เพียงไม่กี่วันหลังจาก TikTok ปิดดีลโอนกิจการในสหรัฐฯ ให้บริษัทใหม่ที่มีเจ้าของเป็นฝั่งอเมริกันเป็นหลัก แพลตฟอร์มวิดีโอชื่อดังก็ต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ทันที ทั้ง ระบบล่ม การอัปโหลดวิดีโอไม่ได้ และที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ ความกังวลเรื่องการเซ็นเซอร์เนื้อหา โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองและสังคม
เหตุการณ์นี้ไม่เพียงกระทบประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ แต่ยังเริ่มสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อ TikTok เวอร์ชันสหรัฐฯ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของบริษัทใหม่
เกิดอะไรขึ้นกับ TikTok สหรัฐฯ
ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ใช้ TikTok ในสหรัฐฯ จำนวนไม่น้อยพบว่า
ไม่สามารถอัปโหลดวิดีโอได้
วิดีโอที่โพสต์ไปแล้วไม่แสดงผล
หรือยอดวิว ยอดไลก์เป็นศูนย์ผิดปกติ
TikTok ออกมาชี้แจงว่า ปัญหานี้เกิดจาก ไฟฟ้าดับในศูนย์ข้อมูล (Data Center) แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้เกิดสิ่งที่บริษัทเรียกว่า
“Cascading systems failure”
หรือความล้มเหลวที่ลามเป็นลูกโซ่ไปทั่วระบบ
ผลกระทบที่ผู้ใช้อาจยังพบอยู่ ได้แก่
โหลดวิดีโอช้าลง
คำขอใช้งานหมดเวลา (Timeout)
ยอดวิวหรือไลก์ไม่ขึ้น
ระบบแสดงผลผิดพลาด
TikTok ระบุว่ายังคงอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว

จากระบบล่ม สู่ข้อกังวลเรื่อง “การเซ็นเซอร์”
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น คือผู้ใช้จำนวนหนึ่งพบว่า
วิดีโอเกี่ยวกับ หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (ICE)
และเหตุ กราดยิงในเมืองมินนิอาโปลิสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ไม่สามารถเผยแพร่ได้ตามปกติ
ผู้ใช้รายงานอาการที่คล้ายกันหลายแบบ เช่น
วิดีโอถูกส่งเข้าสู่ขั้นตอน “ตรวจสอบ” โดยไม่ทราบสาเหตุ
ยอดวิวต่ำกว่าปกติอย่างผิดสังเกต
ได้รับแจ้งว่าโพสต์ถูกจัดเป็น
“Ineligible for Recommendation”
หรือไม่เหมาะสมสำหรับการแนะนำในระบบบางบัญชีถูกระงับการใช้งานชั่วคราว
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า
👉 นี่เป็นแค่ผลข้างเคียงจากระบบล่ม
👉 หรือเป็นสัญญาณของ การควบคุมเนื้อหาเข้มงวดขึ้น หลังเปลี่ยนโครงสร้างเจ้าของ
TikTok ปฏิเสธเซ็นเซอร์ แต่ความกังวลยังไม่หาย
แม้ TikTok จะชี้แจงว่าปัญหาทั้งหมดเชื่อมโยงกับความผิดพลาดของระบบโครงสร้างพื้นฐาน แต่สำหรับผู้ใช้หลายคน โดยเฉพาะครีเอเตอร์สายข่าวและประเด็นสังคม ความเชื่อมั่นเริ่มสั่นคลอน
เพราะเนื้อหาที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่
เป็นประเด็นการเมือง
การบังคับใช้กฎหมาย
เหตุรุนแรงในสังคม
ซึ่งล้วนเป็นหัวข้ออ่อนไหวในบริบทของ TikTok สหรัฐฯ หลังดีลเปลี่ยนมือ
ผู้ใช้เริ่ม “โหวตด้วยเท้า” ย้ายไปแพลตฟอร์มใหม่
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือ ผู้ใช้บางส่วนเริ่มย้ายออกจาก TikTok ไปยังแพลตฟอร์มวิดีโอทางเลือกอย่าง UpScrolled
ข้อมูลจาก App Store ระบุว่า
UpScrolled ขึ้นไปอยู่ที่ อันดับ 8 แอปฟรีในสหรัฐฯ
และเคยพุ่งสูงถึง อันดับ 2 ในช่วงสั้น ๆ ของวันเดียวกัน
แม้จะยังไม่ใช่การอพยพครั้งใหญ่ แต่ก็สะท้อนความไม่มั่นใจของผู้ใช้ต่อสถานการณ์ของ TikTok ในช่วงนี้ได้ชัดเจน
ประเด็นความเป็นส่วนตัวกลับมาอีกครั้ง
นอกจากปัญหาระบบและการเซ็นเซอร์ ผู้ใช้บางส่วนยังแสดงความกังวลต่อ
นโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) ฉบับอัปเดตของ TikTok
โดยมีการระบุว่า TikTok อาจเก็บข้อมูล เช่น
สถานะสัญชาติหรือสถานะการเข้าเมือง
ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งแบบละเอียด
อย่างไรก็ตาม มีการยืนยันว่า
ข้อความลักษณะนี้ เคยอยู่ในนโยบายเดิมอยู่แล้ว
ไม่ใช่การเพิ่มใหม่หลังดีลเปลี่ยนเจ้าของ
แต่ในช่วงที่ความเชื่อมั่นสั่นคลอน รายละเอียดเหล่านี้ก็ยิ่งถูกจับตามองมากขึ้น

TikTok สหรัฐฯ โครงสร้างใหม่ ใครถือหุ้นบ้าง
บริษัทใหม่ในสหรัฐฯ ใช้ชื่อว่า TikTok USDS Joint Venture LLC
โครงสร้างผู้ถือหุ้นมีดังนี้
นักลงทุนสหรัฐฯ และนานาชาติรวมกันถือ 80.1%
ผู้ถือหุ้นหลัก ได้แก่
Oracle
Silver Lake
MGX (จากอาบูดาบี)
ทั้งสามรายถือหุ้นรายละ 15% ในฐานะผู้บริหารจัดการ
ผู้ถือหุ้นสหรัฐฯ รายอื่น เช่น
Dell Family Office
กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ Susquehanna International Group
ByteDance บริษัทแม่จากจีน ยังคงถือหุ้น 19.9%
ใครดูแล TikTok สหรัฐฯ ตอนนี้
TikTok สหรัฐฯ มี คณะกรรมการ 7 คน
เป็นบอร์ดที่มีชาวอเมริกันเป็นเสียงข้างมาก
Adam Presser อดีตหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการระดับโลกของ TikTok
ดำรงตำแหน่ง CEO
ภายใต้ข้อตกลงนี้ บริษัทใหม่จะรับผิดชอบ
การปกป้องข้อมูลผู้ใช้ในสหรัฐฯ
การกลั่นกรองเนื้อหา
ความปลอดภัยของอัลกอริทึมแนะนำคอนเทนต์
โดยอัลกอริทึมของ TikTok
ถูกฝึกและอัปเดตใหม่บนข้อมูลผู้ใช้ในสหรัฐฯ
และถูกเก็บรักษาไว้ในระบบคลาวด์ของ Oracle
เรื่องนี้สำคัญกับใครบ้าง
ผู้ใช้ TikTok สหรัฐฯ
ประสบการณ์ใช้งานยังไม่นิ่ง
ต้องจับตาการจัดการเนื้อหาอย่างใกล้ชิด
ครีเอเตอร์สายข่าวและสังคม
ความเสี่ยงด้านการมองเห็นคอนเทนต์เพิ่มขึ้น
อาจต้องกระจายแพลตฟอร์มมากกว่าเดิม
TikTok USDS
ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ทั้งด้านเทคนิคและนโยบาย
ตลาดโซเชียลมีเดีย
แพลตฟอร์มทางเลือกเริ่มมีโอกาสเติบโต
ผู้ใช้พร้อมย้าย หากความเชื่อมั่นหายไป
บทสรุป: ดีลเพิ่งปิด แต่บททดสอบมาเร็วเกินคาด
สถานการณ์ของ TikTok สหรัฐฯ ในเวลานี้สะท้อนความจริงว่า
การเปลี่ยนโครงสร้างเจ้าของ ไม่ได้จบแค่เซ็นสัญญา
ทั้งปัญหาระบบล่ม ความหวั่นใจเรื่องการเซ็นเซอร์ และประเด็นความเป็นส่วนตัว ล้วนเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ TikTok ควรจะ “พิสูจน์ตัวเอง” ให้ผู้ใช้เห็นว่าการเปลี่ยนมือครั้งนี้จะทำให้แพลตฟอร์มดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง
คำถามสำคัญต่อจากนี้คือ
TikTok USDS จะกู้ความเชื่อมั่นกลับมาได้เร็วแค่ไหน
และผู้ใช้จะอดทนรอ หรือเลือกย้ายออกถาวร
ซึ่งคำตอบอาจชัดเจนขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ที่มา macrumors

