รับแอปรับแอป

ซีเมนส์ x NVIDIA จุดไฟปฏิวัติ AI อุตสาหกรรม: จาก Digital Twin ถึงโรงงานอัจฉริยะทั่วโลก

พัชรี ศรีสุข01-30

ปฏิวัติ AI ในภาคอุตสาหกรรม เริ่มจริงแล้วที่ CES 2026

การปาฐกถาพิเศษของซีเมนส์บนเวที CES 2026 กลายเป็นเหมือนสัญญาณเปิดศักราชใหม่ของเทคโนโลยีสำหรับภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก

ในเวทีนี้ ซีเมนส์โชว์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าลูกค้าและพันธมิตรสามารถนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้เพื่อพลิกโฉมธุรกิจให้ล้ำหน้าไปอีกระดับได้อย่างไร ผ่านเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ผสานกับความเชี่ยวชาญเชิงลึกเฉพาะด้าน และเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกที่แข็งแกร่ง

เป้าหมายไม่ใช่แค่เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือผลลัพธ์ที่วัดได้จริง ทั้งด้านต้นทุน ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน

โรแลนด์ บุช ซีอีโอของซีเมนส์ เอจี เปรียบเทียบว่า เช่นเดียวกับที่ไฟฟ้าเคยเปลี่ยนโลกมาแล้วในอดีต วันนี้อุตสาหกรรมกำลังก้าวสู่ยุคที่ AI จะเป็นพลังขับเคลื่อนทุกอย่าง ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ โรงงาน อาคาร โครงข่ายไฟฟ้า ไปจนถึงระบบขนส่ง

เขาย้ำว่า Industrial AI ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมอีกต่อไป แต่เป็น “หัวใจ” ของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ซีเมนส์จึงพัฒนาโซลูชันแบบ AI-native ที่ฝังความฉลาดไว้ตั้งแต่การออกแบบ วิศวกรรม ไปจนถึงการดำเนินงานจริง เพื่อให้ธุรกิจคาดการณ์ปัญหาได้ล่วงหน้า เร่งการสร้างนวัตกรรม และลดต้นทุนไปพร้อมกัน

ด้วยการผสานเทคโนโลยีอย่าง Digital Twin ฮาร์ดแวร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และ Copilot ในพื้นที่การผลิต ซีเมนส์กำลังดึงเอาความอัจฉริยะเหล่านี้ออกจากโลกของโมเดลและซอฟต์แวร์ มาส่งผลในโลกจริง ทั้งด้านความเร็ว คุณภาพ และประสิทธิภาพ

ซีเมนส์ x NVIDIA: วางรากฐาน “ระบบปฏิบัติการ AI สำหรับอุตสาหกรรม”

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการต่อยอดความร่วมมือระยะยาวระหว่างซีเมนส์และเอ็นวิเดีย ซึ่งกำลังร่วมกันสร้าง Industrial AI Operating System หรือระบบปฏิบัติการ AI สำหรับภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ

ระบบนี้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนวิธีที่องค์กรออกแบบระบบ วางวิศวกรรม และบริหารจัดการการปฏิบัติงานจริง ให้กลายเป็นกระบวนการที่ใช้ AI เป็นตัวเร่งทุกขั้นตอน

ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้สามารถพัฒนาโซลูชันอุตสาหกรรมที่ใช้ AI เร่งประสิทธิภาพได้ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ตั้งแต่การออกแบบ การจำลอง การผลิต ไปจนถึงการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในภายหลัง

ผลลัพธ์ที่ซีเมนส์และเอ็นวิเดียตั้งเป้าไว้ ได้แก่:

  • เร่งการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่

  • สร้างฐานการผลิตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น

  • เพิ่มประสิทธิภาพเชิงปฏิบัติการในทุกมิติ

ทั้งสองบริษัทยังตั้งเป้าพัฒนา ไซต์การผลิตที่ปรับตัวด้วย AI ได้อย่างเต็มรูปแบบแห่งแรกของโลก โดยเริ่มจากโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ของซีเมนส์ในเมืองแอร์ลังเงิน ประเทศเยอรมนีในปี 2569 ซึ่งจะเป็นต้นแบบสำหรับการขยายสู่โรงงานอื่นทั่วโลกในอนาคต

เพื่อให้ภาพฝันนี้เกิดขึ้นจริง เอ็นวิเดียจะเป็นผู้จัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ไลบรารีสำหรับการจำลอง โมเดล เฟรมเวิร์ก และบลูพรินต์ต่าง ๆ ขณะที่ซีเมนส์จะนำทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน Industrial AI หลายร้อยคน พร้อมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ระดับแนวหน้าเข้ามาเสริม

ขอบเขตหลักที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันผลักดันประกอบด้วย:

  • การออกแบบอิเล็กทรอนิกส์แบบ AI-native (EDA)

  • การจำลองระบบแบบ AI-native

  • ห่วงโซ่อุปทานและการผลิตที่ปรับตัวด้วย AI

  • โรงงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI Factories)

ผสาน NVIDIA NIM และ Nemotron: ก้าวใหม่ของ EDA และ Generative AI

อีกหนึ่งก้าวสำคัญคือแผนของซีเมนส์ในการผสาน NVIDIA NIM และโมเดล AI แบบเปิด NVIDIA Nemotron เข้ากับกลุ่มซอฟต์แวร์ EDA ของบริษัท

เป้าหมายคือยกระดับเวิร์กโฟลว์ด้าน Generative AI และ Agentic AI สำหรับการออกแบบเซมิคอนดักเตอร์และแผงวงจร (PCB) ให้ฉลาดขึ้น เร็วขึ้น และแม่นยำยิ่งขึ้น

การผสานนี้ช่วยให้:

  • ปรับโมเดล AI ให้เหมาะกับโดเมนเฉพาะทางได้อย่างแม่นยำ

  • ดึงเอาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาเสริมการตัดสินใจของ AI

  • ลดต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ

องค์กรสามารถเลือกใช้โมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และปรับให้เข้ากับกรณีใช้งานเฉพาะของตัวเองได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ต้องสร้างทุกอย่างใหม่จากศูนย์

เจนเซน หวง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเอ็นวิเดียชี้ว่า Generative AI และการประมวลผลแบบเร่งความเร็ว ได้เปลี่ยน Digital Twin จากแค่การจำลองแบบพาสซีฟ ให้กลายเป็นระบบอัจฉริยะที่มีบทบาทจริงในโลกอุตสาหกรรม

การจับมือกับซีเมนส์จึงเท่ากับการหลอมรวมซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมชั้นนำเข้ากับแพลตฟอร์ม Full-Stack AI ของเอ็นวิเดีย เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถจำลองระบบที่ซับซ้อนผ่านซอฟต์แวร์ แล้วเชื่อมต่อไปสู่การทำงานอัตโนมัติและปฏิบัติการจริงได้อย่างไร้รอยต่อ

Digital Twin Composer: จากข้อมูลจริงสู่ Industrial Metaverse

เชื่อม Digital Twin เข้ากับข้อมูลเรียลไทม์

ซีเมนส์เปิดตัว Digital Twin Composer ซึ่งจะให้บริการผ่าน Siemens Xcelerator Marketplace ในช่วงกลางปี โดยแพลตฟอร์มนี้ผสานจุดแข็งของ Digital Twin ครอบคลุมของซีเมนส์ เข้ากับระบบจำลองที่ใช้ไลบรารี NVIDIA Omniverse และข้อมูลวิศวกรรมจากโลกจริงแบบเรียลไทม์

องค์กรสามารถใช้ Digital Twin Composer เพื่อ:

  • สร้างโมเดล 3 มิติเสมือนจริงของผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต หรือโรงงานทั้งโรง

  • จำลองการทำงานในสภาพแวดล้อม 3 มิติที่ต้องการ

  • ย้อนดูเหตุการณ์ในอดีต หรือจำลองอนาคต เพื่อประเมินผลกระทบจากตัวแปรต่าง ๆ อย่างแม่นยำ

ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ผลจากการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ หรือการปรับแบบวิศวกรรมใหม่ในโรงงาน ก่อนลงมือปรับปรุงของจริง

สร้าง Industrial Metaverse ในระดับสเกลใหญ่

Digital Twin Composer ยังเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อม Industrial Metaverse ในระดับใหญ่ โดยมีซอฟต์แวร์ของซีเมนส์ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Backbone)

องค์กรจึงสามารถดึง Industrial AI การจำลอง และข้อมูลโลกจริงแบบเรียลไทม์ มาใช้ประกอบการตัดสินใจในโลกเสมือนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

โซลูชันนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Siemens Xcelerator ซึ่งเป็นพอร์ตโฟลิโอซอฟต์แวร์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก ว่าเหมาะกับการพัฒนาแบบจำลองเสมือนจริงในระดับโปรดักชันจริง ๆ ไม่ใช่แค่เดโม่

เคสจริงจาก PepsiCo: เพิ่มกำลังผลิต 20% ลด CAPEX สูงสุด 15%

หนึ่งในตัวอย่างการใช้งานที่น่าสนใจคือความร่วมมือระหว่าง PepsiCo กับซีเมนส์ ในการยกระดับโรงงานผลิตและคลังสินค้าบางแห่งในสหรัฐฯ สู่ฐานการผลิตดิจิทัลเต็มรูปแบบ

PepsiCo ใช้การจำลองโรงงานและคลังสินค้าเป็นแบบจำลอง 3 มิติเสมือนจริงความละเอียดสูง พร้อมจำลองการปฏิบัติงานภายในทั้งระบบ รวมถึงห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร เพื่อกำหนดตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพตั้งแต่ต้น

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์คือ:

  • ปรับแต่งและตรวจสอบการตั้งค่าโรงงานได้รวดเร็วขึ้นมาก

  • เพิ่มกำลังการผลิตและประสิทธิภาพโดยรวมอย่างชัดเจน

  • เห็นภาพการดำเนินงานแบบรวมศูนย์แบบเรียลไทม์

  • วางรากฐานสำหรับการผสานเทคโนโลยี AI เพิ่มเติมในอนาคต

เมื่อใช้ Digital Twin Composer ผสานกับไลบรารี NVIDIA Omniverse และเทคโนโลยี Computer Vision PepsiCo สามารถสร้างแบบจำลองเสมือนจริงของทุกองค์ประกอบในโรงงาน ได้แก่:

  • เครื่องจักรทุกเครื่อง

  • สายพานลำเลียง

  • เส้นทางการขนย้ายสินค้า (Pallet Route)

  • เส้นทางการทำงานของพนักงาน

ทั้งหมดถูกจำลองในระดับฟิสิกส์ ทำให้ AI Agents สามารถทดสอบ ปรับ และจำลองการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแม่นยำ

ตัวเลขผลลัพธ์ที่น่าจับตา:

  • ระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ล่วงหน้าสูงสุดถึง 90% ก่อนปรับพื้นที่จริง

  • เพิ่มปริมาณการผลิตได้สูงถึง 20% ตั้งแต่เริ่มใช้งาน

  • ทำ Design Validation ได้เกือบ 100%

  • ลด CAPEX ได้ประมาณ 10–15% จากการค้นพบขีดความสามารถที่ซ่อนอยู่ในระบบเดิม และทดลองความคุ้มค่าการลงทุนในโลกเสมือนก่อนตัดสินใจจริง

นี่คือภาพชัด ๆ ว่า Digital Twin + AI ไม่ได้เป็นแค่คอนเซปต์ แต่ให้ผลลัพธ์ที่วัดได้จริงในโรงงานระดับโลก

Industrial Copilot รุ่นใหม่: คน + AI ทำงานร่วมกันในสายการผลิต

ซีเมนส์ยังตอกย้ำความร่วมมือกับ Microsoft โดยเฉพาะการพูดคุยกับ Jay Parikh รองประธานบริหารฝ่าย CoreAI ของ Microsoft ว่า ทั้งสองบริษัทกำลังเชื่อมโลก IT และโลกการปฏิบัติงาน (OT) เข้าหากันผ่าน AI

เป้าหมายคือช่วยให้องค์กรในหลายอุตสาหกรรม:

  • เพิ่มผลิตภาพของทีมงาน

  • ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง

  • สร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในผลงานเด่นคือการพัฒนา Industrial Copilot ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งออกแบบมาให้เป็นผู้ช่วย AI สำหรับคนทำงานสายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ

ซีเมนส์ประกาศว่าจะขยาย AI-powered Copilot ให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่าของภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่การออกแบบ การจำลอง การจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการผลิตและการดำเนินงานจริง

จะมี Copilot จำนวน 9 รายการเปิดตัวสำหรับใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์สำคัญของซีเมนส์ เช่น Teamcenter, Polarion และ Opcenter โดยแต่ละ Copilot จะมีหน้าที่เฉพาะ เช่น:

  • เพิ่มความคล่องตัวในการจัดการข้อมูลผลิตภัณฑ์ ลดข้อผิดพลาด และเร่งการออกสู่ตลาด

  • จัดการกฎระเบียบและข้อบังคับแบบอัตโนมัติ ลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย และทำให้การอนุมัติเอกสารเร็วขึ้น

  • พลิกโฉมกระบวนการผลิตให้ประหยัดต้นทุน แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานไปพร้อมกัน

Copilot เหล่านี้ พร้อมด้วยโซลูชัน AI ด้านอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในพอร์ตโฟลิโอของซีเมนส์ เปิดให้ใช้งานบน Siemens Xcelerator Marketplace สำหรับบริษัททุกขนาดแล้ว

AI กำลังเปลี่ยนเกม: ตั้งแต่ชีววิทยาศาสตร์ พลังงาน จนถึงโรงงาน

Life Sciences: เร่งการค้นพบยาใหม่ด้วยข้อมูล + Digital Twin

ในอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ การเข้าซื้อกิจการ Dotmatics ทำให้ซีเมนส์สามารถนำข้อมูลการวิจัยมหาศาลมารวมกับโซลูชัน AI ของตัวเอง เพื่อเร่งกระบวนการค้นคว้าพัฒนายา

แพลตฟอร์ม Luma ของ Dotmatics ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์รวบรวมข้อมูลหลายพันล้านรายการจากเครื่องมือและห้องแล็บต่าง ๆ มารวมเป็นฐานข้อมูลเดียวที่พร้อมใช้สำหรับการวิเคราะห์ด้วย AI

เมื่อผสานกับซอฟต์แวร์ Simcenter และเทคโนโลยี Digital Twin ทีมวิจัยจะสามารถ:

  • ทดสอบโมเลกุลเสมือนในโลกดิจิทัล

  • คัดกรองตัวยาที่มีศักยภาพสูงได้เร็วขึ้นมาก

  • จำลองการขยายกำลังผลิตในโลกเสมือน ก่อนลงทุนจริง

ผลที่ตามมาคือ การรักษาใหม่ ๆ สามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้เร็วขึ้นถึง 50% พร้อมต้นทุนที่ต่ำลง

พลังงาน: Fusion เป็นแหล่งพลังงานสะอาดไร้ขีดจำกัด

ในด้านพลังงาน บริษัท Commonwealth Fusion Systems (CFS) ใช้เทคโนโลยีของซีเมนส์เป็นหัวใจในการออกแบบและสร้างเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันเชิงพาณิชย์ ซึ่งถูกมองว่าอาจกลายเป็นแหล่งพลังงานสะอาดแทบไร้ขีดจำกัดในอนาคต

CFS ใช้ซอฟต์แวร์ออกแบบควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลของซีเมนส์ เพื่อเร่งการพัฒนาและทดสอบต้นแบบ จัดการกับความซับซ้อนระดับอุตสาหกรรมใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน

การผลิต: แว่นอัจฉริยะ + Industrial AI ในหน้างานจริง

ในภาคการผลิต ซีเมนส์ประกาศความร่วมมือเพื่อผสาน เทคโนโลยี Industrial AI เข้ากับแว่นตาอัจฉริยะ Meta Ray-Ban AI เพื่อยกระดับการทำงานของพนักงานในสายการผลิต

จุดเด่นคือการให้คำแนะนำผ่านเสียงแบบเรียลไทม์ ให้ข้อมูลด้านความปลอดภัย และแนวทางการแก้ปัญหาแบบ Hands-Free ไม่ต้องถือคู่มือหรือใช้มือแตะอุปกรณ์ ทำให้พนักงานสามารถ:

  • แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เร็วขึ้น

  • ทำงานได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

  • ลดโอกาสผิดพลาดในหน้างานจริง

เทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับชีวิตประจำวัน

ภายในบูธของซีเมนส์ที่ Las Vegas Convention Center บริษัทนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมาจัดแสดง ทั้งด้านการออกแบบ การจำลอง ระบบอัตโนมัติ AI และ Digital Twin โดยเน้นโซลูชันที่จับต้องได้จริง

ตัวอย่างกรณีใช้งานที่น่าสนใจ ได้แก่:

  • PepsiCo: ยกระดับการดำเนินงานทั่วโลกให้ทันสมัยขึ้น รองรับความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ด้วยกระบวนการผลิตและคลังสินค้าแบบดิจิทัล ช่วยให้เกิดนวัตกรรมเร็วขึ้น การผลิตคล่องตัวขึ้น และการตัดสินใจด้านห่วงโซ่อุปทานฉลาดขึ้น

  • Commonwealth Fusion Systems (CFS): ใช้เทคโนโลยีของซีเมนส์สร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่ครบวงจร เพื่อเร่งการออกแบบและการผลิตแหล่งพลังงานฟิวชันที่สะอาด ปลอดภัย และแทบไร้ขีดจำกัด

  • Haddy: ปฏิวัติการผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ผสานกับโรงงานขนาดเล็กใกล้ลูกค้า (Localized Micro Factories) ที่สามารถผลิตสินค้าคุณภาพสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งมอบได้รวดเร็ว Haddy ร่วมมือกับซีเมนส์เพื่อปรับกระบวนการออกแบบ เพิ่มประสิทธิผลในการดำเนินงาน และขยายธุรกิจอย่างมีระบบ

นอกจากนี้ ซีเมนส์ยังเปิดตัว eXplore Tour Mobile Experience ซึ่งเป็นประสบการณ์การเรียนรู้แบบอินเทอร์แอคทีฟด้าน Industrial Automation บนรถบรรทุก 18 ล้อ ที่จัดแสดงการผสานเทคโนโลยีต่าง ๆ ของซีเมนส์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและปลดล็อกประสิทธิภาพระดับใหม่

หลังจบงาน CES รถโมบายล์นี้จะออกเดินสายทั่วสหรัฐฯ พร้อมจุดแวะสำคัญหลายแห่ง เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสโซลูชันจริงในหน้างาน

Autonomous Vehicle Experience: รถไร้คนขับในโลกเสมือนเต็มรูปแบบ

เป็นครั้งแรกที่ซีเมนส์จัดแสดง Autonomous Vehicle Experience โดยไฮไลต์คือเทคโนโลยี PAVE360 Automotive ซึ่งเป็น Digital Twin ในระดับระบบ (System-Level)

เทคโนโลยีนี้ออกแบบมาเพื่อ:

  • เร่งการพัฒนายานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (Software-Defined Vehicles)

  • ทดสอบระบบยานยนต์ในสภาพแวดล้อมจำลองที่ใกล้เคียงโลกจริงแบบเต็มรูปแบบ

ภายในบูธมีการสาธิตการทำงานของ PAVE360 ร่วมกับรถยนต์จริงที่ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ ภายใต้สภาพแวดล้อมเสมือนที่จำลองสถานการณ์ซับซ้อนต่าง ๆ

ผลลัพธ์คือ ผู้พัฒนาไม่จำเป็นต้องรอทดสอบทุกอย่างบนถนนจริง แต่สามารถใช้ Digital Twin ทดสอบ ปรับ และยืนยันความปลอดภัยในโลกเสมือนก่อนลงสู่การใช้งานจริง

สรุป: จากวิสัยทัศน์สู่ของจริง โลกอุตสาหกรรมยุค AI-native เริ่มแล้ว

จาก CES 2026 เราเห็นชัดว่า ซีเมนส์ไม่ได้มอง AI แค่ในระดับฟีเจอร์ แต่กำลังสร้าง โครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบสำหรับ “อุตสาหกรรมยุค AI-native”

จิ๊กซอว์ที่ถูกประกอบเข้าด้วยกันมีทั้ง:

  • Industrial AI Operating System ที่ร่วมพัฒนากับเอ็นวิเดีย

  • Digital Twin Composer และ Industrial Metaverse

  • Copilot สำหรับสายงานอุตสาหกรรมตั้งแต่ดีไซน์ถึงการผลิต

  • การประยุกต์ใช้ AI ใน Life Sciences พลังงาน และโรงงานจริง

  • การทดลองเทคโนโลยีรถไร้คนขับผ่าน Digital Twin ระดับระบบ

สำหรับคนทำงานด้านอุตสาหกรรม การผลิต หรือโครงสร้างพื้นฐาน นี่คือสัญญาณชัด ๆ ว่า:

  • AI จะไม่ใช่ “ของเสริม” แต่เป็นมาตรฐานใหม่ของการแข่งขัน

  • ความได้เปรียบจะอยู่ที่การสร้าง Digital Twin, ใช้ข้อมูลเรียลไทม์ และผสาน AI เข้ากับการตัดสินใจในทุกวัน

ใครเริ่มทดลองและเรียนรู้ตั้งแต่วันนี้ ก็จะพร้อมที่สุดในวันที่ Industrial AI กลายเป็นเรื่องปกติในทุกโรงงานและทุกสายการผลิตบนโลกใบนี้