวไฉ่
แต่เคยสงสัยไหมว่า ทำไมผักชนิดนี้ถึงได้ชื่อว่า “คะน้า” ทั้งที่ผักจีนส่วนใหญ่มักลงท้ายด้วยคำอย่าง ไฉ่ หรือ ช่าย ที่แปลว่า “ผัก” ?
ต้นคำจากจีนแต้จิ๋ว สู่คำว่า “คะน้า”
คำเฉลยมาจากผู้เฒ่าจีนท่านหนึ่งที่เล่าว่า คำว่า “คะน้า” แท้จริงมีรากมาจากภาษาจีนแต้จิ๋วว่า แก๋ะหน่าไฉ่ และในภาษาจีนกลางคือ เจี้ยหลานไฉ่ (Jìe Lán Cài)
แก๋ะ แปลว่า กั้นไว้ แยกไว้
หน่า / น้า แปลว่า ตะกร้า
เมื่อสองคำนี้มารวมกับคำว่า ไฉ่ หรือผัก จึงได้ความหมายประมาณว่า “ผักที่ถูกกั้นไว้ในตะกร้า”
แล้วทำไมผักอะไรสักอย่าง ต้องไปอยู่ในตะกร้าแบบมีความหมายขนาดนั้น ? คำตอบอยู่ในตำนานของพระโพธิสัตว์กวนอิม
จากเจ้าหญิงเมี่ยวซาน สู่เมล็ดพันธุ์แห่งเมตตา
ตำนานเล่าว่า ก่อนจะเป็นที่รู้จักในนามเจ้าแม่กวนอิม พระองค์เคยเสวยพระชาติเป็น เจ้าหญิงเมี่ยวซาน พระธิดาของพระเจ้าเมี่ยวจวง กษัตริย์ผู้ดุร้าย ชอบสงครามและการฆ่าฟัน
แม้จะเติบโตในวังที่เต็มไปด้วยอำนาจและความโหดเหี้ยม แต่เจ้าหญิงเมี่ยวซานกลับเปี่ยมด้วย เมตตาธรรมต่อสรรพสัตว์ แม้เชลยศึกก็แอบช่วยเหลืออย่างเงียบ ๆ ไม่ให้พระบิดาทรงล่วงรู้
เมื่อถึงวัยอันควร พระเจ้าเมี่ยวจวงมีพระดำริจะหาคู่ครองให้ แต่เจ้าหญิงเมี่ยวซานกราบทูลขอ ออกบวชเป็นภิกษุณี ฉันมังสวิรัติ และบำเพ็ญพรต เพื่อมุ่งสู่ภูมิพระโพธิสัตว์
พระบิดากริ้วนัก แต่ยอมให้บวชด้วยอุบายหวังให้พระธิดาทนลำบากไม่ไหวแล้วกลับมาสึก โดยออกคำสั่งให้เจ้าหญิงต้องทำงานหนักทุกอย่างด้วยตนเอง
แต่ด้วยบารมีจากอดีตชาติและปณิธานอันมั่นคง เหล่าเทพยดาจึงมาช่วยงาน ทำให้เมี่ยวซานภิกษุณีสามารถบำเพ็ญภาวนาได้ยิ่งขึ้น ไม่กลับคืนวังดังที่พระบิดาคาดไว้
คำสั่งโหดเหี้ยม และการห้ามกินมังสวิรัติทั้งเมือง
เมื่อเห็นว่าเมี่ยวซานยังคงมั่นคงในเพศนักบวช พระเจ้าเมี่ยวจวงเริ่มหวั่นเกรงว่า บารมีของพระธิดาอาจทำให้ผู้คนศรัทธาและพากันออกบวชตาม จึงออกคำสั่งที่โหดร้ายยิ่งกว่าเดิม
รับสั่งให้ เผาอาราม ที่เมี่ยวซานภิกษุณีจำวัด
สั่งให้ทั้งเมือง งดปรุง งดจำหน่ายอาหารมังสวิรัติ
ผู้ใดฝ่าฝืนให้ ประหารชีวิต
จุดมุ่งหมายเดียวคือ ทำให้เมี่ยวซานภิกษุณี หามังสวิรัติฉันไม่ได้ จนอาจต้องลาสึกกลับวังไปในที่สุด
แต่เรื่องไม่ได้จบง่าย ๆ ตรงนั้น
ผักในตะกร้า กับชาวบ้านผู้ไม่ยอมแพ้
ชาวบ้านรู้สึก สงสารเมี่ยวซานภิกษุณีอย่างสุดหัวใจ เห็นทั้งความเพียรและความเมตตาของท่าน แต่กลับถูกพระบิดากลั่นแกล้งถึงขั้นไม่ให้มีมังสวิรัติฉัน
จึงเกิดไอเดียที่ทั้งเรียบง่ายและลึกซึ้งขึ้นมา
ชาวบ้านนำตะกร้ามาวางแยกไว้ในหม้อต้มน้ำกระดูกสัตว์ แล้วหยิบผักชนิดหนึ่งมาลวกในตะกร้านั้น โดยไม่ให้ผักสัมผัสเนื้อสัตว์เลย
ผักที่ถูก “กั้น” อยู่ในบริเวณตะกร้านี้เอง จึงได้ชื่อว่า “แก๋ะหน่าไฉ่” – ผักที่ถูกกั้นไว้ในตะกร้า
เมื่อสำเนียงเปลี่ยนไปตามกาลเวลา จาก แก๋ะหน่าไฉ่ กลายเป็น “คะหน่าไฉ่” และสุดท้ายชาวไทยก็กร่อนเสียงให้เรียกง่าย ๆ ว่า “ผักคะน้า” อย่างที่เราคุ้นเคยกันทุกวันนี้
อีกตำนานหนึ่ง: น้ำมันวัว กับพระพุทธองค์
ยังมีคำเล่าอีกสายหนึ่งที่ผูกเรื่องคะน้าไว้กับ การอดทนและศรัทธา เช่นกัน
หลังจากพระเจ้าเมี่ยวจวงห้ามทำและห้ามขายอาหารมังสวิรัติแล้ว ยังรับสั่งให้ทหาร นำน้ำมันวัวไปราดลงบนผักทุกแปลงทั่วเมือง เพื่อให้เมี่ยวซานภิกษุณียิ่งลำบากกว่าเดิมในการหามังสวิรัติฉัน
แต่ปณิธานของเมี่ยวซานภิกษุณีแน่วแน่จนเรื่องไปถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงแปลงร่างลงมายังโลกมนุษย์ และตรัสแก่เมี่ยวซานภิกษุณีว่า
ผักที่ถูกราดด้วยน้ำมันสัตว์นั้น ยังสามารถนำมารับประทานเพื่อยังชีพได้
เมี่ยวซานภิกษุณีจึงเก็บผักเหล่านั้นมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วปรุงเป็นอาหารฉันต่อไป ชาวบ้านเห็นดังนั้น ก็เริ่มนิยมผักชนิดนี้มากขึ้น และเรียกกันติดปากว่า ผักคะน้า
คะน้าจากเมืองจีน สู่แผงผักในเยาวราช
วันหนึ่งเมื่อได้มีโอกาสไปเดินสำรวจย่านตลาดเก่าเยาวราช ก็พบว่ามีผู้นำ คะน้าจากซัวเถาและกว่างโจว เข้ามาขายด้วย
เมื่อพิจารณาดูอย่างตั้งใจ พบว่าคะน้าต้นตำรับจากจีนมีรูปทรง คล้ายคะน้าก้านอ่อน ของบ้านเรา
ลำต้นและใบมี สีเขียวเข้มทั้งต้น
ต่างจากคะน้าที่ปลูกในไทย ซึ่งลำต้นจะ เขียวอ่อนกว่าสีใบ
แต่เมื่อนำมาปรุงอาหารแล้ว รสชาติใกล้เคียงกันมาก ใครเป็นสายผัดคะน้าไฟแดง คะน้าผัดกระเทียม หรือคะน้าลวกจิ้มน้ำมันงา บอกเลยว่าแทบแยกไม่ออก
กินคะน้าครั้งหน้า ลองระลึกถึงตำนานนี้ดู
เมื่อรู้แบบนี้แล้ว คะน้าจานต่อไปในจานของคุณ ไม่ใช่แค่ผักเขียวธรรมดาอีกต่อไป
เบื้องหลังคำว่า “คะน้า” ซ่อนทั้งตำนานของเจ้าหญิงผู้บำเพ็ญเพียร ความเมตตาที่ไม่ยอมแพ้ต่อความโหดร้าย และภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ช่วยกันรักษาอาหารมังสวิรัติให้ดำรงอยู่
ครั้งต่อไปที่คุณตักคะน้าเข้าปาก ลองใช้สักเสี้ยววินาทีระลึกถึงที่มาของชื่อผักชนิดนี้ และน้อมระลึกถึงพระเมตตาคุณของพระโพธิสัตว์กวนอิม ผู้เคยอาศัยผักธรรมดา ๆ ชนิดนี้เป็นเสบียงแห่งการบำเพ็ญกุศล จนเป็นที่เคารพของทั้งชาวไทยและชาวจีนมาจนทุกวันนี้

