ยุคที่ AI ช่วยเขียนโค้ด…และช่วยแฮกเราด้วย
การใช้ AI ในองค์กร โดยเฉพาะบนคลาวด์ กำลังโตแบบพุ่งทะยาน แต่ด้านมืดของเทรนด์นี้คือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ระเบิดขึ้นตามมาอย่างรวดเร็ว
รายงานสถานะความปลอดภัยบนคลาวด์ ปี 2568 ของ Palo Alto Networks ชี้ว่า 99% ขององค์กรเคยถูกโจมตีผ่านระบบ AI บนคลาวด์อย่างน้อยหนึ่งครั้งในปีที่ผ่านมา
และที่โหดกว่านั้น คือองค์กรจำนวนมากเร่งใช้ GenAI มาช่วยเขียนโค้ด จนเกิดโค้ดเสี่ยงเต็มระบบ แต่ทีม Security แก้ตามไม่ทัน กลายเป็น “ความเสี่ยงสะสม” ที่รอวันระเบิด
สัดส่วนโค้ดใหม่รายสัปดาห์ที่ถูกสร้างด้วย GenAI: 52%
โค้ดที่ทีมความปลอดภัยแก้ช่องโหว่ได้ทัน: แค่ 18%
พูดง่าย ๆ คือ โค้ดเสี่ยงกำลังโตเร็วกว่าคนแก้หลายเท่า
AI บนคลาวด์: ตัวเร่งนวัตกรรมหรือเชื้อเพลิงโจมตี?
โครงสร้างพื้นฐานบนคลาวด์ถูกขยายอย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับการใช้งาน AI ที่วิ่งกันแทบทุกเวิร์กโหลด ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลโมเดล การเก็บข้อมูล หรือการต่อ API กับระบบต่าง ๆ
แต่การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ กลายเป็นเป้าหมายชั้นดีของแฮกเกอร์:
กว่า 99% ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่า ระบบ AI ของตน เคยถูกโจมตีบนคลาวด์ แล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบปี
ขณะเดียวกัน องค์กรก็ใช้ GenAI มาช่วยเขียนโค้ดจำนวนมาก โดยไม่ได้มีระบบตรวจสอบความปลอดภัยที่ทันต่อปริมาณโค้ดที่เพิ่มขึ้น
ผลลัพธ์คือ คลาวด์ในหลายองค์กรกำลังสะสมช่องโหว่แบบเงียบ ๆ จากโค้ดที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งกระจายอยู่เต็มระบบ ตั้งแต่เลเยอร์แอปพลิเคชันไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน
เสียงเตือนจาก Palo Alto Networks: ความปลอดภัยแบบเดิมไม่รอดแล้ว
ผู้บริหารด้านผลิตภัณฑ์ของฝ่าย Cortex จาก Palo Alto Networks สะท้อนภาพชัดเจนว่า การทุ่มลงทุนด้านคลาวด์เพื่อขับเคลื่อนโครงการ AI นั้น ไม่ได้มีแต่ด้านบวก
องค์กรจำนวนมากกำลัง เปิดประตูรับการโจมตีรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แนวทางป้องกันคลาวด์แบบเดิม ไม่ทัน รูปแบบภัยคุกคามยุค AI
ทีมความมั่นคงปลอดภัยต้องรับมือกับการโจมตีที่ รวดเร็ว อัตโนมัติ และต่อเนื่อง
แต่เครื่องมือเดิมกลับ กระจัดกระจาย เชื่องช้า และเน้นการแก้ปัญหาแบบแมนนวล
สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือมุมมองต่อ Security บนคลาวด์ องค์กรต้องมองเกินกว่า “แดชบอร์ดรายงานความเสี่ยง” ที่แก้ไม่จบ และหันไปหาแพลตฟอร์มแบบ Agentic-First ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับโค้ดไปจนถึงคลาวด์และ SOC (Security Operations Center)
เป้าหมายไม่ใช่แค่รู้ว่ามีช่องโหว่ แต่ต้องแก้ได้ไวกว่าแฮกเกอร์ลงมือ
เมื่อ AI กลายเป็นทั้งอาวุธและจุดอ่อนของคลาวด์
จากการสำรวจผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยกว่า 2,800 คน ใน 10 ประเทศ รายงานสะท้อนหลาย Insight สำคัญเกี่ยวกับการใช้งาน AI ผ่านคลาวด์ที่กำลังเปลี่ยน Landscape ของ Cybersecurity
1. ความเสี่ยงรูปแบบใหม่บนคลาวด์
แฮกเกอร์ไม่ได้โจมตีแบบเดิม ๆ อีกต่อไป แต่หันไปเล่นงาน ระบบพื้นฐานของคลาวด์ โดยตรง เช่น:
โครงสร้างพื้นฐาน API
ระบบยืนยันตัวตน (identity)
การเคลื่อนย้ายภายในเครือข่าย (lateral movement)
สิ่งเหล่านี้เพิ่มภาระอย่างหนักให้ทีม Security ที่เดิมก็งานล้นมืออยู่แล้ว
2. การโจมตีผ่าน API พุ่งขึ้น 41%
AI ในรูปแบบ agentic AI จำเป็นต้องพึ่งพา API เป็นหลัก ทำให้เมื่อการใช้งาน AI เพิ่มขึ้น การโจมตีผ่าน API ก็พุ่งตามไปด้วย
สถิติชี้ว่า การโจมตีผ่าน API เพิ่มขึ้นถึง 41%
API จึงกลายเป็น จุดอ่อนสำคัญ ที่ถูกเล็งมากขึ้นเรื่อย ๆ
3. ระบบยืนยันตัวตนยังเป็นจุดอ่อนไม่เปลี่ยน
กว่า 53% ของผู้ตอบแบบสำรวจมองว่า ระบบ Identity and Access Management (IAM) เป็นหนึ่งในความท้าทายหลักของ Cybersecurity
ระบบจัดการสิทธิ์ที่ไม่รัดกุม กำลังกลายเป็น ประตูหน้า ให้การโจมตีและการรั่วไหลของข้อมูล
4. Lateral Movement บนคลาวด์ยังคงน่ากลัว
ราว 28% ของผู้ตอบแบบสำรวจชี้ว่า การให้สิทธิ์เข้าถึง Cloud Workloads แบบกว้างเกินไป กำลังสร้างปัญหาใหญ่
เมื่อแฮกเกอร์เข้าได้จุดหนึ่ง ก็ เคลื่อนย้ายภายในเครือข่ายได้ง่าย
การโจมตีเล็ก ๆ สามารถขยายเป็น เหตุการณ์ระดับร้ายแรง ได้ไม่ยาก
ทำไมต้องรวม Cloud Security เข้ากับ SOC ให้แนบสนิท
ความซับซ้อนที่มาจากการใช้ผู้ให้บริการหลายราย และเครื่องมือความปลอดภัยที่กระจัดกระจาย กำลังกลายเป็น จุดอ่อนแทนที่จะเป็นเกราะป้องกัน
การรวมศูนย์ระบบความปลอดภัยบนคลาวด์เข้ากับศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย (SOC) จึงกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เครื่องมือเยอะ ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยขึ้น
โดยเฉลี่ยองค์กรหนึ่งใช้เครื่องมือด้าน Cloud Security ถึง 17 ตัว จากผู้ให้บริการ 5 ราย
ผลคือข้อมูลกระจัดกระจาย การมองภาพรวมทำได้ยาก และการตอบสนองต่อภัยคุกคามล่าช้า
ทำให้ 97% ของผู้ตอบแบบสำรวจให้ความสำคัญกับการ รวมศูนย์แพลตฟอร์มด้านความปลอดภัยบนคลาวด์ ให้มาอยู่ในที่เดียว
การทำงานแบบไซโล = ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา
เมื่อทีมคลาวด์ กับทีม SOC ทำงานแยกกัน ข้อมูลไม่เชื่อมกัน เวิร์กโฟลว์ไม่ต่อเนื่อง ปัญหาก็ตามมาเต็ม ๆ
ราว 30% ของทีมต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งวันในการแก้ไขเหตุการณ์ความปลอดภัยแต่ละครั้ง
ในโลกที่แฮกเกอร์ใช้ AI เร่งสปีดการโจมตี การช้าไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็อาจสายเกินไป
คลาวด์กับ SOC ต้องเป็นทีมเดียวกัน
เสียงส่วนใหญ่ขององค์กรชัดเจน:
89% เชื่อว่าความมั่นคงปลอดภัยบนคลาวด์และแอปพลิเคชัน จำเป็นต้อง ผสานการทำงานกับทีม SOC แบบเต็มรูปแบบ
ไม่ใช่แค่ส่ง Alert ข้ามทีม แต่ต้องเชื่อมตั้งแต่โค้ด → คลาวด์ → Monitoring → Incident Response อยู่ใน Flow เดียวกัน
เมื่อแฮกเกอร์ใช้ AI เราก็ต้องใช้ AI ป้องกันแบบอัตโนมัติและครบวงจร
เมื่อฝั่งโจมตีหยิบ AI มาใช้เพื่อเร่งความเร็ว การป้องกันแบบเดิม ๆ ที่เน้นมอนิเตอร์แบบ static และใช้เครื่องมือแบบแยกส่วน ก็ไปไม่ทันโลกอีกแล้ว
รายงานย้ำชัดว่า การใช้งานบนคลาวด์ในแบบปัจจุบันกำลังสร้างช่องโหว่ให้แฮกเกอร์ใช้ประโยชน์ได้ง่ายขึ้น หากไม่มีการปรับแนวทางป้องกันให้ตอบโจทย์ยุค AI
องค์กรจึงต้องการโซลูชันที่:
ทำงานแบบ ครบวงจร (end-to-end)
เน้นการดำเนินการเชิงรุก เพื่อลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ
รองรับการ ตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
หนึ่งในแนวทางที่ถูกพูดถึงคือการใช้แพลตฟอร์มที่ผสานความสามารถหลายด้านเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่การปกป้องแอปพลิเคชันบนคลาวด์ (CNAPP) ไปจนถึงระบบตรวจจับและตอบสนอง (CDR) ที่ต่อยอดด้วย agentic แนวคิดแพลตฟอร์มที่เน้นการเชื่อมตั้งแต่โค้ด ไปยังคลาวด์ และศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัยในเส้นเดียว
เป้าหมายสูงสุดคือ ทำให้นวัตกรรมบนคลาวด์เติบโตได้เต็มที่ โดยไม่กลายเป็นเหยื่อของ AI ฝั่งผู้โจมตี
บทสรุปสำหรับสายเขียนโค้ดด้วย AI
สำหรับคนที่ใช้ GenAI ช่วยเขียนโค้ด หรือกำลังพัฒนาแอปบนคลาวด์ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของทีม Security อีกต่อไป แต่กระทบตั้งแต่ตอนคุณเริ่มพิมพ์โค้ดบรรทัดแรก
ประเด็นที่ควรจำให้ขึ้นใจ:
GenAI เขียนโค้ดได้เร็วมาก แต่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย
ช่องโหว่เล็ก ๆ ที่ถูกปล่อยผ่านไปทุกสัปดาห์ จะสะสมกลายเป็นความเสี่ยงก้อนใหญ่บนคลาวด์
API, IAM และสิทธิ์การเข้าถึง คือสามจุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
คลาวด์กับ SOC ไม่ควรเป็นสองโลกที่แยกขาดจากกันอีกต่อไป
ถ้าคุณเขียนโค้ดด้วย AI อยู่ทุกวัน นี่คือสัญญาณเตือนให้หันกลับมาดูว่า โค้ดของคุณกำลังกลายเป็นเกราะ หรือกลายเป็นประตูให้แฮกเกอร์ อยู่กันแน่

