รับแอปรับแอป

9 เทรนด์ AI-Native ที่จะพลิกโครงสร้างไอทีองค์กรไทยก่อนปี 2026 (ถ้ายังไม่ปรับ วันนี้คือช้าทันที)

นพดล แก้วคำ01-30

จาก Cloud-Native สู่ยุค AI-Native จริงจังเสียที

ระบบอัตโนมัติที่ฉลาดพอจะเรียนรู้และตัดสินใจเองไม่ใช่แค่คำโปรยอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น โครงสร้างหลักของดาต้าเซ็นเตอร์และเครือข่ายองค์กร โดยเฉพาะในไทยและเอเชีย

HPE มองว่าในปี 2026 โครงสร้างพื้นฐานแบบอัจฉริยะจะก้าวข้ามสถานะ “ของลองเล่น” กลายเป็น หัวใจของระบบที่เรียนรู้เอง ปรับตัวเอง และเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยได้เอง แทบไม่ต้องให้มนุษย์ลงไปนั่งไล่ตั้งค่าทีละจุดอีกแล้ว

ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังเดินหน้าเข้าสู่โมเดล AI-Native เต็มตัว ทั้งการออกแบบ การบริหารจัดการ และวิธีสร้างมูลค่าจากโครงสร้างพื้นฐานองค์กร

1. ดาต้าเซ็นเตอร์ AI-Native: จากระบบเสริม สู่สมองกลางขององค์กร

ภายในปี 2026 แนวคิด “AI-Native” จะขึ้นมาแทน “Cloud-Native” ในฐานะมาตรฐานใหม่ของดาต้าเซ็นเตอร์

AI จะถูกฝังอยู่ทุกจุดของการปฏิบัติงาน ตั้งแต่

  • การจัดสรรเวิร์กโหลด

  • การมอนิเตอร์โครงสร้างสายเคเบิล

  • การวิเคราะห์สถานะระบบแบบต่อเนื่อง

ทั้งหมดจะเชื่อมกันเป็น วงจรปิด (Closed-loop) ที่สามารถ

  • คาดการณ์ความขัดข้องล่วงหน้า

  • ปรับแต่งประสิทธิภาพการทำงานโดยอัตโนมัติ

  • ลดการใช้พลังงานให้เหมาะสมที่สุด

โดยแทบไม่ต้องให้ทีมงานลงไปแตะระบบเอง การดูแลโครงสร้างพื้นฐานจะขยับจาก “คอนฟิกทีละจุด” ไปสู่ “วางเจตนาและเป้าหมาย แล้วให้ระบบจัดการให้”

2. Edge Data Center กลายร่างเป็น “Micro-Hyperscaler” สำหรับทุกอุตสาหกรรม

Edge Data Center จะไม่ใช่แค่จุดประมวลผลเล็ก ๆ ในสาขาอีกต่อไป แต่จะวิวัฒน์สู่รูปแบบ “Micro-Hyperscaler” ที่ดึงศักยภาพระดับ Hyperscale มาไว้ใกล้ผู้ใช้งานมากขึ้น

ขุมพลังใหม่นี้เกิดจากการผสาน:

  • Ethernet ความเร็วสูง

  • ระบบประมวลผล AI แบบ Inference ใกล้จุดใช้งาน

  • ระบบปฏิบัติงานอัตโนมัติแบบจัดการตัวเอง

ผลลัพธ์คือองค์กรทุกภาคส่วน ตั้งแต่หน่วยงานท้องถิ่น ร้านค้าปลีก ไปจนถึงสถาบันการศึกษา จะเข้าถึง

  • ความยืดหยุ่นด้านโครงสร้างพื้นฐาน

  • ความสามารถแข่งขันที่ดีขึ้น

  • ความมั่นใจด้านกฎระเบียบและการปฏิบัติตามมาตรฐาน

โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ยักษ์ด้วยตัวเอง

3. สมรภูมิ AI Fabrics: ดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มออกแบบจาก “เครือข่าย” เป็นอันดับแรก

งาน AI ขยายตัวทั้งขนาดและความซับซ้อน การมองแค่พลังประมวลผลไม่พออีกต่อไป โครงสร้างเครือข่ายจึงกลายเป็นจุดตั้งต้นใหม่ของการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์

Open Ethernet มีแนวโน้มจะเข้ามาแทนระบบปิดแบบเดิม ช่วยให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขยับจาก

  • โครงสร้างแบบ “AI Clusters” แยกเป็นก้อน ๆ

  • ไปสู่ “AI Fabrics” ที่เป็น เครือข่ายอัจฉริยะทั้งผืน

AI Fabrics จะถูกออกแบบเฉพาะเพื่อรองรับทั้งการฝึกสอนและการประมวลผล AI ขนาดใหญ่ ให้

  • วิ่งเร็ว

  • เสถียร

  • ปรับขยายง่าย

4. Ethernet ฉลาดขึ้น: ขยับสู่ระบบอัตโนมัติเต็มตัว

Ethernet จะไม่ใช่แค่ท่อส่งข้อมูลอีกต่อไป แต่จะถูกยกระดับเป็น โครงข่ายที่คิดเองเป็น ผ่านชิปสวิตช์ ASICs ที่เสริมความสามารถด้าน AI

ชิปเหล่านี้จะช่วย:

  • จัดการความแออัดของเครือข่าย

  • รับมือไมโครเบิร์สต์ (ทราฟฟิกหนาแน่นในช่วงเสี้ยววินาที)

  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

พลังดังกล่าวจะทำให้แนวคิด Intent-based Networking ใช้งานได้จริง ระบบเครือข่ายจะสามารถ

  • เรียนรู้พฤติกรรมการใช้งาน

  • คาดการณ์ปัญหา

  • ปรับแต่งเส้นทางและคอนฟิกแบบเรียลไทม์

โดยที่วิศวกรไม่จำเป็นต้องนั่งไล่แก้ปัญหาทีละจุดเหมือนในอดีตอีกต่อไป

5. ความปลอดภัยฝังใน Fabric: Zero Trust จากแกนระบบ ไม่ใช่แค่ชั้นป้องกันรอบนอก

ยุคใหม่ของโครงสร้างเครือข่ายจะไม่มองความปลอดภัยเป็น “ของเสริม” อีกต่อไป แต่จะ ฝังกลไกด้านความปลอดภัยเข้าไปใน Fabric ตั้งแต่ระดับออกแบบ

เทคโนโลยีอย่าง AI-driven Trust Scoring จะเข้ามาช่วย:

  • ประเมินความน่าเชื่อถือของกิจกรรมในระบบแบบอัตโนมัติ

  • แบ่งส่วนการเข้าถึงเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง

  • ปกป้องการรับส่งข้อมูลภายในแบบลึกถึงระดับโครงสร้าง

ผลลัพธ์คือแนวคิด ดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Zero Trust จะกลายเป็นรูปธรรมมากขึ้น ตรวจจับและสกัดภัยคุกคามไซเบอร์ได้ในความเร็วระดับเครือข่ายจริง ไม่ใช่แค่ระดับล็อกไฟล์

ในขณะเดียวกัน เครือข่ายทั้งแบบมีสายและไร้สาย จะถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิด AI-Native เพื่อ

  • ลดงานเชิงปฏิบัติการของวิศวกร

  • เปิดทางให้ทีมเทคนิคขยับสู่บทบาทเชิงกลยุทธ์มากขึ้น

6. AIOps คือพระเอกใหม่ สำคัญกว่าการเลือกแค่ Wi‑Fi มาตรฐานไหน

โฟกัสของการบริหารเครือข่ายจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากการ “เลือกมาตรฐาน Wi‑Fi รุ่นไหน” ไปสู่การ ยกระดับ AIOps ให้เก่งที่สุด ภายในปี 2026

AIOps จะกลายเป็นกลไกหลักในการตัดสินใจแบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะในเรื่อง:

  • การเลือกและจัดสรรคลื่นสัญญาณที่เหมาะสม

  • การรองรับการทำงานแบบ Multi-link Operation

  • การควบคุมความแออัดแบบเชิงคาดการณ์

  • การปรับแต่งสัญญาณ RF แบบเรียลไทม์

เมื่อระบบฉลาดพอ งานอย่าง

  • ตั้งค่า SSID

  • เลือกย่านความถี่

  • กำหนดช่องสัญญาณด้วยมือ

จะค่อย ๆ ลดความสำคัญลง เพราะเครือข่ายทั้งมีสายและไร้สายจะถูกดึงมาบริหารแบบ รวมศูนย์ภายใต้เจตนาทางธุรกิจขององค์กร มากกว่ามองเป็นแค่คอนฟิกด้านเทคนิค

7. Agentic AI ทำให้ LAN “รุกก่อน” ปัญหา เกิดปัญหาช้ากว่าที่ระบบแก้เสร็จ

เครือข่ายอัตโนมัติจะกลายเป็น มาตรฐานพื้นฐานขององค์กร ไม่ใช่ตัวเลือกเสริม โดยมีสองขุมพลังสำคัญ:

  • Agentic AI ที่สุกงอมพร้อมใช้งานจริง

  • ระบบคลาวด์อัจฉริยะที่ขยายตัวได้ตามภาระงาน

LAN จะเปลี่ยนจากโหมด “รอให้ผู้ใช้ร้องเรียนก่อนแล้วค่อยแก้” ไปสู่โหมด “ปรับประสบการณ์ให้ดีล่วงหน้า” ผ่านความสามารถเหล่านี้:

  • สวิตช์และ Access Point ที่ฝัง AI ในตัว

  • การวิเคราะห์พฤติกรรมและคาดการณ์ความต้องการของระบบ

  • การแก้ปัญหาก่อนที่ผู้ใช้จะรู้ตัวว่าเริ่มมีปัญหา

แม้แต่งาน Routine อย่าง

  • ตรวจจับความผิดปกติของฮาร์ดแวร์

  • วางแผนเปลี่ยนอุปกรณ์หรืออะไหล่

ก็จะถูกจัดการโดย AI แบบอัตโนมัติ ช่วยลดทั้ง Downtime และภาระของทีม IT อย่างเห็นภาพชัดเจน

8. โซลูชันครบวงจร: จากระบบแยกส่วน สู่ประสบการณ์เดียว

องค์กรจะค่อย ๆ เลิกบริหารเครือข่ายแบบแยกชิ้น เพราะความซับซ้อนสูงเกินจะดูแลแบบ Manual ได้อีกต่อไป

เทรนด์ใหม่คือการมองหา สถาปัตยกรรมแบบครบวงจร (Full Stack, End-to-End) ที่บริหารได้ผ่านกรอบการทำงานแบบรวมศูนย์บนคลาวด์ ผสานกับระบบ AI-Native ที่ดูแลตัวเองได้ส่วนใหญ่

จุดมุ่งหมายคือให้มี แหล่งข้อมูลชุดเดียว (Single Source of Truth) สำหรับดูแลเรื่อง

  • ประสบการณ์การใช้งาน

  • ความปลอดภัย

  • อายุการใช้งานอุปกรณ์

ครอบคลุมตั้งแต่

  • ระบบเครือข่าย

  • ระบบประมวลผล

  • ระบบจัดเก็บข้อมูล

จาก Edge ไปจนถึงคลาวด์

แพลตฟอร์มอย่าง OpsRamp จะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโลกของ Observability และ Operations เข้าด้วยกัน องค์กรจึงจะโฟกัสที่ผู้ให้บริการซึ่งสามารถส่งมอบ

  • โซลูชันแบบ Full Stack ที่เชื่อมโยงกันจริง

  • อยู่ภายใต้กรอบ AI เดียวกัน

มากกว่าการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เดี่ยว ๆ แล้วค่อยเอามาต่อประกอบเอง

9. วิศวกรเครือข่ายไม่หายไป แต่ยกระดับสู่สถาปนิกเชิงกลยุทธ์

ปี 2026 จะเป็นหมุดหมายสำคัญของ สายอาชีพด้านเครือข่าย เพราะองค์กรจะ

  • ไม่ได้เอา AI มาแทนคน

  • แต่ใช้ AI เพื่อเพิ่มพลังและขยายขอบเขตความสามารถของวิศวกร

Agentic AI และผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง AI Copilot ถูกผสานเข้ากับระบบ IT แล้ว ทำให้

  • งาน Routine จำนวนมากเปลี่ยนเป็นอัตโนมัติ

  • Generative AI รับบทเป็นด่านหน้าในการสนับสนุนการปฏิบัติงาน

ตั้งแต่

  • ตรวจจับความผิดปกติของระบบ

  • แก้ไขหรือปรับนโยบาย

  • วางแผนเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ล่วงหน้า

บทบาทของวิศวกรเครือข่ายจะขยับจาก

  • การนั่งตั้งค่ารายละเอียดปลีกย่อย

ไปสู่

  • การกำหนดเจตนารมณ์ของระบบด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย

  • การตรวจสอบว่าระบบทำงานตรงกับเป้าหมายที่วางไว้

  • การกำกับผลลัพธ์ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจ

AI จะกลายเป็นแกนกลางของงานปฏิบัติการประจำวัน ขณะที่มนุษย์จะเป็นคนวางทิศทางและใช้ AI เป็นเลเยอร์เร่งความสำเร็จของโครงสร้างไอทีทั้งองค์กร

บทสรุป: ใครเริ่ม AI-Native ก่อน ได้เปรียบทั้งสปีด ทั้งต้นทุน

ภาพรวมของทั้ง 9 เทรนด์สะท้อนชัดว่าโลกโครงสร้างพื้นฐานองค์กรกำลังเคลื่อนจากยุค

  • Cloud-Native ที่เน้นย้ายขึ้นคลาวด์

ไปสู่ยุค

  • AI-Native ที่ให้ระบบทั้งเครือข่ายและดาต้าเซ็นเตอร์ “คิดและลงมือเองได้”

องค์กรที่เริ่มวางโครงสร้างให้พร้อมรับ AI-Native ตั้งแต่วันนี้ จะได้เปรียบทั้งในแง่

  • ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน

  • ความปลอดภัยเชิงรุก

  • ความยืดหยุ่นในการแข่งขัน

และที่สำคัญที่สุด คือสามารถ ปลดล็อกเวลาและศักยภาพของทีมเทคนิค ให้หันมาขับเคลื่อนกลยุทธ์เชิงธุรกิจ แทนที่จะจมอยู่กับงานแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบเดิม