รับแอปรับแอป

โปรตีนที่ใช่ ช่วยต่อชีวิตเด็กโรคเมตาบอลิซึมบกพร่อง: เมื่อเมล็ดทานตะวัน-กระเพาะปลา กลายเป็นอาหารทางการแพทย์

สุพจน์ วัฒนชัย01-29

โปรตีนสำคัญต่อทุกลมหายใจของร่างกาย

โปรตีนเป็นสารอาหารพื้นฐานที่ร่างกายของเราทุกเพศทุกวัยต้องการ โดยโปรตีนถูกสร้างขึ้นจากกรดอะมิโน (amino acid) ซึ่งในธรรมชาติมีอยู่ประมาณ 20 ชนิด แตกต่างกันไปตามชนิดของโปรตีนที่เรากินเข้าไป

กรดอะมิโนแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กรดอะมิโนจำเป็น ที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ต้องได้จากอาหารเท่านั้น และ กรดอะมิโนไม่จำเป็น ที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์เองได้ เมื่อเรากินอาหารที่มีโปรตีน ร่างกายจะย่อย ดูดซึม และนำกรดอะมิโนเหล่านี้ไปผ่านกระบวนการเมตาบอลิซึม เพื่อให้ทำหน้าที่ต่างๆ ได้ตามปกติ

แต่เมื่อกระบวนการเมตาบอลิซึมของกรดอะมิโน “ผิดจังหวะ” หรือทำงานไม่ได้ตามที่ควรจะเป็น ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปทันที

เมื่อเมตาบอลิซึมสะดุด: โรคหายากที่กระทบตั้งแต่แรกเกิด

มีโรคบางกลุ่มที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถจัดการเมตาบอลิซึมของกรดอะมิโนได้ตามปกติ หนึ่งในนั้นคือ “โรคเหตุบกพร่องทางเมตาบอลิซึมของกรดอินทรีย์” ซึ่งมีสาเหตุจากความผิดปกติทางพันธุกรรม

โรคกลุ่มนี้จัดเป็น โรคหายาก (rare disease) พบได้ประมาณ 1 ในประชากร 25,000 ราย โดยเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการเผาผลาญกรดอะมิโน 3 ชนิดสำคัญ ได้แก่ ลิวซีน ไอโซลิวซีน และวาลีน

เด็กที่ป่วยมักเริ่มมีอาการตั้งแต่ช่วงแรกเกิด เพราะร่างกายไม่สามารถจัดการกับกรดอะมิโนที่ได้รับจากนมได้ เกิดการสะสมของสารพิษในร่างกาย และนำไปสู่อาการทางสมอง เช่น

  • ซึม ไม่ค่อยตอบสนอง

  • ชัก

  • ตัวอ่อน หมดแรง

  • มีกลิ่นตัวหรือกลิ่นลมหายใจผิดปกติจากสารพิษที่สะสม

หากอาการรุนแรง อาจนำไปสู่สมองพิการ หรือเสียชีวิต ได้ ส่วนรายที่อาการไม่รุนแรงมาก มักมีภาวะพัฒนาการล่าช้า อาเจียนบ่อย และเริ่มแสดงอาการตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิตเช่นกัน

โภชนาการคือแนวหน้าของการรักษา

หัวใจสำคัญของการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ คือ การรักษาทางด้านโภชนาการ เพราะแม้ผู้ป่วยจะยังต้องการโปรตีนเพื่อการเจริญเติบโตและการทำงานของร่างกาย แต่ก็ต้อง เข้มงวดกับกรดอะมิโนที่เป็นปัญหา ได้แก่ ลิวซีน ไอโซลิวซีน และวาลีน

โจทย์ยากคือ อาหารโปรตีนตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ นม ไข่ หรือถั่ว มักมีกรดอะมิโนทั้งสามชนิดปะปนอยู่ เราไม่สามารถควบคุมปริมาณได้ละเอียดในระดับที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย

ตรงนี้เองที่ทำให้จำเป็นต้องใช้อีกหนึ่งเครื่องมือคือ “อาหารทางการแพทย์พิเศษ”

อาหารทางการแพทย์ประเภทนี้ถูกออกแบบและผลิตขึ้นอย่างจำเพาะเจาะจง เพื่อใช้รักษาโรคเมตาบอลิซึมบางชนิด โดยจะปรับสัดส่วนกรดอะมิโนให้เหมาะสม อยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์และนักโภชนาการ

ความท้าทายในไทย: ขาดผลิตภัณฑ์ ใช้แต่ของบริจาค

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา การดูแลผู้ป่วยโรคเหตุบกพร่องทางเมตาบอลิซึมของกรดอินทรีย์ในประเทศไทย ยังไม่มีผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์พิเศษที่ผลิตใช้เองในประเทศ

การรักษาจึงต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการบริจาคจากต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งเรื่อง

  • ความต่อเนื่องของการจัดส่ง

  • ความเสี่ยงของการขาดแคลนในภาวะวิกฤติ เช่น น้ำท่วมใหญ่

  • การระบาดของโรคอย่าง COVID-19 ที่กระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่เรื่อง “ของขาด” แต่คือ การรักษาที่สะดุด และอาการของผู้ป่วยที่อาจทรุดลงได้อย่างน่าเป็นห่วง

จากไอเดียในห้องเรียน สู่โครงการพัฒนาอาหารทางการแพทย์จริง

ท่ามกลางช่องว่างของระบบนี้ ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลจึงลุกขึ้นมาแก้โจทย์ใหญ่

หัวหน้าทีมคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. แพทย์หญิงอรพร ดำรงวงศ์ศิริ สาขาโภชนาวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมทีมผู้วิจัย ได้ตั้งเป้า

  • พัฒนาผลิตภัณฑ์โปรตีนทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยโรคเหตุบกพร่องทางเมตาบอลิซึมของกรดอินทรีย์

  • ให้สามารถผลิตและใช้ได้จริงในประเทศไทย

  • มีต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อความยั่งยืนและมั่นคงด้านอาหารของผู้ป่วยกลุ่มนี้

จึงเกิดเป็น “โครงการพัฒนาสูตรอาหารทางการแพทย์สำหรับรักษาผู้ป่วยเด็กโรคเหตุบกพร่องทางเมตาบอลิซึมของกรดอินทรีย์” ที่ตั้งใจจะเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นโภชนบำบัดที่จับต้องได้จริง

เมล็ดทานตะวัน + กระเพาะปลา: จากวัตถุดิบใกล้ตัวสู่นวัตกรรมอาหารต้นแบบ

จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ มาจากแนวคิดของนักศึกษาปริญญาเอกจากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ค้นหาวัตถุดิบอาหารที่มีลิวซีน ไอโซลิวซีน และวาลีนในระดับต่ำ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยกลุ่มนี้

จากการทดลองและคัดสรร จนนำไปสู่ “นวัตกรรมอาหารต้นแบบ” ที่ใช้วัตถุดิบสำคัญจาก

  • เมล็ดทานตะวัน

  • กระเพาะปลา

สูตรต้นแบบนี้ถูกนำไปทดลองใช้จริงในผู้ป่วย และผลการศึกษาได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ กลายเป็นก้าวสำคัญที่จุดประกายความหวังในการพัฒนาอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคทางพันธุกรรมในประเทศไทย

ก้าวต่อไป: ยกระดับสู่สูตรอาหารทางการแพทย์ที่ใช้ได้จริง

จากงานต้นแบบ ทีมวิจัยในโครงการได้ต่อยอดพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์ก้าวเข้าใกล้การใช้รักษาจริงมากขึ้น เป้าหมายคือ เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาทางโภชนาการ ให้ตอบโจทย์ผู้ป่วยโรคเหตุบกพร่องทางเมตาบอลิซึมอย่างแท้จริง

สำหรับการพัฒนารอบล่าสุด ทีมวิจัยเลือกใช้

  • เมล็ดทานตะวัน เป็นวัตถุดิบหลัก

  • เสริมด้วย กรดอะมิโนสังเคราะห์ ตามสูตรเฉพาะที่ออกแบบมาสำหรับโรคเมตาบอลิซึมแต่ละชนิด

หลังจากนั้นจึงปรับแต่งกลิ่นและรส เพื่อให้ผู้ป่วยกินได้อย่างไม่ทรมานและสามารถกินต่อเนื่องได้ในระยะยาว ผลิตภัณฑ์ที่ได้ผ่านการทดสอบแล้วทั้งด้าน

  • คุณสมบัติทางกายภาพของผลิตภัณฑ์

  • การทดสอบทางประสาทสัมผัสในอาสาสมัครผู้ใหญ่

ขณะนี้ทีมวิจัยกำลังเตรียมก้าวสำคัญต่อไป คือ การนำผลิตภัณฑ์ไปทดลองใช้ในการรักษาผู้ป่วยจริง เพื่อยืนยันทั้งความปลอดภัยและประสิทธิผลในชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเด็ก

โรคพบได้น้อย แต่ผลกระทบไม่เคยน้อย

แม้ “โรคเหตุบกพร่องทางเมตาบอลิซึมของกรดอินทรีย์” จะเป็นโรคที่พบได้ไม่มากในเชิงสถิติ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและพัฒนาการของเด็กหนึ่งคนและครอบครัวหนึ่งครอบครัวนั้นใหญ่หลวง

สิ่งที่น่าสนใจคือ โรคนี้มี โภชนาการเป็นแนวทางหลักของการรักษา หากมีอาหารทางการแพทย์ที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ การควบคุมโรคและพัฒนาการของเด็กก็มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีผลิตภัณฑ์เฉพาะทางที่ผลิตใช้เองในประเทศ การวิจัยและพัฒนาสูตรอาหารทางการแพทย์ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่งานวิชาการ แต่เป็นการวาง “โครงสร้างพื้นฐานด้านโภชนบำบัด” ให้ระบบสุขภาพในระยะยาว

มหิดลในบทบาท “ปัญญาของแผ่นดิน” เพื่อผู้ป่วยโรคหายาก

มหาวิทยาลัยมหิดลเดินหน้าทำหน้าที่ “ปัญญาของแผ่นดิน” ด้วยการสร้างองค์ความรู้ใหม่ และพร้อมถ่ายทอดออกสู่การใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงเพื่อรักษาผู้ป่วยกลุ่มเล็กๆ แต่เพื่อยกระดับระบบการดูแลผู้ป่วยโรคหายากทั้งระบบให้มีความยั่งยืนมากขึ้น

เป้าหมายในระยะยาว คือ

  • พัฒนาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • สร้างระบบการดูแลระยะยาวที่มั่นคงสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว

  • ทำให้สังคมไม่ทอดทิ้งผู้ป่วยกลุ่มเล็กๆ ที่มักถูกมองข้าม

เบื้องหลังสูตรอาหารทางการแพทย์หนึ่งสูตร จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขของกรดอะมิโนบนฉลากโภชนาการ แต่คือ หัวใจของทีมแพทย์ นักโภชนาการ นักวิจัย และสังคม ที่เชื่อว่าเด็กทุกคนควรมีโอกาสเติบโตอย่างที่สุดเท่าที่ศักยภาพของเขาจะไปถึงได้

และนี่คือพลังของ “อาหาร” ที่กลายเป็น “ยาต่อชีวิต” ในแบบที่วิทยาศาสตร์โภชนาการยุคใหม่กำลังพาเราไปให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นทุกวัน