ความกังวลเรื่องความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์รอบไต้หวันกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ บรรดาบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เริ่ม “เตรียมแผนสำรอง” กันมาหลายปีแล้ว
รายงานล่าสุดสะท้อนว่า ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทอย่าง NVIDIA, Apple และ AMD เคยได้รับข้อมูลตั้งแต่ปี 2023 ว่า หากเกิดความขัดแย้งทางทหาร ช่องโซ่อุปทานชิปของไต้หวันอาจสะดุดได้เร็วที่สุดภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เหตุการณ์ลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็น “economic time bomb” สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก
ทำไมการพึ่ง TSMC จึงถูกมองว่าเสี่ยง
ปัจจุบันบริษัทออกแบบชิป (fabless) รายใหญ่พึ่งพา TSMC ในสัดส่วนสูงมาก บางรายมากกว่า 80% ของกำลังผลิตทั้งหมด
ปัญหาคือ:
การผลิตขั้นสูงระดับ 3nm, 2nm กระจุกตัวอยู่ในไต้หวัน
หากเกิดความขัดแย้งทางทหารหรือการปิดล้อม
กำลังผลิตระดับโลกอาจหายไปทันทีในสัดส่วนมหาศาล
ในกรณีเลวร้าย หากไต้หวันหยุดผลิตชั่วคราว บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกอาจไม่สามารถหากำลังผลิตทดแทนได้ทันเวลา
TSMC เร่งกระจายการผลิตสหรัฐฯ
ภายใต้แรงกดดันจาก:
กฎหมาย CHIPS Act
ความกังวลของลูกค้า
มาตรการภาษีและนโยบายอุตสาหกรรม
TSMC เร่งลงทุนในสหรัฐฯ โดยเฉพาะที่รัฐแอริโซนา ด้วยแผนสร้างโรงงานหน้า-หลัง (frontend/backend), ศูนย์แพ็กเกจจิ้งขั้นสูง และศูนย์วิจัย
มูลค่าการลงทุนรวมอาจแตะระดับหลายแสนล้านดอลลาร์ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้จะลงทุนมหาศาล ประเมินว่าภายในปี 2030 กำลังผลิตที่ย้ายออกจากไต้หวันอาจอยู่เพียงราว 15% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าความคาดหวังของฝั่งสหรัฐฯ ที่ต้องการเห็นสัดส่วนสูงกว่านี้มาก

ปัญหาไม่ได้มีแค่ “สร้างโรงงาน”
การย้ายฐานการผลิตชิปไม่ใช่แค่สร้างโรงงานใหม่ แต่ต้องสร้างทั้งระบบนิเวศ:
ซัพพลายเออร์เคมีภัณฑ์
ผู้ผลิตอุปกรณ์เฉพาะทาง
เครือข่ายโลจิสติกส์
บุคลากรทักษะสูง
ไต้หวันใช้เวลาหลายทศวรรษสร้างคลัสเตอร์วิทยาศาสตร์ที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นหนา การทำซ้ำในสหรัฐฯ อาจใช้เวลานานกว่าที่หลายฝ่ายคาด
ทางเลือกอื่น: Intel และ Samsung
หากเกิดเหตุไม่คาดคิด บริษัท fabless อาจต้องหันไปพึ่ง:
Intel Foundry
Samsung Foundry
Intel กำลังผลักดันโหนด 18A และ 14A เพื่อแข่งขันระดับ cutting-edge แต่คำถามใหญ่คือ:
จะรักษา yield ได้หรือไม่
จะส่งมอบปริมาณตามสัญญาได้หรือไม่
จะสร้างความเชื่อมั่นระยะยาวได้หรือไม่
Samsung เองก็เร่งขยายกำลังผลิตในสหรัฐฯ เช่นกัน แต่ยังต้องพิสูจน์ความสม่ำเสมอด้านคุณภาพและปริมาณ

สมมติฐานที่ไม่มีใครอยากเห็น
หากเกิดเหตุร้ายแรงในช่วงปี 2027 ตามที่บางฝ่ายเคยประเมิน:
กำลังผลิตขั้นสูงส่วนใหญ่ของโลกจะหายไปทันที
โรงงานในสหรัฐฯ จะไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด
ปริมาณสินค้าทั่วโลกจะลดลงอย่างรุนแรง
อุตสาหกรรมตั้งแต่สมาร์ตโฟนไปจนถึง AI data center จะได้รับผลกระทบ
นี่คือเหตุผลที่บางผู้บริหารเรียกสถานการณ์นี้ว่า “death trap” หากพึ่งพาแหล่งเดียวมากเกินไป
บทสรุป
Big Tech ไม่ได้รอให้วิกฤตเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยแก้ไข หลายบริษัทเริ่มกดดันให้ TSMC กระจายกำลังผลิตมาหลายปีแล้ว
แต่ความจริงคือ:
การกระจายกำลังผลิตต้องใช้เวลา
ต้องใช้เงินมหาศาล
และไม่สามารถแทนที่ระบบของไต้หวันได้ในระยะสั้น
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “จะย้ายหรือไม่” แต่คือ “จะย้ายได้เร็วพอหรือไม่” ก่อนที่ความเสี่ยงจะกลายเป็นความจริง

