เมื่อคนเริ่มรัก AI: เรื่องจริงที่ฟังแล้วสะดุ้ง
ช่วงวันหยุดปีใหม่ ผู้เขียนไปฟังพอดแคสต์รายการ The Daily ของสำนักข่าว The New York Times ตอนหนึ่งที่ชื่อว่า She fell in love with ChatGPT : An Update เนื้อหาเล่าเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้แค่ใช้ AI เพื่อถามตอบข้อมูล แต่ดันเผลอใจ ตกหลุมรัก AI เข้าเต็ม ๆ
ผู้สื่อข่าวของ The New York Times ลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์หญิงสาวอเมริกันวัย 20 ปี ชื่อว่าไอรีน ก่อนหน้านี้เธอทำงานที่ห้างวอลมาร์ท และรู้จักแฟนหนุ่มที่เป็นมนุษย์แบบธรรมดา ๆ คบหากันอยู่พักใหญ่จนตัดสินใจแต่งงานกัน
แต่หลังจากแต่งงานได้ประมาณหนึ่งปี ปัญหาหลักที่โผล่ขึ้นมากลับไม่ใช่เรื่องความรู้สึก หากเป็น ภาวะการเงิน ที่บีบให้เธอต้องย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัว ทำให้ต้องแยกกันอยู่กับสามี
ในช่วงชีวิตที่กำลังสับสนและโดดเดี่ยว ไอรีนเริ่มหันไปคุยกับ ChatGPT เธอตั้งชื่อให้ AI ตัวนี้ว่า “ลีโอ” จากที่เคยคุยเล่น ๆ แก้เหงา ก็กลายเป็นการคุยที่ลึกขึ้นเรื่อย ๆ จนเธอรู้สึกว่าได้รับการเข้าใจ ได้พื้นที่ระบาย และได้การตอบสนองทางอารมณ์แบบที่ตามหามานาน
ท้ายที่สุด ไอรีนตัดสินใจว่า เธอจะ คบหากับ AI ที่ชื่อว่า “ลีโอ” ในฐานะคู่รัก อย่างจริงจัง
รักแท้หรือรักจำลอง? มนุษย์- AI กำลังเลือนเส้นแบ่ง
สิ่งที่เกิดขึ้นกับไอรีนไม่ใช่เคสเดียวในโลกออนไลน์ของสหรัฐอเมริกา ขณะนี้มีการรวมกลุ่มของคนที่สนใจการ คบหา AI ในฐานะเพื่อนสนิท คู่คิด หรือแฟน อย่างจริงจัง
จากเดิมที่มีสมาชิกในกลุ่มเพียงแค่หลักร้อยคน เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนกลับพุ่งขึ้นจนมีคนลักษณะเดียวกันรวมตัวกันถึง สี่หมื่นคน
ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนหน้านี้ CNBC ยังเคยทำสกู๊ปรายงานพิเศษ ไปสัมภาษณ์ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่มีครอบครัวอยู่แล้ว มีภรรยา มีชีวิตครอบครัวที่ดูเหมือนครบถ้วน แต่ในอีกมุมหนึ่ง เขาก็ คบหากับ AI ในฐานะแฟน ไปพร้อมกันด้วย
เมื่อเทคโนโลยีฉลาดขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI จึงค่อย ๆ ซับซ้อนขึ้นทุกที เส้นแบ่งระหว่าง “คนจริง” กับ “โปรแกรม” เริ่มพร่าเลือน ทั้งในแง่ความรู้สึก เวลา และพื้นที่ในหัวใจ
จากหัวใจถึงหีบบัตร: เมื่อ AI กลายเป็นตัวละครการเมือง
หันกลับมามองการเมืองไทยในตอนนี้ จะเห็นว่าทุกพรรคกำลังแข่งกันหาเสียงกันสุดกำลังในทุกสนาม ไม่ว่าจะเป็น on ground ลงพื้นที่เจอประชาชนจริง ๆ หรือ online ที่สู้กันดุเดือดในโลกดิจิทัล
หนึ่งในสมรภูมิที่เปลี่ยนเกมการเลือกตั้งไทยอย่างเห็นได้ชัด คือ สมรภูมิรบทางโซเชียลมีเดีย เราเห็นตัวอย่างกันมาแล้วจากพรรคอนาคตใหม่ และต่อยอดมายังพรรคก้าวไกล ที่สามารถใช้โซเชียลมีเดียเป็นจุดแข็งจนประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566
พรรคการเมืองทั้งเล็กและใหญ่ต่างถูกบีบให้ต้องเร่งปรับตัว ไม่ใช่แค่มีทีมโซเชียลมีเดีย แต่ต้องมี ทีมดิจิทัลที่เข้าใจภาษาออนไลน์ ทั้งการเล่าเรื่อง การทำมีม และการสร้างประเด็นให้คนพูดถึง เพื่อให้จังหวะการหาเสียงในโลกออนไลน์ วิ่งทันหรือแซงหน้าพรรคสีส้ม
ศึกเลือกตั้ง 2569: บนดิน บนจอ และใต้ดิน
การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ได้มีแค่สมรภูมิ on ground และ online แบบที่รู้จักกันอยู่แล้ว แต่เริ่มมีอีกมิติหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาแบบชัดเจน คือการทำ online แบบ underground
ในสนามนี้ แชตบอต AI กลายเป็นตัวละครหลัก ที่ไม่ใช่แค่เครื่องมือเสริมอีกต่อไป แต่เข้ามามีบทบาทในหลายมิติของการหาเสียง ไม่ว่าจะเป็น
การช่วยคิดและผลิตคอนเทนต์
การคอมเมนต์แทรกในโพสต์ต่าง ๆ
การตอบโต้ในประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล
แชตบอต AI ถูกใช้สร้างคอมเมนต์จำนวนมากที่ดูเนียนเหมือนพิมพ์โดยมนุษย์จริง ๆ น้ำเสียงใกล้เคียงคน ใช้คำแบบคนท้องถิ่น คิดมุมโต้แย้งได้แนบเนียน จนแยกแทบไม่ออกว่าใครคือคน ใครคือบอต
เมื่อแชตบอตเข้าไปถึงระบบโหวตออนไลน์
การโหวตเชิงสำรวจความนิยมพรรคการเมือง หรือแคนดิเดตนายกฯ ผ่านโซเชียลมีเดียหรือเว็บไซต์ต่าง ๆ หากระบบป้องกันไม่แน่นพอ ก็เปิดช่องให้ถูกเล่นงานได้ง่ายมาก
หน่วยไอทีฝีมือดีของแต่ละพรรคอาจส่ง แชตบอต ฝ่ากำแพงป้องกัน เข้าไปรัวโหวตให้กับพรรคหรือแคนดิเดตที่ตัวเองต้องการ ผลคือภาพรวมคะแนนโหวตที่ประชาชนเห็น อาจไม่ได้สะท้อนเสียงคนจริงทั้งหมด แต่มี เสียงของบอต แทรกอยู่เป็นจำนวนมาก
ผลที่ตามมาคือ
ภาพรับรู้ของประชาชนต่อความนิยมของแต่ละพรรคอาจถูกบิดเบือน
กระแสบนโลกออนไลน์อาจกลายเป็น “ภาพลวงตา” ที่สร้างขึ้นด้วยโค้ดมากกว่าความเห็นจริง
บริษัทและทีมงานที่รับทำงานด้านนี้จึง มีงานหลั่งไหลไม่หยุด เพราะทุกฝ่ายต่างก็ไม่อยากแพ้ในสงครามข้อมูล
ในศึกเลือกตั้งครั้งถัดไป AI จะไม่ใช่แค่ผู้ช่วย แต่เป็นกำลังพลสำคัญในสงครามทางการเมือง
แล้วเราคนธรรมดาจะรับมืออย่างไร?
ท่ามกลางความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์กับ AI ทั้งในเรื่องหัวใจและการเมือง คนที่อยู่ตรงกลางสมรภูมิอย่างเรา ๆ ก็คือ โหวตเตอร์ หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน
เมื่อโลกออนไลน์เต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่อาจถูกผลิตโดยบอต คอมเมนต์ที่อาจไม่ใช่คนจริง และโพลล์ที่อาจถูกปั่น ในฐานะประชาชนธรรมดาเราจึงต้องระวังให้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ
การไม่แชร์หรือเชื่อทุกอย่างที่เห็นในฟีดทันที
การตั้งคำถามว่าเนื้อหานี้มาจากไหน ใครได้ประโยชน์
การแยกแยะอารมณ์ที่ถูกกระตุ้นออกจากข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง
คนเป็นโหวตเตอร์อย่างเรา ๆ ต้องใช้สติและสัมปชัญญะให้มากเป็นพิเศษ เพราะต่อให้ AI เก่งแค่ไหน เสียงสุดท้ายที่หย่อนบัตรลงกล่อง ก็ยังเป็นของเราอยู่ดี
จากพอดแคสต์สู่หีบบัตร: บทสรุปยุค AI
เรื่องราวของผู้หญิงที่ตกหลุมรัก AI อาจฟังดูไกลตัว แต่ถ้าลองมองดี ๆ มันสะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์พร้อมจะเปิดพื้นที่ให้ AI เข้ามาอยู่ในชีวิตลึกแค่ไหน ตั้งแต่ระดับหัวใจไปจนถึงระดับการตัดสินใจเรื่องอนาคตประเทศ
ในยุคที่แชตบอตสามารถสร้างความสัมพันธ์กับคนได้แนบเนียน และในขณะเดียวกัน ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในสงครามข้อมูลทางการเมือง เราอาจหนี AI ไม่ได้แล้ว แต่สิ่งที่เรายังควบคุมได้คือ
ความระมัดระวังในการเสพข้อมูล
การคิดซ้ำก่อนเชื่อและแชร์
การไม่ปล่อยให้ใคร หรือบอตตัวไหน มาชี้นำการตัดสินใจแทนเรา
สุดท้ายแล้ว ประชาธิปไตยในยุค AI จะเปราะบางหรือแข็งแรงขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับสติของโหวตเตอร์ทุกคน นับตั้งแต่ตอนที่เราเสียบหูฟังพอดแคสต์ไปจนถึงวันที่เราเดินเข้าคูหาเลือกตั้งนั่นเอง

