รับแอปรับแอป

เช็คสเปคคอมแบบโปรใน 10 นาที มือใหม่ก็เลือกอัปเกรดได้ไม่พลาด (อัปเดต 2025)

พิมพ์ชนก สุขใจ01-31

เช็คสเปคคอมก่อนอัปเกรด ทำไมปี 2025 ยิ่งต้องใส่ใจ?

ใครกำลังคิดจะประกอบคอมใหม่ หรือจะอัปเกรดเครื่องเก่าที่ใช้งานมาหลายปี ในยุค 2025 การ เช็คสเปคคอม ให้เคลียร์ก่อนตัดสินใจซื้อของ คือด่านแรกที่ห้ามมองข้ามเลย

เพราะตอนนี้ทั้ง CPU, GPU, RAM, Storage ไปไกลมาก ทั้งความเร็ว มาตรฐานใหม่ และเรื่องความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ ถ้าไม่เช็คดีๆ มีสิทธิ์ซื้อของมาแล้วใช้ไม่ได้หรือไม่คุ้มเต็มประสิทธิภาพ

ไม่ว่าคุณจะเป็น

  • เกมเมอร์ที่อยากรู้ว่าเครื่องตัวเองไหวเกม AAA ไหม

  • คนตัดต่อสาย Premiere Pro / งาน 4K หนักๆ

  • หรือสายทำงานที่อยากอัปเครื่องให้รองรับ AI, Multitasking ลื่น ๆ

บทความนี้รวม 10 วิธีเช็คสเปคคอมง่ายๆ ใช้ได้ฟรี มือใหม่ก็ทำตามได้ทันที แถมช่วยให้คุณเข้าใจฮาร์ดแวร์ในเครื่องแบบชัด ๆ ก่อนจะไปจับชุดอัปเกรดใหม่

10 วิธีเช็คสเปคคอมง่ายๆ อัปเดต 2025

  • Task Manager

  • System Information

  • CPU-Z

  • Speccy

  • HWMonitor

  • BIOS/UEFI

  • DirectX Diagnostic Tool

  • Command Prompt

  • Device Manager

  • เว็บ/แอปออนไลน์ช่วยเช็คสเปค

  • คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการเช็คสเปคคอม

1. เช็คสเปคแบบไวๆ ด้วย Task Manager

สำหรับมือใหม่ที่แค่อยากรู้ว่าเครื่องตัวเองตอนนี้ใช้ CPU, RAM, GPU อะไร ใช้งานหนักแค่ไหน การเปิด Task Manager คือวิธีที่ง่ายและเร็วที่สุดบน Windows

บน Windows 11 แค่กดปุ่ม

  • `Ctrl + Shift + Esc` เพื่อเปิด Task Manager

  • ไปที่แท็บ Performance

คุณจะเห็นข้อมูลประมาณนี้แบบเรียลไทม์

  • CPU เช่น Intel Core i7-13700K จำนวนคอร์ ความเร็วสัญญาณนาฬิกา

  • RAM เช่น 32GB ใช้งานไปกี่เปอร์เซ็นต์

  • GPU เช่น NVIDIA RTX 4060 พร้อม VRAM เท่าไหร่

ตัวอย่างเช่น หากเล่นเกมแล้วเห็น CPU พุ่ง 90% ตลอด ในขณะที่ GPU ยังเหลือ แปลว่าระบบอาจ คอขวดที่ CPU ถึงเวลาพิจารณาอัปเกรดซีพียูแล้ว

ข้อดี

  • ใช้งานฟรี ติดมากับ Windows

  • เช็คการใช้งานจริงแบบเรียลไทม์ได้

ข้อเสีย

  • ไม่ลงรายละเอียดเชิงลึก เช่น รุ่นเมนบอร์ด ชิปเซ็ต หรือตัว Storage แบบละเอียด

2. System Information เหมาะเช็คก่อนอัปเกรดใหญ่

ถ้าอยากได้ข้อมูลแบบลึกกว่า Task Manager หน่อย ให้ใช้ System Information (msinfo32) ซึ่งก็เป็นเครื่องมือฟรีใน Windows เช่นกัน

วิธีเปิด

  • พิมพ์ `msinfo32` ในช่อง Search ของ Windows

  • กด Enter

ในหน้านี้จะบอกข้อมูลสำคัญ เช่น

  • เวอร์ชันระบบปฏิบัติการ (เช่น Windows 11 24H2)

  • Processor เช่น AMD Ryzen 7 5800X จำนวนคอร์

  • BIOS Version

  • จำนวนสล็อต RAM ทั้งหมด และใช้ไปแล้วกี่สล็อต

  • รายละเอียด Storage ที่ติดตั้งอยู่ในระบบ

ใช้ประโยชน์ยังไง?

  • ก่อนอัปเกรด RAM สามารถเช็คได้เลยว่ามี สล็อตว่างกี่ช่อง และรองรับความเร็วสูงสุดประมาณไหน

  • สามารถ Export ข้อมูลเป็นไฟล์ เก็บไว้ใช้ต่อหรือส่งให้ช่าง/เพื่อนช่วยดูได้

ข้อจำกัด

  • ไม่แสดงอุณหภูมิ

  • ไม่มีข้อมูลแบบ Real-time usage

3. CPU-Z สายประกอบคอมต้องมีติดเครื่อง

ถ้าคุณจริงจังกับการอัปเกรดหรือประกอบคอมใหม่ ชื่อ CPU-Z ต้องเคยผ่านตาแน่นอน เป็นฟรีโปรแกรมจากค่าย CPUID ที่เน้นโชว์รายละเอียดเชิงลึกของ

  • CPU

  • RAM

  • เมนบอร์ด

  • การ์ดจอ

CPU-Z แสดงข้อมูล แบบเรียลไทม์ เช่น

  • ชื่อและรุ่น CPU เช่น Intel Core i9-14900K

  • จำนวนคอร์ / เธรด

  • ความเร็ว Clock จริงที่วิ่งอยู่ตอนนั้น

  • รายละเอียด Cache

  • ประเภทและความเร็ว RAM เช่น DDR5-6000 MT/s

  • รุ่นเมนบอร์ด เช่น ASUS ROG Strix ชิปเซ็ต Z790-E

ใครอยากรู้ว่า Dual-channel RAM ทำงานจริงไหม ก็เข้าแท็บ Memory / SPD เช็คได้ชัดทันที

จุดเด่น

  • เบา ฟรี รายละเอียดเชิงเทคนิคแน่นมาก

  • เหมาะกับเช็ค Compatibility ก่อนซื้อ CPU/RAM เพิ่ม

จุดอ่อน

  • ไม่แสดง Temperature หรือข้อมูล Storage

  • หากเน้นเช็คอุณหภูมิ ต้องใช้คู่กับโปรแกรมอื่นเช่น HWMonitor

4. Speccy ตัวเดียวเห็นทั้งสเปคและอุณหภูมิ

ถ้าอยากได้อะไรที่ดูง่ายๆ รวมทุกอย่างมาในหน้าเดียว ลองใช้ Speccy จากทีมเดียวกับ CCleaner เป็นโปรแกรมฟรีที่เหมาะมากสำหรับการเช็คสเปคแบบภาพรวม

เมื่อเปิดโปรแกรม คุณจะเห็นสรุปประมาณนี้:

  • CPU: รุ่น/ซีรีส์ เช่น AMD Ryzen 9 7950X

  • GPU: เช่น GeForce RTX 4080

  • RAM: ขนาดรวม เช่น 64GB DDR5

  • Storage: SSD/HDD ทั้งหมดในเครื่อง เช่น SSD 2TB

  • อุณหภูมิแต่ละส่วน เช่น CPU Idle 45°C

จุดเด่นคือมันแสดง อุณหภูมิแยกตามอุปกรณ์ ทำให้รู้ได้เลยว่าเครื่องร้อนผิดปกติจากตรงไหน เช่น CPU, GPU หรือ Storage

ข้อดี

  • อินเทอร์เฟซอ่านง่าย เหมาะกับทั้งมือใหม่และสายไอที

  • มีฟีเจอร์ Export รายงานสเปคเป็นไฟล์ ใช้ส่งให้ช่างหรือทีมซัพพอร์ตได้สะดวก

ข้อเสียเวอร์ชันฟรี

  • มีโฆษณาโผล่บ้างเป็นระยะ

  • ฟีเจอร์บางอย่างต้องใช้เวอร์ชัน Pro ถึงปลดล็อกได้เต็ม

แต่ถ้าใช้แค่เช็คปัญหา หรือดูสเปคก่อนอัปเกรดทั่วไป ตัวฟรีก็เอาอยู่ แล้วค่อยตัดสินใจทีหลังว่าจะอัปเกรดเป็น Pro หรือไม่

5. HWMonitor สายเกมมิ่งกังวลความร้อนห้ามพลาด

HWMonitor อีกหนึ่งผลงานจาก CPUID ตัวนี้เน้นไปที่ อุณหภูมิ แรงดันไฟ และรอบพัดลม พร้อมกับข้อมูลฮาร์ดแวร์หลัก ๆ แทบทุกตัวในเครื่อง

สิ่งที่ดูได้จาก HWMonitor เช่น

  • CPU Voltage เช่น 1.2V

  • CPU Temp ใต้โหลด เช่น 60°C ขณะเล่นเกม

  • Fan Speed เช่น 1500 RPM

  • GPU Temperature / Usage

เหมาะมากสำหรับเช็คว่า

  • เล่นเกมแล้ว CPU / GPU เกิน 80°C หรือยัง

  • พัดลมหมุนปกติไหม

  • มีจุดไหนเสี่ยงร้อนเกินจนกระทบอายุการใช้งานเครื่อง

ข้อดี

  • ฟรี ใช้ง่าย แค่เปิดก็เห็นค่าทั้งหมดเรียงเป็นรายการ

  • เหมาะสำหรับสายเกมมิ่งหรือคน Overclock ที่ต้องเฝ้าดูความร้อน

ข้อจำกัด

  • รายละเอียดเมนบอร์ดไม่แน่นเท่า CPU-Z

  • หน้าตาเน้นข้อมูลล้วนๆ อาจดู “ดิบๆ” สำหรับมือใหม่ แต่ชินแล้วสบายมาก

6. เช็คจาก BIOS/UEFI ตั้งแต่ตอนบูตเครื่อง

สายฮาร์ดคอร์หรือคนที่กำลังจะประกอบเครื่องใหม่ การเข้าไปดูสเปคจาก BIOS/UEFI คือวิธีตรงจากเมนบอร์ดเลย ไม่ต้องลงอะไรเพิ่ม

วิธีเข้า (ส่วนใหญ่)

  • กดปุ่ม `Del` หรือ `F2` ตอนเครื่องกำลังบูต

ใน BIOS/UEFI จะบอกข้อมูลหลัก ๆ เช่น

  • รุ่นและความเร็ว CPU

  • ค่า Clock, แคช, แรงดันไฟ

  • RAM ความเร็ว และความจุ เช่น 3200 MHz ทำงานแบบ Dual Channel หรือไม่

  • เปิดใช้ XMP/EXPO หรือยัง

  • รายละเอียด Storage ว่าเป็น SATA / NVMe อะไรบ้าง

จุดสำคัญ อีกอย่างคือ

  • เช็คเวอร์ชัน BIOS ว่ารองรับ CPU รุ่นใหม่ที่จะอัปเกรดหรือไม่

และข้อดีของ BIOS คือคุณสามารถ

  • ตั้งค่าลำดับ Boot Drive

  • ปรับความเร็ว/แรงดัน CPU และ RAM

  • เล่นสาย Overclock ได้แบบจัดเต็ม (ถ้ารู้ว่าทำอะไรอยู่)

7. DirectX Diagnostic Tool ตัวช่วยเช็คการ์ดจอสำหรับเกมเมอร์

ถ้าโฟกัสเรื่อง การ์ดจอและการเล่นเกม โดยเฉพาะ ให้เรียกใช้ DirectX Diagnostic Tool (dxdiag) ที่ติดมากับ Windows ได้เลย

วิธีเข้า

  • พิมพ์ `dxdiag` ในช่อง Search แล้วเปิดโปรแกรม

หน้า Display จะบอกข้อมูลสำคัญของ GPU เช่น

  • รุ่นการ์ดจอ เช่น NVIDIA RTX 3060

  • ปริมาณ VRAM เช่น 12GB

  • เวอร์ชัน DirectX ที่รองรับ

  • Driver ที่ใช้อยู่

เหมาะสำหรับเช็คว่า

  • เครื่องคุณรองรับ DirectX 12 Ultimate ตามที่เกมใหม่ๆ ต้องการหรือไม่

  • Driver up to date พอสำหรับเกมยุคนี้หรือยัง

ข้อสังเกตคือ dxdiag จะเน้นด้านกราฟิก เสียง และ Input มากกว่า ไม่ได้ลงลึกเรื่อง CPU หรือ RAM เท่าเครื่องมืออื่น

8. ใช้ Command Prompt ดูข้อมูลแบบสายคำสั่ง

ใครชอบแนว command line ล้วน ๆ สามารถใช้ Command Prompt เพื่อสั่งเช็คสเปคคอมได้เช่นกัน

วิธีเบื้องต้น

  • เปิด Command Prompt

  • พิมพ์คำสั่ง `systeminfo`

คำสั่งนี้จะแสดงข้อมูลอย่างเช่น

  • OS Build / เวอร์ชัน Windows

  • Processor ที่ติดตั้ง

  • RAM ติดตั้งทั้งหมด

  • BIOS Mode

จุดดี

  • ไม่ต้องลงอะไรเพิ่ม ฟรีล้วน ๆ

  • สามารถ Export ออกเป็นไฟล์ `.txt` แล้วเก็บไว้ดูภายหลัง หรือส่งให้คนอื่นช่วยวิเคราะห์ได้

ข้อจำกัดคือผู้ใช้ต้อง คุ้นเคยกับคำสั่ง เล็กน้อย แต่เรียนรู้ไม่นานก็ใช้คล่อง

9. Device Manager ไว้เช็คอุปกรณ์และไดรเวอร์ในเครื่อง

ถ้าอยากรู้ว่ามีอุปกรณ์อะไรต่ออยู่กับเครื่องบ้าง รุ่นไหน ใช้ไดรเวอร์อะไรอยู่ ให้เปิดดูจาก Device Manager ได้เลย

วิธีเข้าใช้งาน

  • คลิกขวาที่ปุ่ม Start เลือก Device Manager

  • หรือพิมพ์ `devmgmt.msc` ในช่องค้นหาแล้วเปิด

คุณจะเห็นรายการอย่างเช่น

  • Processors

  • Disk Drives

  • Display Adapters (การ์ดจอ)

  • USB Controllers

  • Mouse / Keyboard

  • Wi-Fi และ Network Adapter

  • Sound และ Printer

  • รวมถึงโน้ตบุ๊ก/พีซีรุ่นใหม่ที่มี NPU (Neural Processing Unit) ก็จะโผล่ให้เห็นในนี้ด้วย

จุดเด่นของ Device Manager

  • ใช้เช็คว่าอุปกรณ์ใดมีปัญหา (ขึ้นเครื่องหมายเตือน)

  • ใช้ดูและอัปเดตไดรเวอร์ของแต่ละอุปกรณ์ได้โดยตรง

แต่เครื่องมือนี้จะ ไม่แสดงอุณหภูมิ ความเร็ว หรือแรงดันไฟ จึงเหมาะกับการวินิจฉัยปัญหาฮาร์ดแวร์และไดรเวอร์เป็นหลัก มากกว่าการมอนิเตอร์สภาวะเครื่องแบบเรียลไทม์

10. ใช้เว็บออนไลน์หรือแอปช่วยเช็คสเปค เปรียบเทียบเครื่องได้เลย

ถ้าไม่อยากลงโปรแกรมเพิ่มในเครื่อง ยังมีตัวช่วยเป็น เว็บไซต์และแอปออนไลน์ ที่ช่วยเช็คสเปคและประเมินประสิทธิภาพเครื่องได้สะดวก เช่นแพลตฟอร์มสำหรับ Benchmark และเปรียบเทียบประสิทธิภาพพีซีกับเครื่องอื่นในตลาด

รูปแบบการใช้งานทั่วไปคือ

  • ดาวน์โหลดหรือรัน Benchmark จากหน้าเว็บ

  • รอให้ระบบทดสอบเสร็จแล้วดูผลการเปรียบเทียบ

ข้อดีคือคุณจะเห็นว่า

  • เครื่องคุณแรงกว่าหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดกี่เปอร์เซ็นต์

  • ช่วยบอกจุดคอขวด เช่น CPU ช้ากว่า GPU เยอะเกินไป หรือ RAM น้อยไปสำหรับงานที่ทำ

ข้อควรรู้

  • ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดการใช้งาน

  • รายละเอียดอาจไม่ลึกเท่าการลงโปรแกรมเฉพาะทางบนเครื่อง

แต่สำหรับการดูภาพรวมว่า “เครื่องเราอยู่ระดับไหน เทียบกับคนอื่นแล้วควรอัปเกรดอะไรก่อน” ก็ถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดีและที่สำคัญคือใช้งานได้ฟรี

FAQ: คำถามยอดฮิตเรื่องการเช็คสเปคคอม

1) วิธีเช็คสเปคคอมบน Windows ปี 2025 ทำยังไง?

Ans: บน Windows 11 วิธีที่ง่ายและเร็ว ได้แก่

  • คลิกขวาที่ This PC แล้วเลือก Properties เพื่อดู

    • CPU

    • RAM ติดตั้ง

    • เวอร์ชัน Windows (เช่น Intel Core Ultra 7, 16GB RAM, Windows 11 24H2)

ถ้าอยากละเอียดขึ้น ให้ใช้

  • `Ctrl + Shift + Esc` เปิด Task Manager แล้วเช็คแท็บ Performance ดู CPU usage, GPU, และประเภท Storage

  • พิมพ์ `msinfo32` เพื่อเปิด System Information สำหรับดู BIOS, รุ่นเมนบอร์ด และรายละเอียด Network

  • ใช้ PC Health Check หรือแอปในกลุ่มเดียวกันเพื่อตรวจว่าเครื่องพร้อมสำหรับ ฟีเจอร์ AI หรือ Copilot+ หรือไม่ จะได้วางแผนอัปเกรดถูกจุด

2) ถ้าอยากเช็คสเปคแบบละเอียดสุดๆ ควรใช้โปรแกรมอะไร?

Ans: ปี 2025 นี้ ตัวท็อปที่คนแนะนำกันบ่อยคือ

  • CPU-Z – เน้นข้อมูล CPU, RAM, เมนบอร์ด และ GPU แสดง Clock speed, RAM timing แบบละเอียด เหมาะกับเช็คก่อนอัปเกรดหรือโอเวอร์คล็อก

  • Speccy – เน้นแสดงภาพรวมทั้งเครื่อง พร้อมอุณหภูมิและเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ช่วยวิเคราะห์ปัญหาความร้อนได้ดี

  • HWMonitor – ดีมากสำหรับเช็คแรงดันไฟ, อุณหภูมิ และรอบพัดลม โดยเฉพาะเครื่องเกมมิ่งที่ต้องการความเสถียรเวลาโหลดหนัก

3) ทำไมต้องเสียเวลามาเช็คสเปคคอม?

Ans: เพราะในปี 2025 งานและเกมหลายอย่างกินสเปคหนักขึ้นมาก การเช็คสเปคช่วยให้คุณ

  • รู้ว่า RAM พอไหม สำหรับงาน Multitasking หรือใช้งาน AI Tools ถ้า RAM ต่ำไป เครื่องจะอืดทันที

  • เช็คว่า GPU รองรับฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่น Ray Tracing, DLSS, หรือการตัดต่อวิดีโอ 4K ได้ดีแค่ไหน

  • ตรวจสอบ BIOS Version ก่อนอัปเกรด CPU รุ่นใหม่ เพื่อไม่ให้ซื้อมาแล้วบูตไม่ติด

สุดท้ายคือช่วย ประหยัดเงิน เพราะรู้ว่าอะไรคือจุดอ่อนที่ควรอัปเกรดจริงๆ เช่น ถ้าการ์ดจอแรงแล้ว แต่ CPU เก่า ก็อัปเกรดเฉพาะ CPU ให้สมดุล ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งเซ็ตแบบไม่จำเป็น

4) ถ้าใช้ Mac จะเช็คสเปคยังไงในปี 2025?

Ans: บน Mac ทำได้ง่ายมากผ่านเมนูระบบเอง

  • คลิกโลโก้ Apple ที่มุมซ้ายบน เลือก About This Mac จะเห็น

    • CPU (เช่น Apple M3)

    • RAM

    • Storage

    • macOS Version

ถ้าอยากดูแบบละเอียด

  • กดเข้า System Report เพื่อดู GPU, Network, Bluetooth และฮาร์ดแวร์อื่นๆ

  • ใช้ Activity Monitor (เปิดผ่าน Spotlight แล้วพิมพ์ชื่อ) เพื่อดู CPU Load, Memory Pressure และการใช้งานทรัพยากรแบบเรียลไทม์

  • แอปวิเคราะห์สเปคบางตัวอย่าง EtreCheck ยังช่วยสแกนปัญหา และเช็คความเข้ากันได้กับ macOS รุ่นใหม่อย่าง Sequoia ได้ด้วย

5) ถ้าตั้งใจจะอัปเกรด ต้องเช็คสเปคยังไงให้ไม่พลาด?

Ans: แนวทางเช็คก่อนอัปเกรดในปี 2025 มีขั้นตอนคร่าว ๆ แบบนี้

  • ใช้เว็บ Benchmark เปรียบเทียบเครื่องของคุณกับค่าเฉลี่ย เพื่อดูว่าจุดไหนเป็นคอขวด เช่น CPU ช้า แต่ RAM เยอะ หรือ GPU ตกรุ่น

  • เปิด CPU-Z เช็ค

    • ซ็อกเก็ต CPU

    • ชิปเซ็ตเมนบอร์ด

    • ประเภทและความเร็ว RAM
      เพื่อให้มั่นใจก่อนซื้อ CPU/RAM ใหม่ว่าจะใส่ด้วยกันได้

  • ใช้ System Information ดูข้อมูลเพาเวอร์ซัพพลายและอุปกรณ์ที่ใช้ไฟเยอะ เพื่อประเมินว่าถ้าจะอัปเกรด GPU ใหม่ ต้องเพิ่ม PSU หรือไม่

  • เช็คประเภท Storage ว่าปัจจุบันใช้ SATA หรือ NVMe ถ้าต้องการบูตเครื่องและโหลดเกมเร็วขึ้น การย้ายไปใช้ NVMe SSD คือการอัปเกรดที่รู้สึกได้ชัด

  • สุดท้าย ให้เอาสเปคปัจจุบันไปเทียบกับ Minimum / Recommended Requirement ของเกมหรือซอฟต์แวร์ที่คุณใช้งาน เพื่อดูว่าอะไรควรอัปเกรดก่อนเป็นลำดับแรก

สรุป: เช็คสเปคให้ชัวร์ก่อน รูดบัตรค่อยว่ากัน

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไว แค่ซื้อของแรงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้อง เข้ากันกับของเดิม และตอบโจทย์งาน/เกมของเรา ด้วย

ก่อนจะอัปเกรดครั้งต่อไป ลองใช้เครื่องมือเหล่านี้

  • Task Manager, System Information – เช็คภาพรวมไวๆ

  • CPU-Z, Speccy, HWMonitor – เจาะลึกและเช็คความร้อนแบบจริงจัง

  • BIOS/UEFI, dxdiag, Command Prompt, Device Manager – ช่วยยืนยันรายละเอียดและวิเคราะห์ปัญหา

  • เว็บ/แอปออนไลน์ – ใช้เทียบระดับประสิทธิภาพกับเครื่องอื่นในตลาด

ทำแค่ไม่กี่ขั้นตอน คุณจะรู้เลยว่า ควรลงเงินกับอะไรเป็นอันดับแรก เพื่อให้คอมของคุณพร้อมสำหรับเกมใหม่ งานหนัก และโลก AI ในปี 2025 แบบคุ้มค่าทุกบาทที่จ่ายออกไป