ปลุกศพท้าทายพระเจ้า: Frankenstein 2025 คืออะไร?
ถ้าวันหนึ่งมนุษย์เชื่อว่าตัวเองยิ่งใหญ่พอจะ “ท้าทายพระเจ้า” ได้ล่ะ? Frankenstein (2025) คือการพาเราเดินเข้าสู่โลกของวิทยาศาสตร์สุดมืดหม่น ที่คำว่า “ปาฏิหาริย์แห่งการฟื้นคืนชีพ” อาจแลกมาด้วยราคาที่โหดร้ายเกินกว่าจะรับไหว
ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงความพยายามจะเอาชนะความตาย การฝืนกฎธรรมชาติ และผลลัพธ์ของการหนีความรับผิดชอบในฐานะผู้สร้าง เมื่อคนที่เล่นบทพระเจ้า กลายเป็นผู้ล่า…และเหยื่อ พร้อมกันเอง
นี่ไม่ใช่แค่หนังสยองขวัญที่หลอกให้เรากลัวช็อกๆ แล้วจบไป แต่มันคือประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ทั้งกดดัน หน่วง และสะเทือนใจแบบยาวๆ คนที่ชอบหนังสยองขวัญสายดราม่าหนักๆ มีพากย์ไทยดูเพลินยาวๆ บอกเลยว่าต้องจดเข้าลิสต์ด่วน
เรื่องย่อ Frankenstein (2025): ผู้สร้าง กับสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยขอเกิด
วิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (Oscar Isaac) คือแพทย์และนักวิทยาศาสตร์หนุ่ม ที่หมกมุ่นกับความคิดว่า “มนุษย์ต้องชนะความตายให้ได้” เขาเชื่อว่าความรู้ด้านวิทยาศาสตร์จะทำให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดของธรรมชาติ
สุดท้ายเขาตัดสินใจท้าทายเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย ด้วยการนำซากศพมนุษย์หลายร่างมาหลอมรวม กลายเป็น “สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้าง” หรือ Frankenstein’s Monster (Jacob Elordi) และทดลองปลุกชีพมันขึ้นมาบนหอคอยกลางพายุฟ้าคะนอง
เมื่อสายฟ้าฟาดลงสู่ร่างไร้วิญญาณ ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น สิ่งที่เคยเป็นเพียงกองซากศพกลับลืมตาขึ้นมา “มีชีวิต” แถมยังมีหัวใจที่รู้สึกได้เหมือนมนุษย์ทุกอย่าง
แต่แทนที่วิกเตอร์จะยอมรับในสิ่งที่ตนเองสร้างด้วยความรับผิดชอบ เขากลับตอบสนองด้วยความกลัว ความละอาย และการปฏิเสธ เขาทอดทิ้งสิ่งมีชีวิตที่ตัวเองให้กำเนิด ปล่อยให้ต้องเผชิญโลกอันโหดร้ายเพียงลำพัง
จาก “ผู้สร้าง” ที่คิดว่าตัวเองควบคุมทุกอย่างได้ จึงค่อยๆ กลายเป็น “ผู้ถูกล่า” โดยสิ่งที่เขาเคยโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี
ลายเซ็น Guillermo del Toro: มอนสเตอร์ที่น่ารักกว่ามนุษย์
ผลงานของ กีเยร์โม เดล โตโร ไม่เคยเป็นแค่หนังที่มีสัตว์ประหลาดโผล่มาหลอกให้ตกใจเท่านั้น ใครที่เคยดูงานอย่าง
Pan’s Labyrinth (2006)
The Shape of Water (2017)
Guillermo Del Toro’s Pinocchio (2022)
จะรู้เลยว่าเขาถนัดมากในการเล่าเรื่องโลกแฟนตาซีปนไซไฟที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ ความเปรียบเปรย และการขุดลงไปถึงหัวใจของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือมอนสเตอร์
ใน Frankenstein (2025) เขายังคงใช้จุดแข็งเดิมคือ การทำให้ “ตัวประหลาด” ดูเป็นมนุษย์ และทำให้ “มนุษย์” ดูน่ากลัวกว่ามอนสเตอร์เสียเอง
Frankenstein’s Monster: เด็กน้อยในร่างยักษ์ที่โลกไม่เคยโอบกอด
จุดที่กินใจที่สุดของเรื่องนี้คือ “สิ่งมีชีวิตที่วิกเตอร์สร้างขึ้น” ถ้าในหัวคุณยังมีภาพจำแบบผีดิบ Frankenstein หน้าตาน่ากลัว แข็งเป็นหิน เดินอืดๆ แบบในหนังยุคเก่า บอกเลยว่าต้องลบภาพนั้นทิ้งให้หมด
ในเวอร์ชันนี้ สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างกลับดูเหมือน “เด็กที่เพิ่งลืมตาดูโลกในร่างยักษ์” เขาไม่ได้เกิดมาพร้อมความชั่วร้าย แต่เกิดมาพร้อม ความว่างเปล่า ความสงสัย และความโหยหาความรัก ที่ไม่เคยได้รับ
การแสดงของ Jacob Elordi ถือว่าโหดมากในเชิงอารมณ์ เขาถ่ายทอดทั้งความอ่อนโยน ความอ้างว้าง ความไม่เข้าใจตัวเอง และความเจ็บปวดที่ไม่มีคำอธิบายได้อย่างครบทุกมิติ
ฉากที่เขาสับสนกับโลกใบนี้ ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังดูเด็กคนหนึ่งที่ถูกโยนลงกลางสงคราม
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากความโกรธแบบอำมหิต แต่เป็นการป้องกันตัว หรือผลลัพธ์จากการถูกผลักไสซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สุดท้ายแทนที่ผู้ชมจะกลัว กลับกลายเป็นว่า รู้สึกเห็นใจและผูกพันกับมอนสเตอร์มากกว่ามนุษย์ในเรื่องด้วยซ้ำ
วิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์: พ่อ ผู้สร้าง และคนขี้ขลาดที่หนีจากความผิดตัวเอง
ในอีกด้านหนึ่ง Oscar Isaac ก็ใส่พลังเต็มร้อยในบท วิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ เขาทำให้ตัวละครนี้ไม่ใช่แค่นักวิทยาศาสตร์บ้าอำนาจ แต่เป็นคนที่ซับซ้อน เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ปนความอ่อนแอในแบบมนุษย์ธรรมดา
เขาอยากเอาชนะความตาย อยากสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ เพื่อพิสูจน์ความเป็นอัจฉริยะ
แต่ในวันที่สิ่งมีชีวิตของเขาลืมตาขึ้นมา เขากลับไม่กล้ารับผิดชอบในฐานะผู้สร้าง
ไฮไลต์ของเรื่องคือ ซีนปะทะอารมณ์ระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับสิ่งที่เขาสร้าง ซึ่งไม่ใช่แค่ความขัดแย้งระหว่าง “คน” กับ “มอนสเตอร์” เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความสัมพันธ์แบบ “พ่อลูก” ที่ทั้งรัก เกลียด กลัว และทำร้ายกันในเวลาเดียวกัน
มันคือคำถามใหญ่ๆ ที่หนังยัดใส่คนดูอย่างแนบเนียนว่า
ถ้าเราเลือกจะสร้างใครสักคนขึ้นมา เรามีสิทธิ์จะทอดทิ้งเขาจริงๆ เหรอ?
ความผิดอยู่ที่ผู้สร้าง หรือสิ่งที่ถูกสร้าง?
มากกว่าหนังสยองขวัญ: คำถามต่อศีลธรรมและธรรมชาติ
แม้จะถูกจัดอยู่ในหมวดหนังสยองขวัญ แต่ Frankenstein (2025) ไม่ได้เดินเกมด้วยการ嚇คนดูแบบรัวๆ ทว่าใช้บรรยากาศหม่นๆ ความอึดอัด และตัวละครที่มีบาดแผลลึกๆ เป็นตัวขับเคลื่อน
หนังตั้งคำถามกับหลายประเด็นที่ชวนคิดตาม:
มนุษย์ควรลากเส้นตรงไหนระหว่างวิทยาศาสตร์กับศีลธรรม?
แท้จริงแล้วอะไรน่ากลัวกว่ากัน ระหว่าง “สิ่งประหลาด” กับ “หัวใจมนุษย์”?
ถ้าโลกไม่เคยให้โอกาส สิ่งมีชีวิตที่เกิดมาโดยไม่เคยขอ จะนับว่าเขาผิดได้เต็มปากหรือไม่?
จังหวะช่วงต้นเรื่องอาจจะปูเนื้อหาช้าไปเล็กน้อย ใครที่ชอบหนังเดินเรื่องไวอาจรู้สึกหน่วงๆ อยู่บ้าง แต่พอพ้นโซนเปิดเรื่องไปแล้ว หนังค่อยๆ ดึงอารมณ์ขึ้นทีละสเต็ป จนยากจะละสายตา
คะแนนความหลอน (และความหน่วง) ส่วนตัว
ในฐานะคนรักหนังสยองขวัญที่อินกับสายดราม่า-จิตวิทยา ต้องบอกว่า Frankenstein (2025) เป็นงานที่ทั้ง หม่น ปวดใจ และสวยงามในเวลาเดียวกัน
ด้านอารมณ์: กดดัน หนัก แต่สวยงาม
ด้านการแสดง: ตัวละครหลักทุกคนเล่นกันชนิดไม่ปล่อยให้คนดูหายใจสะดวก
ด้านไอเดีย: หยิบเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ได้ทันสมัย และมีชั้นเชิง
เวลาชมประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง แต่ไม่รู้สึกสูญเปล่าเลย เพราะหนังพาเราไต่ระดับอารมณ์ไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ต้องนั่งนิ่งๆ ทบทวนตามหลังจบเรื่องไปอีกพักใหญ่
สำหรับความประทับใจส่วนตัว ขอให้ 9.8/10 แบบไม่หัก เหมาะมากสำหรับคนที่อยากได้หนังสยองขวัญที่ไม่ใช่แค่ “น่ากลัว” แต่ยัง “น่าเห็นใจ” และทำให้เราต้องย้อนมองด้านมืดในใจตัวเองด้วย
ถ้าคุณชอบหนังผีที่มากกว่าคำว่ากลัว เรื่องนี้คือคำตอบ
ใครที่กำลังมองหาหนังสยองขวัญคุณภาพ ที่เล่าเรื่องความเป็นมนุษย์ผ่านสายตาของมอนสเตอร์ Frankenstein (2025) คือหนึ่งในเรื่องที่ไม่ควรปล่อยผ่านเด็ดขาด
เตรียมใจไว้เลยว่า คุณอาจจะไม่ได้กลัว “ปีศาจ” เท่ากับกลัวสิ่งที่มนุษย์ทำต่อกันเองก็ได้…

