คู่มือ กยศ. 2026: วงเงินกู้ ค่าเทอม และค่าครองชีพที่ควรรู้
1. ภาพรวม กยศ. ปี 2026 และสิ่งที่นักศึกษาต้องรู้
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เป็นกองทุนของรัฐบาลภายใต้กระทรวงการคลัง ที่ช่วยให้นักเรียน–นักศึกษาสามารถกู้เงินไปใช้เป็น ค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ แล้วค่อยผ่อนชำระคืนหลังจบการศึกษา ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำมากเมื่อเทียบกับสินเชื่อทั่วไป (โดยประกาศล่าสุดอยู่ประมาณ 1% ต่อปี หรือ 0.75% สำหรับบางกลุ่ม)
ข้อมูลในปีการศึกษา 2569 (2026) ย้ำประเด็นสำคัญดังนี้
มีประกาศกำหนด ลักษณะเงินกู้และขอบเขตการให้กู้ สำหรับปี 2569 โดยเฉพาะ
ใช้ระบบดิจิทัล DSL / กยศ. Connect / Pre-Approve เป็นหัวใจสำคัญในการยื่นกู้
เน้นกลุ่ม ขาดแคลนทุนทรัพย์ (รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาท/ปี) และกลุ่มสาขาที่ประเทศต้องการ
ตั้งเพดานค่าครองชีพที่ชัดเจน: ไม่เกิน 3,000 บาท/เดือน หรือ 36,000 บาท/ปีการศึกษา
ก่อนยื่นกู้ ทุกคนต้องตรวจสอบคุณสมบัติให้ครบ เช่น สัญชาติไทย อายุไม่เกิน 30 ปี (ครั้งแรกที่กู้), ไม่เคยจบปริญญาตรีมาก่อน, ไม่เป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้กองทุน และต้องมีหลักฐานการทำจิตอาสาอย่างน้อย 1 กิจกรรม
2. ประเภทค่าใช้จ่ายที่กู้ได้จาก กยศ.
กยศ. ครอบคลุม 3 หมวดค่าใช้จ่ายหลัก ๆ เกี่ยวกับการศึกษา ดังนี้
ค่าเล่าเรียน (ค่าเทอม)
ชำระตรงให้สถานศึกษา
วงเงินขึ้นกับระดับการศึกษา สาขาวิชา และขอบเขตที่ประกาศในแต่ละปี
ผู้กู้จะได้รับเงินกู้ ไม่เกินค่าเทอมจริง ที่มหาวิทยาลัยเรียกเก็บ แม้เพดานที่กองทุนกำหนดจะสูงกว่า
ค่าครองชีพ
กู้ได้เฉพาะผู้ที่รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาท/ปี (ในกลุ่มตามที่กำหนด)
เพดานปี 2569 คือ ไม่เกิน 3,000 บาท/เดือน หรือ 36,000 บาท/ปีการศึกษา
เงินจะโอนเข้าบัญชีผู้กู้เป็นงวด ๆ ไม่ใช่ก้อนเดียวทั้งปี จึงต้องวางแผนใช้จ่ายให้ดี
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา
เช่น ค่าหนังสือ เอกสาร อุปกรณ์เรียน ค่ากิจกรรมบางอย่างที่สถาบันกำหนด
รายละเอียดเพดานและประเภทค่าใช้จ่ายต้องดูตามประกาศของกองทุนและเงื่อนไขของสถานศึกษาในปีนั้น ๆ
3. เพดานวงเงินกู้ กยศ. 2026 ตามระดับการศึกษา
ข้อมูลวงเงินกู้ค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพในภาพรวม (ต่อปีการศึกษา) มีดังนี้
มัธยมศึกษาตอนปลาย
ค่าเล่าเรียน: 14,000 บาท/ปี
ค่าครองชีพ: 21,600 บาท/ปี
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)
ค่าเล่าเรียน: 21,000 บาท/ปี
ค่าครองชีพ: 36,000 บาท/ปี
ปวท./ปวส. หรือเทียบเท่า
ค่าเล่าเรียน: 25,000 – 60,000 บาท/ปี
ค่าครองชีพ: 36,000 บาท/ปี
อนุปริญญา / ปริญญาตรี
ค่าเล่าเรียน: 50,000 – 200,000 บาท/ปี
ค่าครองชีพ: 36,000 บาท/ปี
ประกาศนียบัตรบัณฑิต
ค่าเล่าเรียน: 200,000 บาท/ปี
ค่าครองชีพ: 36,000 บาท/ปี
ปริญญาโท
ค่าเล่าเรียน: 80,000 – 200,000 บาท/ปี
ค่าครองชีพ: 36,000 บาท/ปี
หมายเหตุ: ตัวเลขด้านบนเป็นเพดานสูงสุดที่กองทุนกำหนดในกรอบภาพรวม แต่ วงเงินจริงที่จะได้ ต้องดูตามประกาศของกองทุนในปีนั้น ๆ และตามรายการสาขา–หลักสูตรที่ได้รับสิทธิ์
4. วิธีคำนวณ “ค่าเทอมต้องจ่ายเองเท่าไหร่” เมื่อเทียบกับเพดาน กยศ.
หลักคิดสำคัญ:
กยศ. จะจ่ายค่าเล่าเรียนให้ “ไม่เกินค่าเทอมจริง” และไม่เกินเพดานที่กองทุนกำหนดสำหรับหลักสูตรนั้น ๆ
ตัวอย่างจากกรณีศึกษาในเอกสาร:
หลักสูตรระดับปริญญาตรี คณะโลจิสติกส์ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
กรอบวงเงินที่ กยศ. กำหนดสำหรับคณะนี้: 80,000 บาท/ปี
แต่ค่าเทอมจริงของมหาวิทยาลัย: 75,000 บาท/ปี
ในกรณีนี้:
วงเงินกู้ค่าเล่าเรียนสูงสุดที่นาย ก. จะได้ คือ 75,000 บาท (เท่ากับค่าเทอมจริง)
ส่วนต่าง 5,000 บาท (80,000 – 75,000) ใช้ไม่ได้ เพราะเกินค่าเทอมจริง
สรุปสูตรคิดง่าย ๆ
วงเงินกู้ค่าเทอมสูงสุดต่อปี =
`น้อยกว่า หรือ เท่ากับ (เพดานกองทุนสำหรับหลักสูตรนั้น) และ (ค่าเทอมจริงของสถาบัน)`
หาก
ค่าเทอมจริง ต่ำกว่า เพดานกองทุน → กยศ. จ่ายได้เต็มตามค่าเทอมจริง
ค่าเทอมจริง สูงกว่า เพดานกองทุน → กยศ. จ่ายได้เท่ากับเพดานกองทุน ส่วนที่เกินต้องออกเอง
5. วิธีคิดค่าครองชีพ กยศ. 2026: ได้ต่อเดือนเท่าไหร่ และต้องออกเองประมาณกี่บาท
ข้อมูลจากประกาศระบุว่า
ผู้ที่มีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาท/ปี สามารถกู้ค่าครองชีพได้
เพดาน: ไม่เกิน 3,000 บาท/เดือน หรือ 36,000 บาท/ปีการศึกษา
หากคิดแบบง่าย ๆ
สมมติเรียน 12 เดือน กยศ. ช่วย 3,000 บาท/เดือน เต็มเพดาน
- หากค่าใช้จ่ายจริงต่อเดือนสูงกว่านี้ เช่น 6,000 บาท/เดือน
นักศึกษาต้องออกเองเพิ่ม ประมาณ 3,000 บาท/เดือน
จากข้อมูลค่าครองชีพจริง (ไม่รวมค่าเทอม) ที่รวบรวมไว้
กรุงเทพฯ (งบขั้นต่ำ): ประมาณ 105,000 บาท/ปี
ต่างจังหวัด (งบขั้นต่ำ): ประมาณ 56,000 บาท/ปี
เมื่อเทียบกับเพดานค่าครองชีพ กยศ. 36,000 บาท/ปี
เด็กในกรุงเทพฯ (งบขั้นต่ำ) ยังต้องออกเองประมาณ
`105,000 – 36,000 = 69,000 บาท/ปี` (เฉพาะค่าครองชีพ)เด็กต่างจังหวัด (งบขั้นต่ำ) ต้องออกเองประมาณ
`56,000 – 36,000 = 20,000 บาท/ปี`
ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างภาพรวมจากข้อมูลค่าครองชีพที่อ้างอิงในบทความ ไม่ใช่เพดานของกองทุน แต่ช่วยให้เห็นว่า แม้กยศ. จะช่วยได้มาก แต่ส่วนต่างค่าครองชีพยังต้องวางแผนออกเองอยู่ดี
6. ตัวอย่างเปรียบเทียบ: มหาวิทยาลัยรัฐ vs เอกชน และคณะยอดฮิต
6.1 มหาวิทยาลัยของรัฐ: คณะสายสังคม / บริหาร
จากข้อมูลค่าใช้จ่าย 4 ปีในมหาวิทยาลัย (รวมค่าเทอม+ค่าครองชีพ) สำหรับสายสังคม/บริหาร/มนุษยศาสตร์
ค่าเทอมเฉลี่ย: 24,000 – 30,000 บาท/ปี
- รวมค่าใช้จ่าย 4 ปี (สายสังคม/บริหาร)
กรุงเทพฯ งบขั้นต่ำ: ประมาณ 516,000 บาท
ต่างจังหวัด งบขั้นต่ำ: ประมาณ 320,000 บาท
เมื่อนำกยศ. เข้ามา
ถ้าค่าเทอมอยู่ในเพดานที่กองทุนกำหนด (ซึ่งส่วนใหญ่คณะสายสังคมอยู่ที่ราว 15,000 – 20,000 บาท/เทอม หรือ ~30,000 – 40,000 บาท/ปี)
→ ส่วนใหญ่ค่าเทอมของมหาวิทยาลัยรัฐ มีโอกาสถูกครอบคลุมได้เกือบหมดหรือทั้งหมด โดยกยศ.ส่วนค่าครองชีพ กยศ. ช่วยได้ 36,000 บาท/ปี
→ ส่วนต่างยังต้องออกเอง (ดูการคำนวณในหัวข้อก่อนหน้า)
6.2 มหาวิทยาลัยของรัฐ: คณะสายวิทย์ / วิศวกรรม
ค่าใช้จ่ายรวม 4 ปี (ค่าเทอม ~30,000 – 50,000 บาท/ปี)
กรุงเทพฯ งบขั้นต่ำ: ประมาณ 580,000 บาท
ต่างจังหวัด งบขั้นต่ำ: ประมาณ 360,000 บาท
เพดานค่าเทอม กยศ. สายวิทย์/วิศวะในระดับปริญญาตรี (50,000 – 200,000 บาท/ปี ในกรอบรวม) มักสูงพอที่จะครอบคลุมค่าเทอมของมหาวิทยาลัยรัฐส่วนใหญ่
สรุปในภาพรวม
มหาวิทยาลัยรัฐ: ค่าเทอมโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับที่กยศ. ครอบคลุมได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะสายสังคม–บริหาร
สายวิทย์/วิศวะ ในมหาวิทยาลัยรัฐ: เพดานกยศ. ยังสูงกว่าหรือใกล้เคียงค่าเทอมจริง จึงมีโอกาสกู้ได้เกือบเต็มค่าเทอม
ส่วนต่างที่ต้องกังวลมากที่สุดจึงไม่ใช่ค่าเทอม แต่คือ ค่าครองชีพจริง ที่สูงกว่าค่าครองชีพที่กยศ. ช่วยได้ 3,000 บาท/เดือน
6.3 มหาวิทยาลัยเอกชนและหลักสูตรนานาชาติ
ข้อมูลค่าเทอมในภาพรวม
มหาวิทยาลัยในไทยปี 2026 โดยเฉลี่ย: 15,000 – 50,000 บาท/เทอม
บางคณะ/สาขา: 30,000 – 100,000 บาท/เทอม
มหาวิทยาลัยเอกชน/หลักสูตรนานาชาติ: บางแห่งสูงกว่า 100,000 บาท/เทอม
เมื่อเทียบกับเพดานค่าเล่าเรียนในระดับปริญญาตรีของกยศ. (50,000 – 200,000 บาท/ปี)
หากค่าเทอมเอกชนอยู่ในช่วง 50,000 – 100,000 บาท/เทอม (100,000 – 200,000 บาท/ปี)
→ บางหลักสูตรจะยังอยู่ในเพดานกยศ. แต่หากสูงกว่านั้น ส่วนเกินต้องออกเองสายแพทย์/ทันตแพทย์/พยาบาลในบางมหาวิทยาลัย ค่าเทอมอาจอยู่ที่ 30,000 – 80,000 บาท/เทอม หรือสูงกว่านั้น
→ ต้องเปรียบเทียบกับเพดานของกองทุนสำหรับหลักสูตรนั้นโดยตรง
โดยรวมแล้ว นักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชน มักต้องออกค่าเทอมเองบางส่วน แม้จะกู้กยศ. เต็มเพดานแล้ว โดยเฉพาะหลักสูตรนานาชาติหรือนวัตกรรมพิเศษ
7. แนะนำการวางแผนการเงินสำหรับนักศึกษาที่ใช้ กยศ.
แม้กยศ. จะช่วยได้มากทั้งค่าเทอมและค่าครองชีพ แต่ข้อมูลค่าใช้จ่ายจริงแสดงให้เห็นว่ามักยังมีส่วนต่างที่ต้องออกเองพอสมควร จึงควรวางแผนดังนี้
7.1 การจัดงบค่าเทอม
ตรวจสอบ เพดานวงเงินกู้ ของหลักสูตรที่จะเรียน จากประกาศปี 2569 โดยตรง
เปรียบเทียบกับ ค่าเทอมจริง ของมหาวิทยาลัยเป้าหมาย
ถ้าค่าเทอม ≤ เพดาน → มีโอกาสที่กยศ. จะครอบคลุมค่าเทอมได้เต็ม
ถ้าค่าเทอม > เพดาน → ควรเผื่อเงินส่วนต่างไว้ตั้งแต่ต้น
คิดค่าเทอมแบบ “ต่อเทอม” แทนที่จะมองทั้งปี เพื่อวางแผนเงินก้อนและการจ่ายแต่ละรอบได้ง่ายขึ้น
7.2 การควบคุมค่าครองชีพ
จากข้อมูล
ค่าหอพัก+อาหาร+เดินทาง+ค่าใช้จ่ายอื่นในกรุงเทพฯ แบบขั้นต่ำ รวมประมาณ 105,000 บาท/ปี (ไม่รวมค่าเทอม)
ต่างจังหวัดขั้นต่ำประมาณ 56,000 บาท/ปี
ขณะที่ กยศ. ช่วยได้ 36,000 บาท/ปี ดังนั้น
วางงบใช้จ่ายรายเดือนให้ไม่เกินกรอบที่คำนวณไว้
- รู้ว่าตัวเองอยู่ในระดับใด:
แบบ “งบขั้นต่ำ” ต้องประหยัดมาก
หรือแบบ “งบยืดหยุ่น” ที่ใช้จ่ายได้สบายขึ้นแต่ต้องมีรายได้เพิ่มหรือการสนับสนุนจากครอบครัว
7.3 การหารายได้เสริม (ตามข้อมูลในภาพรวม)
ในข้อมูลมีการยกตัวอย่างว่า การทำงาน Part-time 15–20 ชั่วโมง/สัปดาห์ อาจสร้างรายได้เสริม 3,000 – 8,000 บาท/เดือน ซึ่งช่วยปิดช่องว่างระหว่างค่าครองชีพจริงกับเงินค่าครองชีพจากกยศ.
อย่างไรก็ตาม การทำงานพิเศษควรคำนึงถึงผลต่อการเรียนเสมอ และเลือกชั่วโมงงานที่ไม่กระทบการเรียนในระยะยาว
8. ข้อควรรู้–ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และเช็กลิสต์เตรียมตัวยื่นกู้ปี 2026
8.1 สิ่งที่ต้องระวังก่อนเซ็นสัญญา
จากข้อมูลประกาศและคำเตือนของกยศ. มีประเด็นสำคัญดังนี้
ตรวจสอบสาขาและวงเงินที่ได้รับสิทธิ์
สิทธิ์การกู้และวงเงินขึ้นอยู่กับระดับการศึกษา สาขาวิชา และประกาศของกองทุนในปีนั้น
ต้องตรวจรายชื่อสาขาและเพดานวงเงินจากประกาศล่าสุดทุกครั้งก่อนสมัคร
รายได้ครอบครัว (กลุ่มขาดแคลนทุนทรัพย์)
ต้องไม่เกิน 360,000 บาท/ปี (รวมรายได้บิดา มารดา และนักศึกษา)
ต้องกรอกข้อมูลให้ตรงกับแบบฟอร์ม เช่น กยศ.102 และเอกสารรับรองรายได้
ต้องมีหลักฐานจิตอาสา
ต้องมีการทำจิตอาสาอย่างน้อย 1 กิจกรรม
หลายคนพลาดเพราะลืมเตรียมหลักฐาน ทำให้ยื่นกู้ไม่ทัน
เงินค่าครองชีพโอนเป็นงวด
ไม่ได้จ่ายครั้งเดียวทั้งปี
ต้องวางแผนใช้จ่ายตามรอบที่ได้รับเงิน
ชำระหนี้ล่าช้ามีผลต่อเครดิต
หากผิดนัดชำระ จะกระทบเครดิตบูโรและอาจถูกฟ้อง
ควรวางแผนผ่อนชำระตั้งแต่เริ่มทำงาน และรู้กำหนดการชำระงวดแรก (หลังพ้นระยะปลอดหนี้ 2 ปี)
กำหนดยื่นของแต่ละมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกัน
ต้องติดตามประกาศจากสำนักกิจการนักศึกษาของสถาบันตัวเอง
8.2 เช็กลิสต์เอกสารหลักในการยื่นกู้ปี 2026 (ตัวอย่างจากระบบ DSL)
แบบคำขอกู้ยืมเงินจากระบบ e-Studentloan / DSL (แบบ กยศ. 101)
- หนังสือให้ความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลของ
ผู้กู้ยืม
บิดา–มารดา/ผู้ปกครอง
คู่สมรส (ถ้ามี)
สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้เกี่ยวข้อง
- เอกสารรับรองรายได้ครอบครัว
มีรายได้ประจำ: สลิปเงินเดือน/หนังสือรับรองเงินเดือน
ไม่มีรายได้ประจำ: แบบฟอร์ม กยศ.102 พร้อมสำเนาบัตรเจ้าหน้าที่รัฐ/ข้าราชการที่รับรอง
หนังสือแสดงความคิดเห็นของอาจารย์แนะแนวหรืออาจารย์ที่ปรึกษา (กยศ.103)
แผนผังที่อยู่อาศัยพร้อมรูปถ่ายบ้าน
ใบแสดงผลการเรียน/หลักฐานการศึกษา
หลักฐานการทำกิจกรรมจิตอาสาอย่างน้อย 1 กิจกรรม
8.3 ขั้นตอนระบบใหม่แบบสรุป
เตรียมแอปและระบบ
ThaID, ทางรัฐ, กยศ. Connect
Pre-Approve (ผู้กู้รายใหม่)
ยื่นความประสงค์ขอกู้ ตรวจสอบสิทธิเบื้องต้น
กรอกข้อมูลตนเองและครอบครัว แนบเอกสารรายได้
รอผลอนุมัติ (Waterfall Model)
กยศ. ตรวจสอบข้อมูลและจัดสรรวงเงิน
ทำรายการในระบบ DSL / กยศ. Connect
ยืนยันยอดเบิก ลงนาม และส่งเอกสารให้สถานศึกษา
เมื่อเข้าใจโครงสร้างนี้และวางแผนการเงินควบคู่ไปด้วย นักศึกษาจะมองภาพได้ชัดว่า กยศ. ช่วยอะไรได้บ้าง ช่วยได้มากน้อยแค่ไหน และส่วนไหนที่ต้องเตรียมจ่ายเอง ทำให้การตัดสินใจเลือกสถาบันและวางแผนในปีการศึกษา 2026 เป็นไปอย่างมีข้อมูลครบถ้วนและลดความผิดพลาดได้มากที่สุด


ความคิดเห็น