เข้าใจกลไก รู้เท่าทันความเสี่ยง และป้องกันตัวเองในยุคดิจิทัล
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข่าวเกี่ยวกับ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์”, “บัญชีม้า”, “สแกมเมอร์ข้ามชาติ” และ “เงินผิดกฎหมาย” ปรากฏให้เห็นแทบทุกวัน จนเกิดคำถามใหญ่ที่หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า
ประเทศไทยกำลังกลายเป็นแหล่งฟอกเงินของสแกมเมอร์หรือไม่
คำถามนี้ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกหรือกระแสโซเชียลเพียงอย่างเดียว แต่มีข้อมูลเชิงโครงสร้างทางการเงิน เทคโนโลยี และช่องโหว่ของระบบที่ทำให้ประเทศไทย “ถูกใช้” เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟอกเงินระดับภูมิภาค
บทความนี้จะพาไล่เรียงภาพใหญ่ตั้งแต่
เงินฟอกคืออะไร → สแกมเมอร์ใช้ระบบไหน → ทำไมประเทศไทยจึงถูกเลือก → ใครเสี่ยงเกี่ยวข้องโดยไม่รู้ตัว → และประชาชนทั่วไปควรป้องกันตนเองอย่างไร
ทั้งหมดอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย แต่ยืนอยู่บนข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงเทคนิค

ฟอกเงินคืออะไร และสแกมเมอร์ต้องฟอกเงินไปเพื่ออะไร
การฟอกเงิน (Money Laundering) คือกระบวนการทำให้เงินที่ได้มาจากกิจกรรมผิดกฎหมาย ดูเหมือนเป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถนำไปใช้ จ่าย โอน หรือเก็บสะสมได้โดยไม่ถูกตรวจสอบ
สำหรับสแกมเมอร์ เงินที่หลอกมาได้จะ “ใช้งานไม่ได้ทันที” หากไม่ผ่านกระบวนการฟอก เพราะ
เงินถูกติดตามได้
เส้นทางการโอนผิดปกติ
ธนาคารและรัฐสามารถอายัดได้
ดังนั้น เป้าหมายของสแกมเมอร์ไม่ใช่แค่ “หลอกเงินได้” แต่คือ ทำให้เงินหายไปจากระบบตรวจจับ
กลไกฟอกเงินของสแกมเมอร์ในยุคดิจิทัล
สแกมเมอร์ยุคใหม่ไม่ได้ใช้วิธีซับซ้อนแบบในหนัง แต่ใช้ช่องโหว่ที่เกิดจาก “ความเร็วของระบบดิจิทัล” และ “พฤติกรรมผู้ใช้ทั่วไป”
โครงสร้างหลักที่ใช้กันมาก
บัญชีม้า (Money Mule Account)
ใช้บัญชีธนาคารของบุคคลทั่วไป
เปิดจริง มีบัตรจริง มีแอปจริง
แต่ถูกควบคุมโดยเครือข่าย
การโอนเงินหลายทอด (Layering)
เงินถูกโอนต่อภายในไม่กี่นาที
จากบัญชีหนึ่ง → อีกบัญชีหนึ่ง → อีกหลายบัญชี
เพื่อทำให้เส้นทางซับซ้อน
การใช้ Wallet / Crypto / E-Wallet
แปลงเงินสด → เงินดิจิทัล → โอนข้ามประเทศ
โดยไม่ต้องเจอตัวจริง
การซื้อ–ขายสินค้าหรือบริการปลอม
สร้างธุรกรรมปลอมเพื่ออ้างรายได้
เช่น ค่าโฆษณา ค่าไอที ค่าที่ปรึกษา

ทำไมประเทศไทยจึงถูกใช้เป็นจุดฟอกเงิน
นี่คือคำถามสำคัญ และคำตอบไม่ได้อยู่ที่ “คนไทยโกง”
แต่อยู่ที่ โครงสร้างระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวก
1. ระบบการเงินดิจิทัลที่เร็วมาก
โอนเงินแบบเรียลไทม์
เปิดบัญชีผ่านแอป
ผูกพร้อมเพย์ง่าย
สิ่งที่ดีต่อผู้ใช้ทั่วไป
กลายเป็นข้อได้เปรียบของอาชญากร
2. ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการโอนในภูมิภาค
มีแรงงานข้ามชาติ
มีธุรกิจข้ามพรมแดน
มีการโอนเงินเข้า–ออกสูง
ทำให้การโอน “ไม่ดูผิดปกติในภาพรวม”
3. ประชาชนจำนวนมากยังไม่เข้าใจความเสี่ยงของบัญชีม้า
หลายคนถูกหลอกด้วยข้อเสนอเช่น
ให้เช่าบัญชี
รับเงินแล้วโอนต่อ
เปิดบัญชีแทน
โดยไม่รู้ว่าเข้าข่ายฟอกเงินทันที
4. สแกมเมอร์ไม่ได้อยู่ในไทย แต่ใช้ไทยเป็น “ทางผ่าน”
เงินอาจเริ่มจาก
เหยื่อประเทศ A → บัญชีไทย → Wallet ต่างประเทศ → ปลายทางจริง
ประเทศไทยจึงเป็น “จุดผ่าน” ไม่ใช่ต้นทางเสมอไป
ใครบ้างที่เสี่ยงเข้าไปเกี่ยวข้องโดยไม่รู้ตัว
นี่คือจุดที่น่ากังวลที่สุด เพราะคนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก
ไม่คิดว่าตัวเองกำลังทำผิด
กลุ่มเสี่ยงที่พบมาก:
นักเรียน นักศึกษา
ผู้มีรายได้น้อย
ผู้ที่ต้องการเงินด่วน
ผู้ที่ไม่เข้าใจระบบกฎหมายการเงิน
การรับเงินเข้าแล้วโอนต่อ
แม้ไม่ได้หลอกใครเอง
ก็เข้าข่าย “มีส่วนร่วมในการฟอกเงิน”

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ข่าว
ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่คนโกงถูกจับ แต่กระทบทั้งระบบ
บัญชีถูกอายัดย้อนหลัง
เครดิตทางการเงินเสีย
ธนาคารเข้มงวดขึ้น
คนทั่วไปโอนเงินยากขึ้น
ธุรกิจออนไลน์ถูกตรวจหนัก
สุดท้ายคือ ความเชื่อมั่นของประเทศ
ประชาชนทั่วไปควรป้องกันตัวเองอย่างไร
ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญการเงิน
แค่เข้าใจหลักคิดเหล่านี้ก็ลดความเสี่ยงได้มาก
1. ไม่ให้ใครยืมบัญชี ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด
บัญชี = ตัวตนทางกฎหมาย
2. ไม่รับเงินแล้วโอนต่อให้คนแปลกหน้า
แม้จะอ้างว่าเป็นงาน
3. ตรวจสอบแหล่งรายได้ที่ดูง่ายเกินจริง
รายได้ที่ไม่ต้องทำอะไรเลย มักมีต้นทุนที่มองไม่เห็น
4. แยกบัญชีส่วนตัวกับธุรกิจให้ชัด
ช่วยลดความเสี่ยงโดนพัวพัน
บทเรียนสำคัญที่ควรเข้าใจร่วมกัน
ประเทศไทยไม่ได้ “อยากเป็น” แหล่งฟอกเงิน
แต่ถูกเลือกเพราะระบบดี สะดวก และเร็ว
ทางออกไม่ใช่การกลัวเทคโนโลยี
แต่คือ เข้าใจเทคโนโลยีให้มากขึ้น
เมื่อประชาชนรู้เท่าทัน
ช่องโหว่จะค่อย ๆ ปิด
และระบบจะกลับมาทำงานเพื่อคนที่ใช้ด้วยความสุจริต
รู้ทัน คือการป้องกันที่ดีที่สุด
การฟอกเงินของสแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่แก้ไม่ได้
ความเข้าใจ
การตั้งคำถาม
และการไม่โลภกับทางลัดที่ดูง่ายเกินจริง
คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคดิจิทัล

