รับแอปรับแอป

10 หนังรักและดราม่าที่ดูแล้วทั้งเขิน ทั้งเจ็บ ทั้งอุ่นหัวใจในคราวเดียว

ปริญญา ทองคำ01-31

คืนเหงา ๆ กับลิสต์หนังที่เพื่อนบอกว่า “มึงต้องดู”

เพื่อนสนิททักมาหนึ่งประโยคเปลี่ยนค่ำคืนเหงา ๆ ไปเลยว่า

“มึงต้องไปดูเรื่องนี้ เหมาะกับมึงมาก เหมือนมึงเลย”

ด้วยความโสด ความว่าง และความอินง่าย เราเลยกดจองตั๋วรอบสองทุ่ม เดินเข้าหนังคนเดียวแบบไม่ต้องรอใคร และนี่คือจุดเริ่มต้นของการไล่ดูหนังรักและดราม่าหลายเรื่องติดกัน จนกลายเป็นลิสต์หนังที่อยากชวนทุกคนมานั่งเม้าท์ให้สุดใจ

ด้านล่างนี้คือหนังที่พอได้ดูแล้ว ทั้งหัวเราะ เขิน ยิ้ม จนไปถึงแอบน้ำตาซึม เป็นการรวบรวมหนังรัก หนังชีวิต หนังเพลง ที่มีทั้งความอบอุ่น ความเจ็บ และความจริงของความสัมพันธ์ในแบบที่หลายคนต้องเคยผ่าน

1. The Housemaid 2025 – ความลับแม่บ้านร้ายที่เผ็ดจนต้องเม้าท์

เรื่องนี้เริ่มจากความอยากรู้อยากลองล้วน ๆ พอดูตัวอย่างแบบผ่าน ๆ ก็ได้แค่โครงว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเข้าไปทำงานเป็นแม่บ้านในบ้านครอบครัวหนึ่ง แล้วทุกอย่างดันไม่สงบเรียบง่ายอย่างที่คิด

  • บ้านหลังหนึ่ง

  • แม่บ้านหน้าใสแต่สกิลแสบทรวง

  • ความวุ่นวายในบ้านที่เหมือนจะธรรมดา แต่จริง ๆ คือโคตรไม่ธรรมดา

เพื่อนถึงกับย้ำว่า ต้องรีบไปดูเพื่อจะได้กลับมาเม้าท์กันให้สะใจ และใช่…มันเป็นหนังที่ดูแล้วแซ่บถึงใจ จิกกัดได้มันส์สุดแบบที่นั่งอยู่คนเดียวในโรงยังเผลอทำหน้าเหมือนกำลังเม้าท์กับเพื่อนอยู่จริง ๆ

2. Love, Rosie – คนใกล้ตัวที่หัวใจไม่ยอมให้เป็นแค่เพื่อน

เรื่องของเพื่อนสนิทชายหญิงที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก บ้านอยู่ละแวกเดียวกัน วิ่งเล่นด้วยกันมาตลอด จนถึงจุดหนึ่งก็เลี่ยงไม่ได้หรอกว่าต้องมีคนใดคนหนึ่ง คิดเกินคำว่าเพื่อน

คืนหนึ่งในงานวันเกิดโรซี่ นางเอกเผลอจูบกับอเล็กซ์เพื่อนสนิท แต่ตัวเองกลับจำไม่ได้เพราะเมาหนัก ความสัมพันธ์เลยเดินหน้าต่อแบบคลุมเครือ ทั้งคู่ต่างก็มีคนคุยของตัวเองไปเรื่อย ๆ แต่ก็ยังแอบหวงกันอยู่ดี

  • มีโมเมนต์เขิน ๆ ที่มาพร้อมความผิดเวลา

  • มีจังหวะที่ชีวิตเดินสวนกันตลอด

  • มีคำโกหกที่เกิดจากการไม่กล้าพูดความจริง

จนวันหนึ่งโรซี่ต้องรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทำให้เส้นทางชีวิตของเธอกับอเล็กซ์เดินไปคนละทิศแบบช่วยไม่ได้ หนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่าบางที “คนที่ใช่” ก็อาจยืนอยู่ข้าง ๆ มานานแล้ว แต่มองไม่ชัดเพราะเราไม่กล้าหันไปมองดี ๆ เท่านั้นเอง

3. In the Heart of the Sea – ล่าปลาวาฬกลางทะเลและการเอาชีวิตรอด

หนังดัดแปลงจากเรื่องจริง ว่าด้วยยุคล่าวาฬช่วงปี 1800 ที่คนยังใช้น้ำมันจากปลาวาฬมาเป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมเครื่องจักร

เรื่องเล่าถูกถ่ายทอดผ่านลูกเรือคนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ บนเรือ Essex ที่มีพระเอก (Chris Hemsworth) เป็นหัวเรือใหญ่ และดันไม่ลงรอยกับกัปตันตั้งแต่ก่อนออกเรือ แต่ดันต้องติดอยู่บนเรือลำเดียวกันท่ามกลางทะเลอันโหดร้าย

จุดที่ทำให้หนังน่าจดจำคือ

  • ฉากเรือแตกเพราะวาฬยักษ์ที่ทั้งอลังและน่ากลัว

  • วิธีเอาชีวิตรอดในทะเลแบบยาวนานจนแทบไม่เหลือความเป็นมนุษย์

  • บรรยากาศโดดเดี่ยวที่ทำให้คิดถึงหนังเอาตัวรอดเรื่องอื่น ๆ

เป็นเรื่องที่ดูแล้วถามตัวเองเงียบ ๆ ว่า ถ้าเราไปอยู่ตรงนั้น เราจะทนไหวได้สักกี่วันกันแน่

4. American Ultra – สายลับเกรียน ๆ ที่บู๊โหดแต่โคตรเพลิน

นี่คือหนังที่ถ้าหวังสาระอาจจะผิดที่ แต่ถ้าอยากดูอะไรสนุก ๆ ปนเกรียน ๆ นี่คือคำตอบที่ดีมาก เพราะมันคือส่วนผสมของ แอ็คชั่น + โรแมนติก + คอมเมดี้ ในคนเดียวกัน

โครงการ American ULTRA ของ CIA คือนำอดีตนักโทษมาฝึกให้เป็นนักฆ่า แต่ดันถูกพับโครงการไปก่อน พระเอก ไมค์ (Jesse Eisenberg) เลยกลายเป็นคนธรรมดาที่ทำงานในร้านสะดวกซื้อ ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวัน ๆ

หนังเปิดเรื่องด้วยภาพสรุปคืนหนึ่งของไมค์แบบตัดต่อเร็ว ๆ เหมือนย้อนให้ดูว่า ก่อนที่ทุกอย่างจะพังเละ เขาเคยใช้ชีวิตยังไง

  • ฉากบู๊แรง ๆ แต่ตัดสลับกับมุกกวน ๆ

  • ความสัมพันธ์ระหว่างไมค์กับแฟนที่ทั้งน่ารักและวุ่นวาย

  • บรรยากาศแบบการ์ตูนหลุด ๆ ที่ทำให้ลืมคิดมากไปเลย

ดูเพลินแน่นอน ไม่ต้องซีเรียส แค่ปล่อยตัวนั่งหัวเราะไปกับความวายป่วงของตัวละครก็พอ

5. Paper Towns – เมืองกระดาษ กับการตามหาและการหายไป

ถ้าใครเคยอินกับ The Fault in Our Stars มาแล้ว เรื่องนี้คืออีกหนึ่งเล่มต่อใจจากปลายปากกา John Green ที่มาพร้อมธีมความเป็นวัยรุ่น การค้นหาตัวเอง และการยอมรับความจริง

สไตล์ของ John Green มักจะเป็นแบบ

  • เรื่องเล่าดูเรียบง่าย แต่แอบทำให้เราคิดต่อยาว ๆ

  • มีทั้งความสุขเล็ก ๆ ความเศร้าที่พอรับได้

  • เต็มไปด้วยประโยคสั้น ๆ ที่แทงใจจนอยากจดเก็บไว้

Paper Towns พาคนดูออกเดินทางกับตัวละครผ่านเมืองที่อาจมีอยู่หรืออาจไม่มีอยู่จริง แต่อยู่ในความทรงจำเสมอ มันทำให้เรารู้ว่า บางคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อครอบครอง แค่ได้ร่วมทางกันช่วงหนึ่งก็ถือว่ามีความหมายมากแล้ว

6. 500 Days of Summer – 500 วันของคนที่รักไม่เท่ากัน

เรื่องนี้คือประสบการณ์การดูหนังที่ต้องลองหลายรอบ เหมือนความรักบางครั้งที่ต้องเจ็บซ้ำ ๆ ถึงจะเข้าใจ

ตอนแรกดูแล้วเผลอหลับเพราะรู้สึกเนื้อเรื่องเอื่อยนิด ๆ พอลองเปิดใจให้รอบสองก็ยังรอดมาไม่ถึงตอนจบอีก จนต้องตั้งใจจริงจังในรอบที่สาม ถึงได้เห็นว่าหนังซ่อนอะไรไว้เยอะมาก

มันคือเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่ตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่งอย่างจริงจัง แต่โลกไม่ได้ใจดีขนาดนั้น ความสัมพันธ์ไม่ได้เดินไปทางเดียวกับความคาดหวังของเขาเลย

ในหนังเต็มไปด้วยประโยคเด็ด ๆ ที่ฟังแล้วต้องหยุดคิด

  • ทำไมเราถึงเลือกจำแค่วันที่สวยงาม

  • ทำไมเราถึงดื้อรั้นกับคนที่พูดชัดแล้วว่า “ไม่อยากผูกมัด”

  • ทำไมคนเราไม่ยอมปล่อยตัวเองออกจากความสัมพันธ์ที่ไม่แฟร์

500 Days of Summer ทำให้คนอกหักหลายคนรู้สึกว่า อย่างน้อยเราก็ไม่ได้เศร้าอยู่คนเดียวบนโลกนี้หรอก

7. Hana’s Miso Soup – มิโซะซุปหนึ่งชามที่ใส่ความรักของแม่ไว้เต็มถ้วย

หนังญี่ปุ่นอบอุ่นหัวใจ ที่เล่าเรื่องผ่านอาหารจานธรรมดา แต่ความหมายไม่ธรรมดาเลยแม้แต่นิดเดียว

ผู้กำกับ Tomoaki Akune พาเราเข้าไปดูชีวิตครอบครัวเล็ก ๆ ในญี่ปุ่น ที่ความรักของแม่ไม่ได้แสดงออกด้วยคำหวาน แต่แสดงออกผ่าน การทำอาหาร ให้ลูกได้กินในทุก ๆ วัน

หนังตอกย้ำแนวคิดว่า

  • อาหารคือหลักฐานของความรัก

  • การลงมือทำอาหารให้ตัวเอง คือการบอกรักตัวเองอีกรูปแบบหนึ่ง

  • เราควรเลือกสิ่งที่ใส่เข้าไปในร่างกาย เหมือนเลือกคนที่ให้เข้ามาในชีวิต

ในยุคที่ทุกอย่างต้องเร็ว สะดวก ทันใจ เราอาจจะลืมไปว่าความสุขเล็ก ๆ อย่างการลงมือทำอาหารเอง คือช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองจริง ๆ มากที่สุดช่วงหนึ่งของวัน

8. Sing Street – เพลงรักวัยรุ่นยุค ’80 ที่ทั้งหวาน ทั้งหม่น ทั้งให้พลัง

หากคุณชอบ Once หรือ Begin Again คุณแทบไม่ต้องลังเลกับ Sing Street เพราะผู้กำกับคนเดียวกัน John Carney เอาเสน่ห์แบบเดิมมาเล่าผ่านเด็กวัยรุ่นที่ใช้เพลงเป็นภาษาในการสื่อสารกับโลก

จุดเด่นคือ

  • เพลงในเรื่องไม่ได้เป็นแค่ประกอบฉาก แต่เล่าเรื่องแทนตัวละคร

  • บรรยากาศยุค ’80 ที่ทั้งเท่ ทั้งเหงา ทั้งมีเสน่ห์

  • เรื่องราวความฝัน ความรัก และครอบครัวที่สับสนแต่จริงมาก

หนังบอกเราว่า เรามีสิทธิ์จะมีความสุขและเศร้าไปพร้อมกันได้ในชีวิตเดียวกัน แค่ยอมลุกขึ้นเดินต่อ ไม่ว่าจะมีใครเดินเคียงข้างหรือไม่ก็ตาม

9. Into the Wild – หนีออกจากกรอบโลก เพื่อไปหาความหมายของคำว่า “สุข”

Into the Wild คือเรื่องจริงของผู้ชายคนหนึ่งที่ตัดสินใจตัดขาดจากโลกวัตถุนิยมหลังเรียนจบปริญญาตรี เขาทะเลาะกับครอบครัว ไม่ยอมรับการยัดเยียดค่านิยมเรื่องเงินทอง และเลือกจะเดินออกมาจากทุกอย่างแบบไม่เหลือร่องรอย

เขา

  • ทิ้งบัตรประชาชน

  • เผาเงินทิ้ง

  • เปลี่ยนชื่อใหม่

  • เดินทางคนเดียว เข้าป่า เที่ยวไปเรื่อย ๆ นอนตรงไหนก็ตรงนั้น

ระหว่างทางเขาเจอผู้คนมากมาย เจอรัก เจอไมตรี และเจอคำถามใหญ่ในใจว่าแท้จริงแล้ว “ความสุข” คือการได้อยู่คนเดียวท่ามกลางธรรมชาติ หรือการกลับไปแบ่งมันให้คนอื่นกันแน่

10. The Light Between Oceans – เมื่อต้องเลือกระหว่างความรักกับความถูกต้อง

การดูเรื่องนี้เหมือนนั่งเรือไปพักร้อนที่เกาะไกล ๆ แต่เป็นทริปที่ไม่ได้มีแค่ภาพสวย ๆ เพราะหนังเอาคำถามหนัก ๆ เรื่องศีลธรรมมาวางไว้ตรงหน้าเราด้วย

โลเคชั่นคือหมู่เกาะที่ห่างไกล ลมแรง ทะเลสวยแบบที่ไม่คุ้นตาคนไทย ถ่ายทำที่นิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ภาพในเรื่องเลยสวยแบบสะกดตา เหมือนเปิดเลนส์ใหม่ให้โลกใบเดิม

ภายใต้วิวสวย ๆ คือพล็อตที่ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อดัง ว่าด้วยคู่รักที่ได้เจอเด็กน้อยคนหนึ่งกลางทะเล และการตัดสินใจครั้งนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามว่า

  • ความรักที่มีเจตนาดี แต่ฝืนความถูกต้อง มันยอมรับได้แค่ไหน

  • ถ้าเลือกความถูกต้อง เราจะทำร้ายหัวใจตัวเองเกินไปหรือเปล่า

มันเป็นหนังที่ดูแล้วไม่ใช่แค่หลงรักภาพสวย ๆ แต่ยังทำให้ถามย้อนกลับไปถึงการตัดสินใจของตัวเองในหลายเรื่องด้วย

สรุป: หนังดีบางเรื่องไม่ได้มีไว้แค่ให้ดู แต่มีไว้ให้รู้สึก

จากเรื่องของแม่บ้านสุดแซ่บ ไปจนถึงเด็กหนุ่มที่หนีเข้าป่า จากเพื่อนรักที่ไม่กล้ารักกัน ไปจนถึงคนที่ต้องเลือกระหว่างหัวใจกับความถูกต้อง ทุกเรื่องในลิสต์นี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ

มันทำให้เราได้เงียบลง แล้วหันกลับมาฟังหัวใจตัวเองอีกครั้ง

ไม่ว่าคุณจะกำลังโสด เหนื่อย ล้า กำลังตกหลุมรัก หรือกำลังจะเดินออกจากใครสักคน ลองเลือกสักเรื่องจากลิสต์นี้ แล้วปล่อยให้หนังทำงานแทนคำพูดดูสักคืน คุณอาจไม่ได้คำตอบทุกอย่างที่อยากรู้ แต่คุณจะเข้าใจตัวเองชัดขึ้นแน่นอน