ศิลปะที่ไม่ได้มีไว้แค่ดูสวย แต่เล่าเรื่องชีวิตและโลกใบนี้

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เปิดพื้นที่ศิลปะให้กลายเป็นห้องทดลองทางความคิด ผ่านนิทรรศการ “New – Three – Life” ที่หยิบเอาเรื่อง ชีวิต ศิลปะ และการเปลี่ยนผ่านของสังคมร่วมสมัย มาตีความใหม่ในมุมที่ทั้งสด สนุก และชวนคิดต่อ
นิทรรศการนี้เกิดจากผลงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ของคณาจารย์ภาควิชาทัศนศิลป์ 3 ท่าน ที่นำแนวคิดทางศิลปะมาผูกโยงกับคำถามใหญ่ระดับโลกอย่างการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) แล้วเล่าออกมาในภาษาของงานศิลป์ร่วมสมัย
“New – Three – Life” คืออะไร ทำไมต้องสามคำนี้
แนวคิด “New – Three – Life” ไม่ได้เป็นเพียงชื่อเก๋ ๆ สำหรับนิทรรศการ แต่คือกรอบคิดที่ใช้มองโลกยุคปัจจุบันผ่านสามมิติสำคัญ
New : ความใหม่ในมุมมอง วิธีคิด และวิธีสร้างงานศิลปะ
Three : สามสายตา สามกระบวนการสร้างสรรค์ จากสามอาจารย์ศิลปิน
Life : ชีวิตผู้คน เมือง และสังคมที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดนิ่ง
ผ่านสามคำนี้ งานศิลปะในนิทรรศการจึงไม่ใช่แค่การจัดแสดงผลงาน แต่คือการชวนผู้ชมกลับไปตั้งคำถามกับชีวิตประจำวันของตัวเอง ท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน
3 ศิลปิน 3 มุมมอง 1 พื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน
ภายในนิทรรศการคือการรวมพลังของคณาจารย์จากภาควิชาทัศนศิลป์ 3 ท่าน ที่ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสารแนวคิดอย่างจริงจังและงดงามในเวลาเดียวกัน ได้แก่
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชราพร ศรีสุข
อาจารย์สถาพร เครือวัลย์
อาจารย์พิเชษฐ์ อยู่สด
แต่ละท่านนำประสบการณ์ มุมมอง และภาษาทางศิลปะของตัวเองมาเล่าเรื่องเดียวกัน คือโลกและสังคมร่วมสมัย ผ่านชุดผลงานที่ทั้งต่างกันและเกื้อหนุนกันไปพร้อมกัน
นิทรรศการจึงกลายเป็นเหมือน บทสนทนาระหว่างศิลปิน งานศิลปะ และผู้ชม ที่ค่อย ๆ คลี่ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคน เมือง และโลกที่เราอยู่ร่วมกัน
จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ศิลปะร่วมสมัย
หนึ่งในหัวใจของนิทรรศการนี้ คือการนำ ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาพบกับ นวัตกรรมศิลปะร่วมสมัย อย่างสร้างสรรค์
ผลงานหลายชิ้นเกิดจากการตีความใหม่ของวิถีชีวิต วัสดุ หรือความเชื่อดั้งเดิม แล้วพัฒนาให้กลายเป็นภาษาทางศิลปะร่วมสมัยที่ผู้ชมยุคนี้เข้าถึงได้
ภูมิปัญญาเดิมไม่ถูกทิ้ง แต่ถูกแปลให้ร่วมสมัย
ศิลปะไม่ได้อยู่แค่ในหอจัดแสดง แต่มาจากรากเหง้าในชีวิตผู้คนจริง ๆ
ผู้ชมจึงไม่ได้มองเห็นแค่ผลงาน แต่เหมือนได้มองย้อนกลับไปยังรากทางวัฒนธรรมของตัวเอง
นิทรรศการจึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม อดีต–ปัจจุบัน–อนาคต ผ่านสายตาของศิลปะ
ศิลปะ x SDGs เมื่อแกลเลอรี่กลายเป็นพื้นที่พูดเรื่องอนาคตโลก
สิ่งที่ทำให้นิทรรศการ “New – Three – Life” น่าสนใจเป็นพิเศษ คือการวางกรอบงานสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ระดับสากล
นิทรรศการนี้เชื่อมโยงกับ SDGs หลายด้านอย่างชัดเจน ได้แก่
SDG 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ
ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ทำให้ผู้ชมได้ทั้งประสบการณ์ทางอารมณ์ ความคิด และองค์ความรู้ใหม่ ๆSDG 11 เมืองและถิ่นฐานมนุษย์อย่างยั่งยืน
หลายชิ้นงานพูดถึงเมือง ผู้คน และการอยู่ร่วมกันในสังคมร่วมสมัย ตั้งคำถามว่าเราจะออกแบบเมืองและชีวิตให้ดีกับทั้งคนและโลกได้อย่างไรSDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
นิทรรศการเองคือผลของความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ศิลปิน และสถาบันทางศิลปะ เป็นตัวอย่างชัดเจนของการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างพื้นที่ความรู้ใหม่
ทั้งหมดนี้ทำให้แกลเลอรี่ไม่ได้เป็นแค่ห้องจัดแสดงภาพ แต่กลายเป็น พื้นที่ทดลองมองอนาคตโลกผ่านภาพ แสง สี และรูปทรง
ศิลปะในฐานะเครื่องมือยกระดับการเรียนรู้
นอกเหนือจากความงามและพลังทางอารมณ์ นิทรรศการ “New – Three – Life” ยังสะท้อนบทบาทสำคัญของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี ในการผลักดันศิลปะให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาอย่างจริงจัง
ใช้งานวิจัยสร้างสรรค์เป็นตัวขับเคลื่อนการเรียนรู้
เปิดพื้นที่ให้ทั้งนักศึกษาและสาธารณชนได้เข้าถึงศิลปะคุณภาพ
เชื่อม ศาสตร์ ศิลป์ และนวัตกรรม เข้าด้วยกันในบริบทมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ผลลัพธ์คือการสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ไม่จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ขยายออกมาสู่หอศิลป์และสังคมรอบตัว
ภาพบรรยากาศ: เมื่อหอศิลป์เต็มไปด้วยพลังของผู้ชม

บรรยากาศของนิทรรศการเต็มไปด้วยการมีส่วนร่วมของผู้ชมที่หลากหลาย ทั้งบุคลากร นักศึกษา และผู้สนใจงานศิลปะร่วมสมัย ที่ต่างตีความผลงานผ่านประสบการณ์ของตัวเอง



งานศิลปะในพื้นที่เดียวกัน ถูกอ่านออกมาหลายแบบตามมุมมองของแต่ละคน ยิ่งเดิน ยิ่งดู ยิ่งเกิดคำถามใหม่ ๆ ตามมาเสมอ



ศิลปะวันนี้ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของวันข้างหน้า

นิทรรศการ “New – Three – Life” จึงไม่ใช่แค่การโชว์ผลงานวิจัยสร้างสรรค์ หากแต่เป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันให้ศิลปะร่วมสมัยเข้าไปมีบทบาทในประเด็นใหญ่ของโลกยุคใหม่
ศิลปะช่วยทำให้เรื่องใหญ่และซับซ้อนอย่าง SDGs เข้าใจง่ายขึ้น
ผู้ชมไม่ได้กลับบ้านไปพร้อมแค่ภาพสวย ๆ ในความทรงจำ แต่ติดตัวไปด้วยคำถามและแรงบันดาลใจใหม่ ๆ


ท้ายที่สุด นิทรรศการนี้คือคำชวนให้เรากลับมามองชีวิต เมือง และโลก ผ่านสายตาแบบใหม่ แล้วถามตัวเองว่า ในภาพใหญ่ของการพัฒนาที่ยั่งยืน เราแต่ละคนจะใช้ชีวิตและความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองทำอะไรได้บ้าง

