ถ้าพูดถึง Apple ช่วงนี้ นอกจากเรื่อง iPhone รุ่นใหม่ หรือฟีเจอร์ล้ำ ๆ ที่หลายคนจับตา อีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ “เบื้องหลังการผลิต” โดยเฉพาะเรื่อง ชิปประมวลผล (Apple Silicon) และ หน่วยความจำ (Memory) ที่กำลังกลายเป็นสมรภูมิการเจรจาระดับโลก

ล่าสุด รายงานจาก Morgan Stanley หนึ่งในสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของ Wall Street เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจากการตรวจสอบซัพพลายเชนในไต้หวัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Apple กำลังวางกลยุทธ์รับมือกับต้นทุนที่พุ่งสูงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะกับ ชิป A20 รุ่นใหม่ ที่คาดว่าจะเป็นหัวใจหลักของ iPhone รุ่นถัดไปในอนาคต
บทความนี้จะพาไปดูแบบเข้าใจง่ายว่า
เกิดอะไรขึ้นกับ NAND และ DRAM
ทำไมชิป A20 ถึงแพงขึ้น
Apple ต่อรองกับ TSMC ยังไง
และทั้งหมดนี้จะส่งผลอะไรกับผู้ใช้ทั่วไปบ้าง
Apple ล็อก NAND ยาวถึงไตรมาส 1 ปี 2026 เกมนี้ได้เปรียบชัด
เริ่มจากฝั่ง NAND Flash กันก่อน
NAND คือหน่วยความจำที่ใช้เก็บข้อมูลถาวร เช่น รูป วิดีโอ แอป หรือระบบปฏิบัติการใน iPhone, iPad และ Mac หากพูดให้เห็นภาพง่าย ๆ NAND ก็คือ “พื้นที่เก็บของ” ในอุปกรณ์ของเรา
รายงานจาก Morgan Stanley ระบุว่า
Apple สามารถล็อกการเข้าถึง NAND ได้เพียงพอจนถึงไตรมาส 1 ปี 2026 (Q1 2026) แล้ว ซึ่งถือเป็นข่าวดีมากในช่วงที่ตลาดหน่วยความจำทั่วโลกยังผันผวน
อย่างไรก็ตาม เรื่องยังไม่จบง่าย ๆ เพราะ
ซัพพลายเออร์รายสำคัญอย่าง KIOXIA (อดีต Toshiba Memory)
มีแนวโน้มจะ ขึ้นราคา NAND ให้กับ Apple ทันทีที่มีการเซ็นสัญญาระยะยาวฉบับใหม่
พูดง่าย ๆ คือ ถึงจะมีของใช้แน่ ๆ แต่ราคาก็อาจไม่ถูกเหมือนเดิม
DRAM ยังเจรจาไม่จบ และอาจแพงขึ้นแรงกว่า 50%
ถัดมาคือฝั่ง DRAM ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่ใช้ในการประมวลผลแบบเรียลไทม์ เช่น การเปิดแอป การสลับหน้าจอ หรือการเล่นเกม
ที่ผ่านมา Apple ถือว่า “กินบุญเก่า” อยู่พอสมควร เพราะ
เคยทำสัญญา DRAM ระยะยาวในราคาที่ค่อนข้างดีมาก
ต่ำกว่าราคาตลาด (Spot Market) อย่างเห็นได้ชัด
แต่ในรอบการเจรจาใหม่สำหรับ Q1 2026 ซัพพลายเออร์ DRAM เริ่มไม่ยอมง่าย ๆ แล้ว
Morgan Stanley มองว่า
ผู้ผลิตหน่วยความจำจะพยายาม “ปิดช่องว่าง” ระหว่างราคาสัญญาระยะยาวกับราคาตลาด
ด้วยการ ขึ้นราคา DRAM แบบก้าวกระโดด
ผลที่คาดคือ
👉 Apple อาจต้องยอมรับ การขึ้นราคา DRAM มากกว่า 50% แบบไตรมาสต่อไตรมาส (Sequential Price Hike)
เพื่อแลกกับการการันตีซัพพลายในอนาคต
TSMC ยอมอ่อนข้อให้ Apple ขึ้นราคาแค่นิดเดียว
ในขณะที่ฝั่งหน่วยความจำค่อนข้างตึงเครียด
ฝั่งโรงงานผลิตชิปอย่าง TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company) กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
TSMC คือผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นพาร์ตเนอร์หลักของ Apple Silicon มายาวนาน
Morgan Stanley ระบุว่า
TSMC เตรียมขึ้นราคาค่าเวเฟอร์ (Wafer Price) สำหรับเทคโนโลยีระดับสูง
แต่ ขึ้นราคาให้ Apple แค่ระดับเลขหลักเดียวต่ำ ๆ (Low-Single Digit)
ในขณะที่
ลูกค้ารายอื่นต้องเจอกับการขึ้นราคาแบบ Mid-Single Digit
สาเหตุสำคัญคือ
Apple เป็นลูกค้ารายใหญ่ระดับ “สั่งผลิตเป็นล้าน ๆ ชิ้น”
มีอำนาจต่อรองสูงมากในเชิงปริมาณ (Volume-Based Leverage)
สรุปชัด ๆ ชิป A20 แพงขึ้น 30% ไม่ใช่ 80% อย่างที่เคยลือ
จากปัจจัยทั้งหมด
Morgan Stanley สรุปว่า ชิป A20 รุ่นใหม่ ซึ่งจะใช้กระบวนการผลิต 2nm (N2) ของ TSMC
จะมีต้นทุนสูงขึ้นประมาณ 30% เมื่อเทียบกับชิป A19 ที่ใช้เทคโนโลยี 3nm
ตัวเลขนี้
ต่ำกว่าข่าวลือก่อนหน้าอย่างมาก
และถือว่ายังอยู่ในระดับที่ Apple “บริหารจัดการได้”
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Economic Daily ของไต้หวัน เคยรายงานว่า
ชิป A20 อาจมีต้นทุนสูงถึง 280 ดอลลาร์ต่อชิ้น
หรือแพงขึ้นถึง 80% เมื่อเทียบกับ A19
สาเหตุที่เคยถูกอ้างถึง ได้แก่
เงินเฟ้อในตลาดหน่วยความจำ
การใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง
Nanosheet Transistor รุ่นแรก
และ Ultra-high-efficiency metal interlayer capacitors
ในกระบวนการผลิต N2P
แต่ข้อมูลล่าสุดจาก Morgan Stanley ชี้ว่า
อำนาจต่อรองของ Apple กับ TSMC ช่วย “กดราคา” ลงมาได้มากกว่าที่คาด
แล้วผู้ใช้ทั่วไปต้องกังวลไหม iPhone จะแพงขึ้นหรือเปล่า?
คำถามสำคัญที่หลายคนอยากรู้คือ
ต้นทุนชิปแพงขึ้น = iPhone จะแพงขึ้นไหม?
คำตอบคือ
ยังไม่มีข้อสรุปตรง ๆ ว่า Apple จะผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้บริโภคมากแค่ไหน
แต่จากประวัติที่ผ่านมา Apple มักเลือก
ดูดซับต้นทุนบางส่วน
ปรับโครงสร้างรุ่น
หรือเพิ่มฟีเจอร์เพื่อทำให้ราคาดู “สมเหตุสมผล”
อย่างน้อยในมุมของนักวิเคราะห์
การที่ต้นทุนเพิ่ม “แค่” 30%
ถือว่ายังไม่รุนแรงพอจะทำให้ราคาขายพุ่งแบบก้าวกระโดดทันที
มองไกลกว่านั้น Apple วางแผนอะไรต่อ?
นอกจากเรื่องชิป
Morgan Stanley ยังเผยข้อมูลน่าสนใจอื่น ๆ ด้วย เช่น
Apple อาจขยับไปใช้ กล้องความละเอียด 200MP กับ iPhone 21 ในปี 2028
และกำลังพิจารณาเพิ่ม STMicroelectronics
เป็นซัพพลายเออร์ LiDAR Sensor เพิ่มเติมจากเดิมที่พึ่งพา Sony เพียงรายเดียว
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า
Apple กำลังพยายาม
กระจายความเสี่ยงของซัพพลายเชน
คุมต้นทุนระยะยาว
และรักษาความได้เปรียบทางเทคโนโลยีเอาไว้ให้มากที่สุด
บทสรุป Apple ยังเกมเหนือ แม้ต้นทุนสูงขึ้น
โดยภาพรวม ข่าวนี้แสดงให้เห็นชัดว่า
อุตสาหกรรมชิปและหน่วยความจำยังตึงตัว
ต้นทุนเพิ่มขึ้นจริง โดยเฉพาะ DRAM
แต่ Apple ยังใช้ “พลังต่อรองระดับโลก” คุมสถานการณ์ได้ดี
ชิป A20 อาจแพงขึ้น
แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต
และยังเปิดทางให้ Apple เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมต่อไปได้
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผู้ใช้ทั่วไปควรจับตาคือ
Apple จะบาลานซ์ระหว่างต้นทุน เทคโนโลยี และราคาขายได้ดีแค่ไหน
และ iPhone รุ่นอนาคตจะ “คุ้มค่า” กับเงินที่จ่ายหรือไม่
ซึ่งคำตอบนั้น คงต้องรอดูกันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ที่มา wccftech

