รับแอปรับแอป

เปิดเส้นทางลับดอยหละกาโจ: เดินป่า 3 วัน 2 คืนกลางทะเลภูเขาและป่าต้นน้ำอมก๋อย

ศุภวัฒน์ บุญศรี02-01

ดอยหละกาโจ ดอยหลังบ้านที่ซ่อนตัวอยู่กลางอมก๋อย

อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในอำเภอที่อยู่ไกลจากตัวเมืองมากที่สุดของประเทศ ต้องขับรถจากตัวจังหวัดราวๆ 174 กิโลเมตร ก่อนจะเลี้ยวใช้ทางหลวงหมายเลข 1099 ลัดเลาะไปตามแนวภูเขาอีกประมาณ 72 กิโลเมตร กว่าจะมาถึงปลายทางที่เงียบสงบอย่าง หมู่บ้านห้วยไม้หก ตำบลม่อนจอง

แม้ระยะทางจะยาวไกล แต่สภาพถนนถือว่าใช้ได้ และวิวสองข้างทางคือของแถมที่ทำให้ผู้เดินทางแทบลืมความเมารถไปชั่วขณะ ทั้งแนวภูเขาซ้อนสลับ สายน้ำ และทุ่งเขียวที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตลอดทาง

ก่อนเข้าหมู่บ้านต้องผ่านสะพานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่ทอดข้ามแม่น้ำแม่ตื่น เบื้องหลังคือแนวเขาทมึนตลอดแนว และยอดหนึ่งที่สูงเด่นจนสะดุดตาคือ “ดอยหละกาโจ” ดอยหลังบ้านของชาวห้วยไม้หก ที่คนทั้งหมู่บ้านร่วมกันดูแลผืนป่าและภูเขาลูกนี้เชื่อมต่อไปจนถึงดอยม่อนจอง จุดหมายในฝันของสายเดินป่าหลายคน

เรื่องราวของหมู่บ้านนี้ไม่ได้มีแค่ความสวยงามทางธรรมชาติ ในอดีตพื้นที่ห้วยไม้หกเคยได้รับพระราชดำริให้จัดตั้งเป็น โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่แห่งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2534 เพื่อให้ชาวบ้านมีที่ดินทำกินอย่างมั่นคง ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และผลักดันหมู่บ้านให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ปัจจุบันผืนป่าที่ทั้งชุมชนช่วยกันดูแลกำลังจะถูกเปิดออกในอีกมุมหนึ่ง ในฐานะเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติบนดอยหละกาโจ ที่คนในหมู่บ้านตั้งใจให้เป็นพื้นที่เรียนรู้มากกว่าจะเป็นแค่จุดเช็กอินสวยๆ

เส้นทางเดินป่าดอยหละกาโจ: โปรเจกต์ใหญ่ของชุมชน

หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญคือ พ่อหลวงแม็ค ผู้ใหญ่บ้านห้วยไม้หก ที่อยากสร้างรายได้ให้ชุมชนด้วยการเปิดพื้นที่ป่าให้คนภายนอกได้เข้ามาสัมผัส แต่ยังคงยืนหยัดบนหลักการสำคัญคือการอนุรักษ์

แนวคิดของเขาชัดเจนมากว่า เส้นทางเดินป่าดอยหละกาโจจะไม่ใช่การท่องเที่ยวแบบถล่มทลาย แต่เป็นการพาคนมา เรียนรู้ธรรมชาติผ่านผืนป่าที่ทุกคนช่วยกันดูแล จึงเกิดการสำรวจเส้นทางอย่างจริงจังร่วมกับหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น

  • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย

  • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

  • มูลนิธิเครือเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาวิถีชีวิตชนบท

  • The Cloud

  • มูลนิธิธรรมชาติไม่จำกัด ผู้มีบทบาทในการวางแนวทางเส้นทางเดินป่าชุมชนหลายแห่ง เช่น เส้นทางเดินป่าระยะไกลขุนน้ำปัว, เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา และ เส้นทางเดินป่าบ้านแม่เหาะ

เส้นทางดอยหละกาโจจึงไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉาบฉวย แต่ผ่านการคิด วางระบบ และทดสอบจากทีมที่เคยทำงานด้านนี้มาก่อนหลายพื้นที่

เช้าหมอกหนาที่ห้วยไม้หก: เริ่มต้นก้าวแรกสู่ดอยหลังบ้าน

เช้าตรู่ที่หมอกหนาปกคลุมหมู่บ้าน เราสะพายเป้เดินจากที่พักไปยังหน้าโรงเรียนบ้านห้วยไม้หก จุดนัดพบเพื่อขึ้นรถโฟร์วีลฝ่าถนนดินแคบๆ ตามสันเขาไปยังท้ายหมู่บ้าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเท้าเข้าป่า

อาการท้องไส้ปั่นป่วนเล็กๆ จากถนนคดเคี้ยวหายไปทันทีที่ได้ลงจากรถและเริ่มจัดสัมภาระ ทุกคนรู้ดีว่าตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินตามหลังพ่อหลวงเข้าไป นั่นคือการเข้าสู่ดินแดนของดอยหละกาโจอย่างแท้จริง

ในทริปสำรวจเส้นทางครั้งนี้ มีทั้งคนในหมู่บ้านมาร่วมเดินอีก 3 คน เพื่อดูแนวทางการจัดการเส้นทางในอนาคต และชุดลาดตระเวนจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยมาร่วมด้วย เนื่องจากพื้นที่นี้เป็นแนวลาดตระเวนประจำของหน่วยพิทักษ์ป่านางนอนอยู่แล้ว ทำให้การเดินครั้งนี้เต็มไปด้วยคนรู้พื้นที่อย่างละเอียดถึงสองทีม

จุดเริ่มเดินอยู่ที่ระดับความสูงราว 700 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนยอดดอยหละกาโจที่ต้องไปให้ถึงอยู่สูงราว 1,700 เมตร ระยะทางในวันแรกไม่เกิน 5 กิโลเมตร แต่บอกได้เลยว่า ความชันไม่ปรานีใคร

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่แหงนหน้ามองยอดเขาซึ่งเป็นเป้าหมายของวัน ก็เหมือนมีกำลังใจแอบซ่อนอยู่ในทุกก้าว การได้เดินท่ามกลางป่าสีเขียวและอากาศเย็นๆ ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าไปได้มาก

ระยะต้นของเส้นทางจนถึงจุดพักเที่ยง เราเดินเลียบลำธารใสที่คอยให้แวะล้างมือ ล้างหน้า และเติมน้ำดื่มได้อย่างสบาย แต่หลังจากเลยจุดพักเที่ยงไปแล้ว แหล่งน้ำจะมีให้เติมอีกเพียงครั้งเดียวก่อนถึงแคมป์ และน้ำตรงนั้นเป็นน้ำซับที่พอสำหรับดื่มเท่านั้น

แคมป์หละกาโจ: เย็นย่ำกลางทะเลภูเขา

ช่วงท้ายของวันแรกก่อนถึงแคมป์คือทางชันเฮือกสุดท้าย ทุกคนแวะเติมน้ำในหุบเล็กๆ และกัดฟันไต่เนินขึ้นไปอีกไม่นานก็ถึงลานแคมป์ ทันกับแสงอาทิตย์สีทองที่สาดทาบไปทั่วพื้นที่ อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ในช่วงต้นเดือนธันวาคมยังไม่หนาวจนเกินรับไหว

เมื่อกางเต็นท์เรียบร้อย พ่อหลวงก็พาเราเดินลงเนินไปยังจุดชมวิว ด้านล่างมองเห็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ไกลๆ เบื้องหน้าเต็มไปด้วยผืนป่าเขียวทึบ สายน้ำแม่ตื่น และคลื่นภูเขาที่ซ้อนทับกันไกลสุดสายตา แทบไม่มีรอยแหว่งของป่าที่ถูกรบกวนให้เห็นเลย

ค่ำคืนนั้น เรานั่งล้อมวงฟังเรื่องเล่าจากพ่อหลวงถึงชีวิตของคนในห้วยไม้หก ส่วนใหญ่ไม่มีรายได้หลักจากการประกอบอาชีพมากนัก พื้นที่เกษตรที่มีอยู่ก็เพียงพอให้เลี้ยงครัวเรือนเท่านั้น มีปลูกผักบ้างเพื่อให้มีรายได้หมุนเวียน

จากสถานการณ์นี้ จึงเกิดแนวคิดผลักดันการท่องเที่ยวเชิงชุมชนและเดินป่าศึกษาธรรมชาติ โดยใช้ ดอยหละกาโจเป็นห้องเรียนกลางแจ้ง ที่ทั้งสวยงามและเต็มไปด้วยเรื่องราวของป่าต้นน้ำการอนุรักษ์ และวิถีของชุมชน

ที่สำคัญ ทุกอย่างถูกวางอยู่บนแนวคิด “อนุรักษ์อย่างยั่งยืน” คือ

  • คนในชุมชนมีรายได้จากการดูแลพื้นที่

  • ป่าไม่ถูกใช้เกินศักยภาพ

  • นักเดินป่าได้เรียนรู้และเคารพธรรมชาติไปพร้อมกัน

ชุมชนกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยร่วมกันวางกติกาการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างละเอียด เช่น

  • จำกัดจำนวนคน: เปิดรับเพียงวันละหนึ่งกลุ่ม

  • ไม่มีลูกหาบ: เพื่อให้คนที่มาเตรียมของเท่าที่จำเป็น และขยะเข้าเท่าไหร่ก็ต้องออกเท่านั้น

  • ไม่มีห้องน้ำและสิ่งอำนวยความสะดวกในป่า: กลายเป็นด่านกรองธรรมชาติ ให้ผู้ที่ตั้งใจจริงเท่านั้นที่เลือกจะเดินเส้นนี้

ข้อดีอีกอย่างของการมีคนนอกเข้ามาเดินป่า คือช่วยเพิ่มสายตาในการเฝ้าระวังไฟป่าไปในตัว โดยไม่ต้องเพิ่มการใช้รถหรือกำลังเจ้าหน้าที่เกินจำเป็น

เส้นทางศึกษาธรรมชาติดอยหละกาโจจะเปิดเดินได้เพียงช่วงสั้นๆ แค่ 3 เดือนต่อปี คือ พฤศจิกายน – มกราคม นอกเหนือจากนั้นเป็นช่วงที่สัตว์ป่าใช้พื้นที่อย่างเต็มที่ ชุมชนและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจึงตกลงร่วมกันว่า จะไม่เข้าไปรบกวนพื้นที่ในช่วงนอกฤดูกาล เพื่อคืนป่าให้สัตว์อย่างแท้จริง

ผาหัวสิงห์ – ปัญหาขยะ และการออกแบบเส้นทางแบบมีเงื่อนไข

หลายคนคุ้นชื่อดอยม่อนจองดี แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ พื้นที่ดูแลของบ้านห้วยไม้หกนั้นครอบคลุมไปถึงเขตดอยม่อนจองด้วย หลังจบฤดูเดินป่าในทุกปี ชาวบ้านจะจัดทีมขึ้นไปจัดการขยะและดูแลเส้นทางบนดอยม่อนจอง

ปัญหาที่เจอบ่อยคือ ขยะที่ถูกทิ้งไม่เป็นที่ โดยเฉพาะบริเวณก่อนขึ้นเนินหมาหอบ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของชุมชนห้วยไม้หก ต่อให้มีการขอความร่วมมือทุกฤดูกาล ก็ยังหนีไม่พ้นนักท่องเที่ยวบางส่วนที่ “มาแค่ผ่านมาแล้วก็ไป” ทิ้งปัญหาไว้ให้คนในพื้นที่จัดการตามหลัง

คนห้วยไม้หกต้องแบกรับทั้งผลกระทบจากการท่องเที่ยว และไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงมากนัก เพราะทางขึ้นดอยม่อนจองที่นักท่องเที่ยวใช้เป็นหลักอยู่ในหมู่บ้านอื่น

จุดนี้เองที่ทำให้ตอนชุมชนเริ่มคิดจะเปิดเส้นทางเดินป่าหลังหมู่บ้านตัวเอง พวกเขาจึงตั้งใจว่า ระบบการเข้ามาเดินป่าที่ดอยหละกาโจจะไม่เหมือนที่อื่น

  • เน้น “คุณภาพของผู้มา” มากกว่าปริมาณ

  • ใช้ความเข้มแข็งของกลุ่มและกติกาที่ชัดเจนในการคัดกรองคนตั้งแต่ก่อนออกเดิน

  • ใครที่มาเดินที่นี่ต้องยอมรับกติกาและพร้อมเดินอย่างรับผิดชอบต่อธรรมชาติ

คืนที่สอง เราตั้งแคมป์อยู่ฝั่งตรงข้าม “ผาหัวสิงห์” กลางวงสนทนาใต้แสงดาว ทุกคนได้ฟังถึงแนวคิดและตั้งใจของทีมงานจากบ้านห้วยไม้หกอย่างชัดๆ จนต่างเห็นพ้องกันว่าจะช่วยกันเป็นหนึ่งในแรงผลักดัน

สิ่งที่เริ่มทำได้ทันทีมีทั้ง

  • การทดลองเดินเส้นทางเพื่อเก็บข้อมูลจริง

  • การช่วยประชาสัมพันธ์ในอนาคต เมื่อเส้นทางเปิดอย่างเป็นทางการ (คาดการณ์ช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2569)

  • การแบ่งปันประสบการณ์การจัดการเส้นทางเดินป่าจากพื้นที่อื่นที่เคยทดลองแล้วได้ผล

ใกล้แคมป์มีลำธารสายกลางๆ ไหลมาจากหุบเนินหมาหอบ ซึ่งจากจุดนี้เรามองเห็นทั้งเนินหมาหอบและแนวเทือกดอยม่อนจองที่ทอดตัวเป็นแผงหินยาวดูขึงขัง น้ำใสในลำธารถูกตักขึ้นมาเพื่อใช้ แต่ภาพในหัวกลับย้อนนึกถึงกองขยะที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นน้ำอย่างเลี่ยงไม่ได้

สันม้าวิ่ง – ขึ้นชัน ลงโหด แต่วิวไม่เหมือนที่ไหน

เช้าวันที่สาม หลังเก็บเต็นท์และจัดการอาหารเช้าเรียบร้อย หนึ่งในเพื่อนร่วมทางก็พบแขกตัวจิ๋วแอบหลบอยู่ใต้เต็นท์ นั่นคือ กะท่างน้ำ สัตว์ตัวเล็กที่เป็นทั้งผู้ล่าและเหยื่อในห่วงโซ่อาหาร ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ

ออกเดินได้ไม่นาน เส้นทางก็เริ่มไต่ระดับอีกครั้ง แม้เนินจะไม่สูงเท่าวันแรก แต่ความชันก็ทำเอาหอบเหมือนกัน จนผ่านไปอีกราวครึ่งชั่วโมง เราก็ขึ้นมาถึงแนวสันเขาที่เป็นส่วนหนึ่งของ “สันม้าวิ่ง” จุดไฮไลต์ของวันนี้

ปลายทางของวันคือบริเวณที่เรียกว่า “กิ่วกว้าง” ก่อนจะไหลลงยาวๆ ไปจนถึงจุดนัดรถมารับกลับหมู่บ้าน

จากกิ่วกว้าง หากหันกลับไปมองในทิศทางที่เราเดินมา จะเห็นแผงดอยม่อนจองในมุมที่ไม่คุ้นตาเลย เป็นภาพที่รับรองได้ว่า ไม่มีทางได้เห็นจากเส้นทางเดินป่าทั่วไป คุณอาจใช้เวลานั่งมองเงียบๆ อยู่ตรงนั้นได้นานเท่าที่ใจต้องการ ก่อนจะรวบรวมแรงทั้งกายและใจสำหรับช่วงต่อไป

เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า ทางที่ขึ้นมาโหดแค่ไหน… ขาลงก็ไม่ต่างกันเท่าไร ถึงจะไม่ใช่เขาลูกเดิม แต่ภูเขาแถบนี้ไม่เคยอ่อนข้อให้ใครอยู่แล้ว

ช่วงลงเขา สิ่งที่ต้องพกติดตัวให้แน่นคือ สติในทุกก้าว วางเท้าให้มั่น แล้วค่อยๆ เคลื่อนตัวลงไป ไม่ต้องรีบมาก ภายในประมาณ 3 ชั่วโมงก็จะถึงจุดหมายแน่นอน สำหรับเส้นนี้ ไม้เท้าเดินป่าถือเป็นอุปกรณ์จำเป็น โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ ที่ต้องข้ามลำธารหลายจุด ไม้เท้าจะช่วยให้การทรงตัวบนหินลื่นๆ ง่ายขึ้นมาก

เคล็ดลับเล็กๆ สำหรับวันนี้คือ

  • ก่อนออกจากแคมป์ควรเติมน้ำให้พอสำหรับอย่างน้อย 2 ชั่วโมงแรก

  • ไม่ต้องแบกน้ำหนักจนเกินไป เพราะหลังจากนั้นยังมีจุดเติมน้ำระหว่างทาง

  • อุปกรณ์กรองน้ำควรเก็บไว้ในจุดที่หยิบออกมาใช้ได้ง่าย

ระหว่างเดิน หากรู้สึกล้าที่ขา ลองหยุดพักและมองไปตามหน้าผาสองฝั่ง คุณอาจได้เห็น “กวางผา” โผล่มายืนอยู่ไกลๆ ก็ได้ เพราะผืนป่าบริเวณนี้คือหนึ่งในบ้านของกวางผา จากการสำรวจของสถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาว พบว่าประชากรกวางผาในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยมีจำนวนมากเป็น อันดับ 3 จากทั้งหมด 11 พื้นที่อนุรักษ์ทางภาคเหนือ

หมู่บ้านห้วยไม้หก: ฐานที่มั่นกลางภูเขาและแม่น้ำแม่ตื่น

เส้นทางเดินป่าดอยหละกาโจอาจต้องรอเปิดอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2569 แต่หมู่บ้านห้วยไม้หก พร้อมเปิดใจรับผู้มาเยือนแล้วตั้งแต่วันนี้

ถ้าคุณกำลังหาที่สงบๆ ไกลผู้คน บรรยากาศภูเขาและแม่น้ำอยู่ในเฟรมเดียวกัน หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ตอบโจทย์มาก

ในหมู่บ้านมีพื้นที่กางเต็นท์บรรยากาศดีชื่อ “เดอะเลเจ” และกำลังจะมีที่พักแบบห้องพักชื่อ “เลเจทะรีสอร์ท” ที่รองรับได้ประมาณ 9 คน ทั้งสองแห่งมองเห็นดอยหละกาโจได้จากที่พัก และอยู่ใกล้แม่น้ำแม่ตื่น บางช่วงสามารถเดินลงไปเล่นน้ำได้ด้วย

ช่วงวันพุธและเสาร์ จะมี ถนนคนเดินเล็กๆ บริเวณสะพานเข้าหมู่บ้าน ที่พ่อหลวงและลูกบ้านเอาผัก ผลไม้ ของกินหลากหลาย รวมถึงผ้าทอฝีมือคนในชุมชนมาวางขายตั้งแต่บ่ายจนถึงหัวค่ำ บรรยากาศเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยชีวิต

ถ้ามาถึงแล้ว มีเวลาเหลือ แนะนำให้เดินเล่นไปรอบๆ หมู่บ้าน หากไปจังหวะดีอาจได้เห็นการทอผ้าแบบดั้งเดิมของพี่น้องปกาเกอะญอ ซึ่งยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในทุกวันนี้

อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดคือ พลับพลาที่ประทับทรงงานบ้านห้วยไม้หก (ลานโพธิ์) สถานที่ที่เคยใช้เป็นที่ทรงงานในครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จมาเยือน ทุกวันนี้ชาวบ้านยังคงช่วยกันดูแลพลับพลาฯ แห่งนี้อย่างดีเสมอ

วิธีเดินทางไปหมู่บ้านห้วยไม้หก

การเดินทางเข้าสู่ห้วยไม้หกทำได้สองแบบหลักๆ ตามสไตล์และความสะดวก

1. ขับรถส่วนตัว

  • ปักหมุดไปที่ โรงเรียนบ้านห้วยไม้หก หรือชื่อที่พักในหมู่บ้าน (เดอะเลเจ / เลเจทะรีสอร์ท)

  • เส้นทางอมก๋อย – แม่ตื่นมีจุดแวะชมวิวหลายช่วง ใครชอบถ่ายรูปวิวภูเขาจะหลงรักเส้นนี้ได้ง่ายๆ

  • ข้อดีคือแวะไหนก็ได้ตามใจ ระหว่างทางจะเข้าใกล้ความรู้สึก “ไกลเมืองแต่ใกล้ภูเขา” มากขึ้นเรื่อยๆ

2. รถตู้โดยสารสาธารณะ

มีรถตู้สายเดียวที่เข้าไปถึงพื้นที่ คือ เชียงใหม่ – ฮอด – อมก๋อย – แม่ตื่น

  • ขึ้นรถตู้ที่ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่

  • มีวันละ 1 รอบ: ออกจากเชียงใหม่เวลา 05.00 น. ถึงแม่ตื่นประมาณ 10.30 น.

  • สามารถบอกคนขับได้ล่วงหน้าว่าจะลงตรงไหน

ขากลับ

  • รถตู้มีวันละ 1 รอบเช่นกัน: ออกจากแม่ตื่นเวลา 05.00 น.

  • สามารถโทรนัดให้มารับตามจุดนัดหมายได้

ทิ้งท้ายก่อนออกเดิน: ให้การเดินป่าเปลี่ยนเรามากกว่าที่เราทิ้งร่องรอยไว้กับป่า

การเดินทางทุกครั้งมักพาเราไปเจอะเจอกับอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้คน สถานที่ใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งความคิดในใจตัวเองที่เราไม่เคยเห็นชัดเท่านี้มาก่อน

เส้นทางเดินป่าดอยหละกาโจคือหนึ่งในเส้นทางแบบนั้น สำหรับบางคนอาจเป็นเพียงดอยลูกหนึ่งในแผนเที่ยว แต่สำหรับคนห้วยไม้หก มันคือบ้าน ป่าต้นน้ำ แหล่งทำกิน และอนาคตของลูกหลาน

ถ้าวันหนึ่งคุณได้มาเหยียบเส้นทางเส้นนี้ ลองตั้งใจให้มากกว่าการได้ภาพสวยๆ กลับบ้าน

เพราะทุกก้าวที่เราเดินอยู่บนดอยหละกาโจ คือก้าวที่กำลังบอกกับชุมชนว่า การเลือกเส้นทางแบบ “เที่ยวแล้วรับผิดชอบต่อธรรมชาติ” ยังมีคนอยากเดินด้วยจริงๆ

และบางที… การเดินทางครั้งนี้อาจเปลี่ยนอะไรบางอย่างในใจคุณไปตลอดก็ได้

ขอให้ทุกการเดินทางของคุณเต็มไปด้วยความหมาย ทั้งต่อโลกภายนอก และโลกข้างในตัวเอง