Google กำลังเดินหน้าสู่จุดสิ้นสุดของการเปลี่ยนผ่านระบบส่วนขยาย Chrome ครั้งใหญ่ โดย Chrome เวอร์ชัน 150 และ 151 ที่จะเริ่มปล่อยในช่วงปลายเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคม 2026 จะลบช่องทางสุดท้ายที่ยังช่วยให้ส่วนขยายแบบเก่าใช้งานได้อยู่ ส่งผลให้ Ad Blocker จำนวนมากที่ยังอาศัยมาตรฐาน Manifest V2 ไม่สามารถทำงานบน Chrome ได้อีกต่อไป
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นบทสรุปของแผนที่ Google เริ่มผลักดันมาตั้งแต่หลายปีก่อน เพื่อย้ายระบบส่วนขยายทั้งหมดไปสู่มาตรฐานใหม่ที่เรียกว่า Manifest V3 ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นมาตรฐานหลักของ Chrome แล้ว
Chrome เตรียมยุติ Manifest V2 อย่างสมบูรณ์
ก่อนหน้านี้ Google เริ่มปิดการใช้งานส่วนขยายที่พัฒนาด้วย Manifest V2 ไปแล้วในหลายระยะ แต่ยังมีวิธีหรือช่องทางบางอย่างที่ช่วยให้ผู้ใช้ระดับสูงสามารถเปิดใช้งานส่วนขยายรุ่นเก่าต่อได้อยู่บ้าง
รายงานล่าสุดระบุว่า Chrome 150 และ Chrome 151 จะลบโค้ดและตัวเลือกที่เกี่ยวข้องกับ Manifest V2 ออกจาก Chromium อย่างถาวร ทำให้ไม่เหลือวิธีการรองรับส่วนขยายรูปแบบเดิมอีกต่อไป
Google ระบุว่าการคงระบบเก่าไว้ต่อไปสร้างภาระด้านการพัฒนา เพิ่มความซับซ้อนของโค้ด และยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่พบเฉพาะในส่วนขยายแบบ Manifest V2 ด้วย
uBlock Origin เวอร์ชันเดิมได้รับผลกระทบเต็ม ๆ
หนึ่งในส่วนขยายที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ uBlock Origin ซึ่งเป็น Ad Blocker ยอดนิยมของผู้ใช้ Chrome มานานหลายปี
เนื่องจาก uBlock Origin รุ่นดั้งเดิมถูกพัฒนาบน Manifest V2 ทำให้ Chrome เริ่มทยอยปิดการใช้งานมาตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านี้ และการอัปเดตใหม่จะทำให้วิธีหลีกเลี่ยงที่เหลืออยู่หมดไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้พัฒนาได้เปิดตัว uBlock Origin Lite ซึ่งรองรับ Manifest V3 และยังสามารถใช้งานบน Chrome ได้ต่อไป แม้ว่าความสามารถบางส่วนจะไม่เทียบเท่าเวอร์ชันดั้งเดิมทั้งหมดก็ตาม
ทำไม Manifest V3 ถึงเป็นประเด็นถกเถียง
เหตุผลที่ Manifest V3 กลายเป็นหัวข้อถกเถียงมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะระบบใหม่นี้เปลี่ยนวิธีการทำงานของส่วนขยาย โดยจำกัดการเข้าถึงข้อมูลและการจัดการทราฟฟิกเว็บบางประเภท
Google อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวช่วยเพิ่มความปลอดภัย ปรับปรุงประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากส่วนขยายที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักพัฒนา Ad Blocker หลายรายมองว่าข้อจำกัดใหม่ทำให้การกรองโฆษณาและตัวติดตามบางรูปแบบทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะฟีเจอร์ขั้นสูงที่เคยใช้ได้ใน Manifest V2
งานวิจัยชี้ Ad Blocker รุ่นใหม่ยังทำงานได้ดี
แม้จะมีข้อกังวลเรื่องประสิทธิภาพ แต่ผลการศึกษาบางส่วนพบว่า Ad Blocker ที่ถูกปรับให้รองรับ Manifest V3 ยังสามารถป้องกันโฆษณาและตัวติดตามได้ในระดับใกล้เคียงกับเวอร์ชันเดิมในหลายสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม นักพัฒนาหลายรายยังคงระบุว่าความยืดหยุ่นในการจัดการเว็บไซต์ที่มีระบบต่อต้าน Ad Blocker จะลดลงเมื่อเทียบกับยุค Manifest V2 โดยเฉพาะในเว็บไซต์ที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโฆษณาอยู่ตลอดเวลา
ผู้ใช้ Chrome มีทางเลือกอะไรบ้าง
สำหรับผู้ใช้ Chrome ทางเลือกที่ง่ายที่สุดคือเปลี่ยนไปใช้ส่วนขยายที่รองรับ Manifest V3 แล้ว เช่น uBlock Origin Lite, AdGuard เวอร์ชันใหม่ หรือ AdBlock Plus รุ่นล่าสุด ซึ่งยังสามารถติดตั้งผ่าน Chrome Web Store ได้ตามปกติ
ในขณะเดียวกัน เบราว์เซอร์บางรายยังคงรองรับส่วนขยายแบบ Manifest V2 ต่อไป หรือมีแนวทางที่แตกต่างจาก Chrome เช่น Firefox ที่ประกาศว่าจะยังคงสนับสนุนความสามารถบางส่วนของระบบเดิมต่อไป เพื่อรองรับส่วนขยายด้านความเป็นส่วนตัวและการบล็อกเนื้อหาได้ดีกว่าเดิม
จุดสิ้นสุดของยุค Ad Blocker แบบเดิมบน Chrome
การมาถึงของ Chrome 150 และ 151 ถือเป็นการปิดฉากการเปลี่ยนผ่านจาก Manifest V2 สู่ Manifest V3 อย่างสมบูรณ์ หลังจาก Google เริ่มวางแผนเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2019 และเลื่อนกำหนดหลายครั้งก่อนจะเดินหน้าจริงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
แม้ Ad Blocker จะไม่ได้หายไปจาก Chrome แต่ส่วนขยายรุ่นเก่าที่เคยได้รับความนิยมอย่างมากกำลังเข้าสู่จุดสิ้นสุดบนเบราว์เซอร์ของ Google และจากนี้ไปผู้ใช้จะต้องพึ่งพา Ad Blocker ที่ถูกออกแบบมาสำหรับ Manifest V3 เท่านั้น หากต้องการใช้งานบน Chrome เวอร์ชันใหม่ต่อไป
ที่มา theverge


ความคิดเห็น