Copilot โฆษณาแรง แต่โดนชิ่งกลับแรงกว่า
Microsoft พยายามสร้างไวบ์สายโค้ดแบบเท่ ๆ ด้วยการโพสต์โปรโมตว่า Copilot เขียนโค้ดเสร็จก่อนที่คุณจะดื่มกาแฟหมดแก้ว
แต่แทนที่นักพัฒนาและผู้ใช้ Windows 11 จะอินกับมุขนี้ สิ่งที่กลับมาคือกระแสคอมเมนต์ถล่มแบบถาโถม พร้อมเสียงเรียกร้องให้ แก้ Windows 11 ให้ลื่น ใช้ดี และเสถียรก่อน
โดยเฉพาะปัญหาเดิม ๆ อย่าง File Explorer ที่ยังช้า, บั๊กเรื้อรัง และประสบการณ์ใช้งานที่หลายคนบอกว่ากลับแย่ลงหลังอัปเดต
กระแสนี้ระเบิดแรงขึ้นในช่วงที่ Microsoft เดินหน้าพูดถึงแนวคิด Agentic OS หรือระบบปฏิบัติการที่มี AI ทำงานเป็นเบื้องหลังตลอดเวลา ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ ว่ากำลังจะถูกบังคับให้อยู่กับฟีเจอร์ที่ตัวเองไม่ได้ขอ
นักพัฒนาโต้กลับ: “ทำ Windows ให้เคารพผู้ใช้ก่อน”
โพสต์ต้นเรื่องของ Microsoft ตั้งใจเล่นมุขชิล ๆ แนว Vibe Coding ว่า Copilot เขียนโค้ดได้เร็วกว่าเวลาที่คนดื่มกาแฟหนึ่งแก้ว
แต่ฝั่งนักพัฒนาไม่เล่นด้วย และรีบตอบกลับด้วยโทนโหดจัดหลายคอมเมนต์ เช่น
“ไม่ต้องให้ AI มาเขียนแทน ช่วยทำ Windows ให้เคารพผู้ใช้ก่อน”
“ถ้า Copilot เขียนโค้ดให้ Microsoft จริง ก็อธิบายได้ว่าทำไม Windows 11 ถึงพังทุกอัปเดต”
“File Explorer ยังช้าอยู่เลย จะมายกยอ AI ทำไม”
หลายคนยังรื้อฟื้นปัญหาเดิมที่เจอมานาน เช่น
การค้นหาไฟล์ที่ช้า
UI ที่แตกเป็นหลายสไตล์ ไม่ต่อเนื่อง
บั๊กจากเวอร์ชัน Insider ไหลทะลุมาในเวอร์ชัน Stable
นโยบายชอบ ยัด AI ทุกมุม โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้เลือก
จนเสียงดราม่ารุนแรงถึงระดับที่ Pavan Davuluri ผู้บริหารฝ่าย Windows ต้องล็อกคอมเมนต์ในโพสต์ต้นเรื่อง เพื่อหยุดกระแสล้อเลียนไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้
AI เขียนเร็ว แต่ใครรับผิดชอบเวลาโค้ดพัง?
อีกประเด็นใหญ่ที่โดนด่าไม่แพ้กันคือเรื่อง คุณภาพของโค้ดจาก AI
หลายคนยอมรับว่า AI เขียนโค้ดได้เร็วจริง แต่ตามมาด้วยปัญหาเดิม ๆ คือ
โค้ดผิดหลักพื้นฐาน
ต้องมานั่งตรวจใหม่ทีละบรรทัด
ต้องเทสต์ใหม่อีกรอบ
สุดท้ายแล้วบางเคสกลายเป็นว่า เสียเวลามากกว่าการเขียนเองตั้งแต่ต้นด้วยซ้ำ
มีผู้ใช้รายหนึ่งแซวแรง ๆ ว่า
AI เขียนโค้ดผิดจนรู้สึกดีใจที่ตัวเองยังเขียนโค้ดเป็นอยู่
จากตรงนี้เลยเกิดคำถามใหญ่ในวงการว่า
ถ้า AI เขียนแทนจนคนไม่ต้องลงมือเขียนเอง อีกหน่อยคนจะยังเข้าใจระบบที่ตัวเองดูแลอยู่จริงไหม
วันหนึ่งอาจเกิดโลกที่ผู้ดูแลระบบไม่เข้าใจโค้ดในโปรดักชัน เพราะทั้งหมดถูกสร้างด้วย AI
ถ้า AI ทำโค้ดพัง แล้วใครจะเป็นคนแก้ – มนุษย์ที่ไม่ได้เป็นคนเขียนแต่ต้องมานั่งรับกรรมทีหลังหรือเปล่า
ประเด็นนี้กลายเป็น ความกังวลด้านคุณภาพและความเชื่อมั่น ที่ Microsoft ยังตอบโจทย์นักพัฒนาจำนวนมากไม่ได้
โฆษณาเก่ายังพลาด เรื่องโคตรพื้นฐานของ Windows
ดราม่าล่าสุดไม่ได้มาจากโพสต์เดียวแบบโดด ๆ เพราะก่อนหน้านี้ Microsoft เพิ่งต้องลบโฆษณา Copilot ชิ้นหนึ่ง หลังจากที่ AI ตอบผิดแม้แต่ขั้นตอนการเปลี่ยนขนาดตัวอักษรใน Windows ซึ่งเป็นงานระดับพื้นฐานมาก ๆ
เมื่อโฆษณายังพลาดในเรื่องง่ายขนาดนี้ หลายคนเลยมองว่า Microsoft ยังไม่ควรโปรโมต Copilot ในภาพของ AI ที่ “เก่งกว่า” มนุษย์ โดยเฉพาะในงานจริงจังอย่างการเขียนโปรแกรม
เสียงวิจารณ์จำนวนมากชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาไม่ใช่ความเร็ว แต่คือความแม่นยำและความเสถียร
นักพัฒนาเริ่มพูดถึง “แผนหนีจาก Windows”
หนึ่งในเทรนด์คอมเมนต์ที่แรงคือการพูดถึง การย้ายค่าย โดยเฉพาะหมู่นักพัฒนาที่เริ่มหันไปมอง Linux และ macOS แทน
เหตุผลหลักคือความไม่พอใจที่ Microsoft ยัด AI เข้าแทบทุกส่วนของระบบ โดยไม่ได้ถามผู้ใช้ก่อนว่าต้องการจริง ๆ หรือไม่
มีคนถึงขั้นคอมเมนต์ขอให้ Tim Sweeney – CEO ของ Epic Games ทำให้ Fortnite เล่นบน Linux ได้อย่างจริงจัง เพื่อที่ตัวเองจะได้ลาขาดจาก Windows
ในประเด็นเดียวกันนี้ Elon Musk ยังเข้ามาร่วมวง โดยจี้เรื่อง การบังคับให้มี Windows Account ที่ทำให้ผู้ใช้ยิ่งรู้สึกว่าถูกควบคุมมากเกินไป
ทั้งหมดสะท้อนความรู้สึกของผู้ใช้จำนวนมากว่า Microsoft กำลังทุ่มทรัพยากรให้ AI มากกว่าการดูแลคุณภาพพื้นฐานของ Windows เอง
Intel เป็นแทบจะรายเดียวที่ออกมาปกป้อง
ท่ามกลางกระแสวิจารณ์รอบด้าน มีเพียงฝั่ง Intel ที่ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนแนวทาง AI ของ Microsoft โดยมองว่านี่เป็นก้าวสำคัญของวงการพีซี
แต่แม้จะมีเสียงเชียร์จากพันธมิตรรายใหญ่ กระแสในคอมมูนิตี้ก็ไม่ได้ซอฟต์ลงเท่าไร เพราะคนส่วนใหญ่ยังยืนยันเหมือนเดิมว่า
AI จะล้ำแค่ไหนก็ได้ แต่ต้องไม่มาก่อน “ความเสถียรของ Windows” ที่ทุกคนต้องใช้ทุกวัน
Agentic OS: เมื่อ AI ฝังลึกในระบบจนคนเริ่มไม่ไว้ใจ
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ดราม่ารอบนี้เดือดเป็นพิเศษ คือมันเกิดขึ้นใกล้กับช่วงที่ Microsoft เปิดแนวคิดใหม่ของ Windows ที่เรียกว่า Agentic OS
แนวคิดนี้คือการให้ AI ฝังอยู่ในระบบในระดับลึก คอย
เรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้
วิเคราะห์ไฟล์ในเครื่อง
ทำงานเบื้องหลังอย่างต่อเนื่อง
ฟังดูเหมือนอนาคต แต่สำหรับผู้ใช้หลายคน นี่คือฝันร้าย เพราะพวกเขากังวลว่า
Windows จะ “เข้ามายุ่งกับเราเยอะเกินไป”
ไม่อยากให้มี AI วิ่งในระบบตลอดเวลา
ไม่ชอบที่ Microsoft ตัดสินใจแทนผู้ใช้หลายเรื่อง
อยากได้ สิทธิ์เลือกจริง ๆ ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ AI
หนึ่งในคอมเมนต์ที่ถูกกดไลก์เยอะคือ
สิ่งที่เราต้องการคือ Windows ที่เสถียร ไม่ใช่ระบบที่มี AI วิ่งอยู่ทุกมุม
ทำไมโพสต์นี้ถึงถูกมองว่า “ไม่รู้กาลเทศะ”
ถึงแม้ AI จะพัฒนาเร็วมาก แต่ความเชื่อมั่นใน AI Coding ของ Copilot ยังไม่ได้ตามทัน โดยเฉพาะในหมู่นักพัฒนาที่อยู่กับโค้ดจริงทุกวัน
เมื่อ Microsoft เลือกจะโปรโมตด้วยประโยคแนว ๆ ว่า “AI เร็วกว่า มนุษย์เขียนไม่ทัน” เลยกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่า
เป็นการ ไม่ให้เกียรตินักพัฒนา ที่ทำงานจริงมาหลายปี
เป็นโพสต์ที่เน้นไวบ์การตลาดมากกว่าการเคารพประสบการณ์ผู้ใช้จริง
เลยไม่แปลกที่โพสต์นี้ถูกมองว่า อ่านห้องไม่ออก ไม่เข้าใจอารมณ์ของคอมมูนิตี้ในช่วงเวลานี้เลย
ถ้า Microsoft อยากดัน AI ให้รอด ควรเริ่มจากอะไร
จากเสียงสะท้อนในรอบนี้ สามารถสรุปเป็น 3 แกนหลักที่ผู้ใช้และนักพัฒนาคาดหวังจาก Microsoft
1. แก้ Windows 11 ให้ดีขึ้นก่อน
เรื่องพื้นฐานที่ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น
File Explorer ช้าและหน่วง
System UI แตกเป็นหลายแบบ ดูไม่เป็นหนึ่งเดียว
บั๊กสะสมผ่านหลายรุ่นอัปเดต
ฟีเจอร์พื้นฐานยังไม่นิ่ง
ถ้า OS ยังไม่มั่นคง การยัด AI เข้าไปเพิ่มจะยิ่งทำให้คนต่อต้านมากขึ้นเท่านั้น
2. หยุด “ยัดเยียด” แล้วให้สิทธิ์เลือกแบบจริงจัง
คนไม่ได้เกลียด AI แต่ เกลียดเวลาโดนบังคับใช้
ถ้า Microsoft เปิดทางให้ผู้ใช้เลือกได้อย่างแท้จริงว่าจะเปิดหรือปิด Copilot และฟีเจอร์ AI อื่น ๆ ชุมชนสาย Dev และ Power User จะพร้อมเปิดใจมากกว่าการโดนบังคับแบบทุกวันนี้
3. รอให้ AI พร้อมกว่านี้ก่อนค่อยขายความเร็ว
AI ควรถูกดันในจังหวะที่มัน
มีความแม่นยำสูงกว่าปัจจุบัน
ไม่พลาดงานพื้นฐานง่าย ๆ
ไม่สร้างภาระให้ผู้ใช้ต้องมานั่งแก้งานเยอะกว่าเดิม
เมื่อถึงวันที่ AI ช่วยเซฟเวลาได้จริงแบบปลายทางไม่ต้องเกาพื้น คนจะใช้มันด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่ใช้เพราะระบบยัดเยียดให้
สรุป: Copilot เก่งได้ แต่ต้องไม่เหยียบใจคนเขียนจริง
Copilot เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง และถ้าใช้อย่างถูกที่ถูกเวลา มันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของนักพัฒนาได้มากแน่นอน
แต่การโปรโมตในมุมว่า มัน “ฉลาดกว่า” หรือ “เขียนโค้ดเร็วกว่านักพัฒนา” กลับกลายเป็นการจุดชนวนความไม่พอใจ เพราะมันมองข้ามทั้งประสบการณ์จริงของผู้ใช้ และปัญหาพื้นฐานของ Windows ที่ยังคาราคาซัง
ในสายตาของผู้ใช้จำนวนมาก Microsoft ควร
แก้ Windows 11 และวางฐาน OS ให้แน่นก่อน
สร้างความเชื่อมั่นว่าระบบที่ใช้ทุกวันมีคุณภาพ
แล้วค่อยดัน AI อย่างจริงจังในวันที่ผลิตภัณฑ์พร้อม และผู้ใช้รู้สึกว่า AI เป็น “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ “ของที่ถูกยัดมาโดยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ”
จนกว่าจะถึงวันนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้ Windows กับ Copilot ก็คงยังตึง ๆ และเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามต่อไป

