Meta กำลังพิจารณาเพิ่มฟีเจอร์ จดจำใบหน้า (Facial Recognition) ลงในแว่นอัจฉริยะ Ray-Ban ของตัวเอง โดยมีชื่อภายในว่า “Name Tag” ซึ่งจะช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถระบุตัวบุคคลที่พบเจอ และดึงข้อมูลเกี่ยวกับคนนั้นผ่านผู้ช่วย AI ของ Meta ได้โดยตรง
แม้บริษัทจะยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะเปิดตัวเมื่อไร แต่รายงานจาก The New York Times ระบุว่า Meta อาจผลักดันฟีเจอร์นี้ได้เร็วที่สุดภายในปีนี้ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เสียงกังวลด้านสิทธิพลเมืองและความเป็นส่วนตัวก็เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง
เรื่องนี้สำคัญอย่างไร ใครจะได้รับผลกระทบ และจะเปลี่ยนประสบการณ์ใช้งานแว่นอัจฉริยะไปแค่ไหน มาดูภาพรวมทั้งหมดแบบเข้าใจง่ายกัน
ฟีเจอร์ “Name Tag” คืออะไร?
“Name Tag” เป็นชื่อเรียกภายในของฟีเจอร์จดจำใบหน้าที่ Meta กำลังพัฒนาให้กับ Ray-Ban Smart Glasses
แนวคิดคือ เมื่อผู้ใช้สวมแว่นและมองไปที่ใครบางคน ระบบ AI ของ Meta จะสามารถ:
ระบุตัวบุคคล
แสดงชื่อ
ดึงข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับคนนั้น
ทั้งหมดนี้ทำงานผ่านผู้ช่วย AI ในแว่น
Mark Zuckerberg มีรายงานว่าต้องการใช้ฟีเจอร์นี้เป็นจุดขายหลัก เพื่อทำให้แว่น Ray-Ban แตกต่างจากคู่แข่ง และเพิ่มความสามารถของ AI assistant ให้ “ฉลาดและมีประโยชน์มากขึ้น”
ทำไมฟีเจอร์นี้ถึงอ่อนไหว?
การใช้ เทคโนโลยีจดจำใบหน้า ในอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้ และสามารถใช้งานในพื้นที่สาธารณะ ย่อมกระทบกับประเด็นด้าน:
สิทธิความเป็นส่วนตัว
ความปลอดภัยข้อมูล
การเฝ้าระวัง (Surveillance)
รายงานระบุว่า Meta เริ่มหารือเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว และเคยมีแผนจะเปิดตัวฟีเจอร์นี้ในงานประชุมสำหรับผู้พิการทางสายตา ก่อนจะขยายสู่ผู้ใช้ทั่วไป แต่สุดท้ายยังไม่เกิดขึ้น
เอกสารภายในที่ถูกอ้างถึงยังระบุด้วยว่า ช่วงเวลาทางการเมืองในสหรัฐฯ ที่ “วุ่นวาย” อาจเป็นจังหวะเหมาะสมสำหรับการเปิดตัว เพราะกลุ่มภาคประชาสังคมอาจโฟกัสกับประเด็นอื่นอยู่
ข้อความดังกล่าวยิ่งทำให้ประเด็นด้านจริยธรรมถูกจับตามองมากขึ้น
Meta เคยถอยจากระบบจดจำใบหน้ามาก่อน
เรื่องนี้น่าสนใจเพราะเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน Facebook (ก่อนรีแบรนด์เป็น Meta) ได้ปิดระบบจดจำใบหน้าบนแพลตฟอร์มโซเชียลของตัวเอง โดยให้เหตุผลว่า ต้องการหาจุดสมดุลที่เหมาะสมระหว่างเทคโนโลยีกับความกังวลด้านกฎหมายและความเป็นส่วนตัว
การกลับมาพิจารณาฟีเจอร์ลักษณะนี้อีกครั้ง จึงถูกมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” ของบริษัท

แว่น Ray-Ban ของ Meta ขายดีแค่ไหน?
Ray-Ban Smart Glasses ที่ Meta พัฒนาร่วมกับ EssilorLuxottica เปิดตัวครั้งแรกในปี 2021 และถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย
รายงานล่าสุดระบุว่าในปี 2025 เพียงปีเดียว มียอดขายมากกว่า 7 ล้านเครื่อง
ความสำเร็จนี้อาจเป็นแรงผลักดันให้ Meta ต้องการเพิ่มฟีเจอร์ที่โดดเด่นขึ้น เพื่อขยายตลาดแว่นอัจฉริยะให้เติบโตมากกว่าเดิม
ใครจะถูก “จดจำ” ได้บ้าง?
Meta ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าใครบ้างที่จะสามารถถูกระบุผ่าน Name Tag ได้
ตัวเลือกที่มีการพูดถึง ได้แก่:
คนที่ผู้ใช้รู้จักอยู่แล้วผ่านแพลตฟอร์มของ Meta
บุคคลที่มีบัญชีสาธารณะ (Public Account) บน Instagram หรือแพลตฟอร์มอื่นของบริษัท
สิ่งที่รายงานระบุชัดคือ ผู้ใช้จะไม่สามารถใช้ระบบนี้เพื่อค้นหาข้อมูลของ “ใครก็ได้” แบบสุ่มทุกคนที่เดินผ่าน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อจำกัด การใช้ระบบจดจำใบหน้าในที่สาธารณะก็ยังถูกตั้งคำถามเรื่องความยินยอมของผู้ที่ถูกสแกน
เคยมีกรณีใช้งานจริงแล้ว
ในปี 2024 นักศึกษาจากมหาวิทยาลัย Harvard สองคนเคยทดลองใช้แว่น Ray-Ban Meta ร่วมกับบริการจดจำใบหน้า PimEyes เพื่อระบุตัวบุคคลบนรถไฟใต้ดินในบอสตัน
พวกเขาโพสต์วิดีโอการทดลองและกลายเป็นไวรัลทันที ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างหนัก
Meta ในเวลานั้นชี้แจงว่า แว่นมีไฟ LED สีขาวเล็ก ๆ บริเวณกรอบด้านขวา เพื่อบอกว่ากำลังบันทึกวิดีโออยู่ แต่หลายฝ่ายมองว่าไฟสัญญาณเล็ก ๆ อาจไม่เพียงพอในการแจ้งเตือนคนรอบข้าง
Meta ยังพัฒนาแว่น “Super-Sensing”
นอกจาก Name Tag ยังมีรายงานว่า Meta กำลังพัฒนาแว่นที่เรียกว่า “super-sensing” ซึ่งจะเปิดกล้องและเซ็นเซอร์ตลอดเวลา เพื่อบันทึกกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้ใช้
ถ้าโครงการนี้เดินหน้าจริง จะยิ่งเพิ่มคำถามด้านจริยธรรมและความปลอดภัยของข้อมูลมากขึ้น
ขณะเดียวกัน Apple ก็เตรียมลงสนาม
ในอีกด้านหนึ่ง Bloomberg เคยรายงานว่า Apple มีแผนเปิดตัวแว่นอัจฉริยะภายในปีนี้
แว่นของ Apple คาดว่าจะ:
มีกล้องและไมโครโฟน
ใช้ AI
ถ่ายภาพและวิดีโอได้
แปลภาษาแบบเรียลไทม์
ให้คำแนะนำเส้นทางแบบ turn-by-turn
แต่จะไม่มีฟีเจอร์ Augmented Reality (AR) เต็มรูปแบบ
Apple ถูกอธิบายว่าเตรียมทำแว่นที่ “คล้ายกับ Ray-Ban ของ Meta แต่ผลิตดีกว่า” ซึ่งสะท้อนการแข่งขันโดยตรงในตลาดอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับผู้ใช้ทั่วไป?
1. เทคโนโลยีจดจำใบหน้ากำลังออกจากมือถือสู่พื้นที่สาธารณะ
จากเดิมที่ Face ID ใช้เพื่อปลดล็อกเครื่องของตัวเอง
การนำ Facial Recognition ไปใช้กับคนรอบข้างในที่สาธารณะ เป็นอีกระดับหนึ่งของเทคโนโลยี
2. เส้นแบ่งระหว่างความสะดวกกับความเป็นส่วนตัวเริ่มบางลง
ในมุมหนึ่ง Name Tag อาจช่วยให้ผู้ใช้จำชื่อคนในงานประชุมหรือกิจกรรมสังคมได้ง่ายขึ้น
แต่อีกมุมหนึ่ง คนที่ถูกสแกนอาจไม่รู้ตัวและไม่ได้ให้ความยินยอม
3. การแข่งขันด้าน AI สวมใส่กำลังเข้มข้น
ทั้ง Meta และ Apple ต่างเร่งพัฒนาแว่นอัจฉริยะของตัวเอง
AI จะกลายเป็นหัวใจหลักของอุปกรณ์ประเภทนี้
สรุปภาพรวมข่าว
Meta วางแผนเพิ่มฟีเจอร์จดจำใบหน้า “Name Tag” ใน Ray-Ban Smart Glasses
ฟีเจอร์นี้จะช่วยระบุตัวบุคคลและดึงข้อมูลผ่าน AI assistant
ยังอยู่ในขั้นพิจารณา และมีข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัว
แว่น Ray-Ban ของ Meta มียอดขายมากกว่า 7 ล้านเครื่องในปี 2025
Apple เตรียมเปิดตัวแว่นอัจฉริยะของตัวเองภายในปีนี้เช่นกัน
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ยุคของ แว่นอัจฉริยะและ AI สวมใส่ได้ กำลังขยับเข้าใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่คำถามเรื่องความเป็นส่วนตัวและสิทธิของบุคคลอื่น จะเป็นโจทย์ใหญ่ที่บริษัทเทคโนโลยีต้องตอบให้ชัดก่อนเทคโนโลยีเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องปกติ

