รับแอปรับแอป

หน้าเป็นขุย ผิวแห้งหรือเซ็บเดิร์ม? คู่มือเช็กอาการและดูแลผิวแบบไม่มั่ว

ธีรพล นาคดี02-02

ผิวลอกเป็นขุย อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุป

เห็นผิวหน้า ผิวตัว หรือหนังศีรษะลอกเป็นขุย แดง คัน หลายคนรีบฟันธงว่าตัวเอง “ผิวแห้ง” แล้วก็ซัดครีมบำรุงเข้าไปแบบจัดเต็ม แต่พอเวลาผ่านไป อาการก็ยังวนกลับมาเหมือนเดิม

ความจริงแล้วอาการผิวลอกที่คุณเห็น อาจไม่ใช่แค่ผิวแห้งธรรมดา แต่เป็น เซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) โรคผิวหนังอักเสบที่เจอได้บ่อยมาก และมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผิวแห้งเฉยๆ

ก่อนจะทาครีมจนเปลืองโดยไม่ได้ผล มาดูให้ชัดกันก่อนว่า เซ็บเดิร์มคืออะไร ต่างจากผิวแห้งตรงไหน และควรดูแลรักษาอย่างไรให้ถูกทาง

เซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) คืออะไร

เซ็บเดิร์มเป็นหนึ่งในโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่เจอได้แทบทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่วัยเรียน วัยทำงาน ไปจนถึงบางเคสที่พบในเด็กเล็ก โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาหนังศีรษะ ผิวหน้ามันง่าย หรือเป็นรังแคบ่อยๆ

ลักษณะสำคัญของเซ็บเดิร์ม

เซ็บเดิร์มคือภาวะผิวอักเสบที่มักเกิดบริเวณที่มีต่อมไขมันเยอะ เช่น ใบหน้า หนังศีรษะ ข้างจมูก และหลังหู ทำให้เกิดอาการ

  • ผิวลอกเป็นขุย

  • แดง คัน

  • บางบริเวณมีความมันร่วมด้วย

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นแค่ผิวแห้ง หรือแพ้ครีม แต่จริงๆ แล้วเบื้องหลังคือภาวะผิวอักเสบที่ซับซ้อนกว่านั้น

อาการที่พบได้บ่อย

  • ผิวลอก แดง คัน เป็นขุย โดยเฉพาะตามร่องข้างจมูก คิ้ว ไรผม

  • หนังศีรษะลอกคล้ายรังแค แต่คัน แดง หรืออักเสบมากกว่า

  • ผื่นแดงลอกๆ ตามใบหน้า หรือหลังหู ที่รักษายังไงก็ไม่หายขาด กลับมาเป็นซ้ำบ่อย

ตำแหน่งที่เซ็บเดิร์มชอบขึ้น

  • หนังศีรษะ (สับสนกับรังแคบ่อยมาก)

  • ข้างจมูก

  • คิ้วและไรผม

  • หลังหู

  • หน้าอก

  • แผ่นหลัง

ปัจจัยกระตุ้นให้กำเริบ

อาการเซ็บเดิร์มมักเห่อขึ้นในช่วงที่ร่างกาย หรือสภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง เช่น

  • ความเครียดสะสมจากงานหรือการใช้ชีวิต

  • อากาศหนาวจัด แห้ง หรือเปลี่ยนฤดูกะทันหัน

  • ฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวน

  • พันธุกรรมที่ทำให้ผิวมีแนวโน้มเป็นง่ายกว่าคนทั่วไป

ผิวแห้งธรรมดา ไม่ใช่โรค แต่ก็ห้ามมองข้าม

บางครั้งผิวลอก คันยุบยิบ หรือระคายเคือง ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคผิวหนังเสมอไป แต่อาจเป็นเพียง ผิวแห้งธรรมดา ที่ถูกปล่อยให้ขาดการบำรุงและโดนทำร้ายซ้ำๆ

ผิวแห้งคืออะไร

ผิวแห้งเกิดจากการที่ผิวขาดน้ำและไขมันตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง ทำให้รู้สึก

  • ผิวตึงๆ หลังล้างหน้า หรืออาบน้ำ

  • ผิวหยาบ ลอกเล็กน้อย

  • แต่งหน้าไม่ติด รองพื้นตกร่องง่าย

นี่คือสัญญาณว่าผิวต้องการความชุ่มชื้นอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ทาครีมบางๆ พอให้รู้สึกว่าได้บำรุง

อาการผิวแห้งที่ทำให้หลายคนตกใจคิดว่าเป็นโรค

  • ลอกเป็นขุยเล็กๆ กระจายเป็นหย่อมๆ

  • คันเล็กน้อยโดยเฉพาะเวลาผิวแห้งจัด

  • ผิวแดงจากการเกาหรือเสียดสี ไม่ใช่แดงเพราะอักเสบลึกๆ

ภาพรวมแล้วจะดูไม่น่ากลัวเท่าโรคผิวหนัง แต่ถ้าปล่อยไว้ไม่บำรุงก็ทำให้ผิวดูหมอง แห้งโทรม และไวต่อการระคายเคืองได้เหมือนกัน

สาเหตุที่ทำให้ผิวแห้ง

  • ใช้สบู่หรือคลีนเซอร์แรงเกินไป ล้างแล้วหน้าตึงเอี๊ยด

  • อยู่ในอากาศเย็น ลมแรง หรือแอร์จัดนานๆ

  • อายุเพิ่มขึ้น ทำให้ผิวผลิตน้ำมันได้น้อยลง

  • พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ล้างหน้าบ่อยเกินไป หรือลืมทาครีมบำรุงเป็นประจำ

เซ็บเดิร์ม vs ผิวแห้ง แยกยังไงให้ชัด

หลายคนสับสนเพราะอาการดูคล้ายกันมาก ทั้งผิวลอก คัน แดง แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า ธรรมชาติของปัญหาต่างกัน และวิธีดูแลก็คนละทางเลย

เปรียบเทียบอาการแบบเข้าใจง่าย

  • ผิวแห้งธรรมดา
    เกิดจากการที่ผิวขาดน้ำและน้ำมัน อาการจะเป็นผิวตึง หยาบ ลอกเป็นขุยเล็กน้อย โดยรวมไม่รุนแรงมาก และมักดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อบำรุงด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะสม

  • เซ็บเดิร์ม
    เป็นโรคผิวหนังอักเสบ มีผิวลอก แดง คัน อักเสบ ชัดเจน มักขึ้นบริเวณที่มีต่อมไขมันเยอะ เช่น หนังศีรษะ คิ้ว ข้างจมูก หลังหู และมีโอกาสเป็นซ้ำ แม้จะบำรุงผิวแล้วก็ตาม

วิธีเช็กเบื้องต้นด้วยตัวเอง

  • ถ้าผิวลอก แต่ ไม่ค่อยแดง ไม่คันมาก มีแค่ตึงและแห้ง น่าจะเข้าข่ายผิวแห้งธรรมดา

  • ถ้าผิวลอก แดง คัน อักเสบ และมักเป็นซ้ำๆ ตรงตำแหน่งเดิม มีโอกาสสูงว่าจะเป็นเซ็บเดิร์ม

  • ถ้าดูแลแล้วทั้งทาครีมบำรุง ปรับสกินแคร์ แต่ยังไม่ดีขึ้น หรือเป็นเรื้อรัง แนะนำให้ไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อให้วินิจฉัยให้ชัดเจน

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

ถ้าเริ่มมีอาการเหล่านี้ ไม่ควรปล่อยยาว

  • ผิวลอก แดง คันมาก จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

  • ใช้ครีมบำรุงมาหลายตัวแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย

  • มีผื่นแดงลอกกระจายเป็นบริเวณกว้าง หรือเริ่มลามไปหลายจุดบนร่างกาย

การวินิจฉัยที่ถูกต้องสำคัญแค่ไหน

การเดาเองจากอาการภายนอกอาจทำให้รักษาผิดทาง บางคนคิดว่าแพ้ครีมเลยหยุดทุกอย่าง ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นเซ็บเดิร์ม ต้องใช้ยาเข้าไปช่วยควบคุม ในทางกลับกัน บางคนคิดว่าเป็นโรคหนัก ใช้ยาผิดก็ยิ่งระคายเคืองผิวกว่าเดิม

ขั้นตอนการตรวจโดยแพทย์ผิวหนัง

  1. การซักประวัติอย่างละเอียด
    แพทย์จะถามถึงระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ เป็นๆ หายๆ หรือไม่ เคยใช้ยาหรือครีมอะไรมาก่อน รวมถึงสอบถามเรื่องความเครียด การเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และไลฟ์สไตล์โดยรวม

  2. การตรวจสภาพผิวโดยตรง
    แพทย์จะดูตำแหน่งผื่น ลักษณะผิวลอก สีแดง ระดับการอักเสบ เพื่อแยกให้ชัดว่าเป็นผิวแห้งธรรมดา เซ็บเดิร์ม หรือโรคผิวหนังชนิดอื่น

  3. การใช้กล้องตรวจผิว (Dermatoscope)
    ในบางเคสแพทย์อาจใช้กล้องขยายผิวหนังเพื่อดูรายละเอียดของผิวในระดับที่ตาเปล่ามองไม่เห็น ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการแยกโรคได้มากขึ้น

  4. การตัดชิ้นเนื้อผิว (ในกรณีจำเป็น)
    ถ้าอาการรุนแรง หรือมีความเสี่ยงเป็นโรคอื่นที่คล้ายกัน เช่น สะเก็ดเงิน (Psoriasis) แพทย์อาจตัดชิ้นผิวเล็กๆ ไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อยืนยันผลให้แน่ชัดก่อนวางแผนการรักษา

วิธีรักษาเซ็บเดิร์มแบบไม่มั่ว

เซ็บเดิร์มไม่ใช่โรคที่ทาครีมตัวเดียวแล้วหายจบ แต่ต้องอาศัยการรักษาหลายด้านร่วมกัน ทั้งยา การดูแลผิว และการปรับไลฟ์สไตล์ เพื่อควบคุมไม่ให้อาการเห่อซ้ำบ่อยๆ

ยาทารักษาเฉพาะที่

กลุ่มยาที่แพทย์มักใช้ ได้แก่

  • คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Steroid cream)
    ใช้ลดการอักเสบ ลดรอยแดง และอาการคัน เหมาะกับช่วงที่อาการกำเริบชัดเจน แต่ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำแพทย์เท่านั้น

  • ยาต้านเชื้อรา (Antifungal cream)
    ใช้ควบคุมเชื้อราบนผิว ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดเซ็บเดิร์ม

  • ยาลดอักเสบอื่นๆ ที่อ่อนโยนกว่า
    เหมาะกับการใช้ต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อเลี่ยงผลข้างเคียงจากสเตียรอยด์ แต่ยังช่วยคุมอาการผื่นได้

ยารับประทาน (เฉพาะเคสรุนแรง)

กรณีที่ผื่นอักเสบมาก กระจายกว้าง หรือใช้ยาทาแล้วเอาไม่อยู่ แพทย์อาจพิจารณา

  • ยาต้านเชื้อรารับประทาน

  • ยาลดอักเสบชนิดกิน

วิธีนี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ไม่ควรซื้อยากินเองเด็ดขาด

แชมพูยาสำหรับหนังศีรษะ

ถ้าเป็นเซ็บเดิร์มบริเวณหนังศีรษะ หรือมีปัญหารังแคเรื้อรังร่วมด้วย การใช้แชมพูยาสำหรับรักษาเซ็บเดิร์ม จะช่วยลด

  • การลอกเป็นขุยใหญ่ๆ

  • อาการคันหนังศีรษะ

  • การสะสมของเชื้อราบนหนังศีรษะ

การปรับพฤติกรรมและลดตัวกระตุ้น

ยาทาอย่างเดียวไม่พอ หากยังเจอปัจจัยกระตุ้นเดิมๆ อาการก็จะกลับมาวนซ้ำ

  • พยายามลดความเครียด พักผ่อนให้พอ

  • เลี่ยงอากาศหนาวจัด แห้งเกินไป หรือห้องแอร์เย็นจัดโดยไม่จำเป็น

  • เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน ไม่ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นมากเกินไป

  • ดูแลสุขภาพโดยรวม เช่น นอนหลับให้พอ กินอาหารครบ ปรับสมดุลร่างกายให้ดีจากภายใน

วิธีดูแลผิวแห้งธรรมดาให้กลับมานุ่มชุ่มชื้น

แม้ผิวแห้งจะไม่ใช่โรคผิวหนังอักเสบ แต่ก็ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว แสบ คัน แต่งหน้าไม่ติด ยิ่งผู้ชายที่ชอบล้างหน้าบ่อย ใช้โฟมแรงๆ ผิวก็ยิ่งพังง่าย หากดูแลถูกวิธี ผิวแห้งก็ฟื้นกลับมาแข็งแรงได้ไม่ยาก

เลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ให้ตรงสภาพผิว

มอยส์เจอร์ไรเซอร์คือพระเอกของคนผิวแห้ง เลือกให้เหมาะคือจบไปครึ่งทาง

  • มองหาส่วนผสมที่ช่วยเติมและกักเก็บน้ำ เช่น ไฮยาลูรอนิกแอซิด กลีเซอรีน

  • ผิวแห้งมาก เลือกเนื้อครีมหรือบาล์มที่ให้ความชุ่มชื้นสูง

  • ผิวมันแต่ขาดน้ำ เลือกเนื้อเจลหรือโลชั่นบางเบา ไม่อุดตัน

  • ทาเป็นประจำหลังล้างหน้า/อาบน้ำตอนผิวยังหมาดๆ จะช่วยให้ซึมดีและล็อกความชื้นได้มากขึ้น

เลี่ยงตัวการที่ทำให้ผิวแห้งกว่าเดิม

ผลิตภัณฑ์บางอย่างทำให้เกราะป้องกันผิวพังแบบไม่รู้ตัว

  • สบู่หรือโฟมล้างหน้าที่ฟองเยอะและทำความสะอาดแรงๆ

  • สกินแคร์ที่มีแอลกอฮอล์สูง หรือกลิ่นน้ำหอมจัด

  • สครับผิวบ่อยเกินไปจนผิวบาง แดง ระคายเคืองง่าย

ปรับการดูแลผิวตามฤดูกาล

  • หน้าหนาว / อากาศแห้ง
    เพิ่มรอบการทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ ใช้ออยล์ทาเสริม และหากอยู่ในห้องแอร์นานๆ อาจใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในห้องช่วย

  • หน้าร้อน / อากาศชื้น
    เลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อบางเบา ไม่เหนอะหนะ แต่ยังช่วยเติมน้ำให้ผิวได้ดี

  • ช่วงอยู่ในห้องแอร์ทั้งวัน
    พกสเปรย์น้ำแร่หรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์แบบพกพาไว้เติมระหว่างวัน ป้องกันผิวแห้งตึงสะสม

ถ้ายังไม่ชัวร์ว่าเป็นอะไร ดูแลผิวแบบเซฟๆ ยังไงดี

ช่วงที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นผิวแห้งธรรมดา หรือเริ่มเข้าสู่เซ็บเดิร์ม สิ่งที่ทำได้แน่ๆ คือ เลือกการดูแลผิวที่ปลอดภัยและอ่อนโยนที่สุด เพื่อไม่ซ้ำเติมผิว

การเลือกสกินแคร์ที่ใช้ได้ทั้งผิวแห้งและผิวที่มีแนวโน้มเซ็บเดิร์ม

  • ใช้คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน ไร้ซัลเฟต (Sulfate-free) เพื่อลดการชะล้างน้ำมันธรรมชาติมากเกินไป

  • เลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เน้นการเติมน้ำ และกักเก็บความชุ่มชื้น เช่น มี ไฮยาลูรอนิกแอซิด เซราไมด์ กลีเซอรีน

  • หลีกเลี่ยงสกินแคร์ที่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอม สี หรือตัวกระตุ้นที่ทำให้ผิวอักเสบง่ายขึ้น

โภชนาการที่ช่วยลดการอักเสบจากภายใน

สิ่งที่กินเข้าไปส่งผลต่อผิวโดยตรง

  • ควรเพิ่ม
    ปลาแซลมอน ปลาทะเล ถั่วต่างๆ ผักและผลไม้ที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบและฟื้นฟูผิว

  • ควรเลี่ยง
    ของทอดมันจัด น้ำตาลสูง อาหารแปรรูป เพราะอาจกระตุ้นให้ร่างกายมีการอักเสบมากขึ้น

เสริมเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier)

ไม่ว่าคุณจะเป็นผิวแห้ง หรือสงสัยว่าเป็นเซ็บเดิร์ม สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ผิวต้องการเกราะป้องกันที่แข็งแรง

  • เติมความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ ป้องกันไม่ให้ผิวสูญเสียน้ำมากเกินไป

  • ใช้ครีมหรือโลชั่นที่มี เซราไมด์ (Ceramide) เพื่อช่วยซ่อมและเสริม Skin Barrier

  • อย่าลืมครีมกันแดดสูตรอ่อนโยนทุกวัน เพราะแสงแดดคือหนึ่งในตัวการทำร้ายเกราะผิว

เมื่อ Skin Barrier ฟื้นตัว ผิวก็จะรับมือทั้งความแห้งและการอักเสบได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเซ็บเดิร์มและผิวแห้ง

เซ็บเดิร์มกับผิวแห้งดูต่างกันง่ายๆ ยังไง

  • ผิวแห้งธรรมดา: ผิวลอก ตึง แห้ง หยาบ แต่เมื่อบำรุงอย่างถูกวิธี อาการมักดีขึ้นเรื่อยๆ

  • เซ็บเดิร์ม: ผิวลอก แดง คัน อักเสบ เป็นๆ หายๆ แม้จะบำรุงแล้วก็ยังกลับมาเห่อได้อีก

ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์อย่างเดียวรักษาเซ็บเดิร์มได้ไหม

มอยส์เจอร์ไรเซอร์ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและลดความระคายเคืองได้ แต่ ไม่สามารถแทนยาได้ เพราะเซ็บเดิร์มมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอักเสบ และเชื้อราบนผิว ต้องอาศัยยารักษาร่วมด้วย

เซ็บเดิร์มหายขาดได้หรือเปล่า

โดยส่วนใหญ่เซ็บเดิร์มจัดเป็นโรคที่มีแนวโน้มเรื้อรัง ไม่ได้หายขาดแบบหายแล้วไม่กลับมาอีก แต่สามารถ ควบคุมให้อาการสงบ อยู่ในระดับที่ใช้ชีวิตได้ปกติ ด้วยการรักษาและปรับการดูแลผิวให้เหมาะสม

ทำไมผิวลอกแดง ใช้ครีมแล้วไม่ดีขึ้นสักที

อาจเป็นเพราะปัญหาที่เจอ ไม่ใช่แค่ผิวแห้งธรรมดา แต่เป็นโรคผิวหนังอักเสบอย่างเซ็บเดิร์ม ถ้าใช้แค่ครีมบำรุงทั่วไปจึงเอาไม่อยู่ ต้องให้แพทย์ช่วยประเมินและให้ยารักษาเฉพาะทาง

เซ็บเดิร์มเป็นโรคติดต่อไหม

ไม่ต้องกังวล เซ็บเดิร์ม ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่มีโอกาสเป็นซ้ำได้บ่อย หากยังเจอปัจจัยกระตุ้นเดิมๆ เช่น เครียดหนัก นอนน้อย หรืออากาศเปลี่ยนบ่อย

สรุป: ผิวลอกไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวเกินไป

ตอนนี้คุณน่าจะพอมองออกแล้วว่า เซ็บเดิร์มต่างจากผิวแห้งยังไง และทำไมการเข้าใจปัญหาตั้งแต่ต้นถึงสำคัญมาก เพราะการเดาผิดเพียงนิดเดียวอาจทำให้รักษาผิดทาง และปล่อยให้ผิวอักเสบอยู่นานโดยไม่จำเป็น

ไม่ว่าคุณจะกำลังเจอเซ็บเดิร์มหรือแค่ผิวแห้งธรรมดา ผิวก็ยังมีโอกาสกลับมาแข็งแรงได้เสมอ แค่

  • เริ่มจากการสังเกตอาการตัวเองให้ดี

  • เลือกวิธีดูแลและรักษาให้ตรงจุด

  • ถ้าอาการยืดเยื้อหรือรุนแรง ให้ไปพบแพทย์ผิวหนังตั้งแต่เนิ่นๆ

ผิวที่ดีไม่ได้มาจากครีมแพงที่สุด แต่เริ่มจากความเข้าใจผิวของตัวเองให้ชัดที่สุดต่างหาก