จากรถติดสู่จักรวาล: ฟิสิกส์เวอร์ชันฟังง่ายระหว่างทาง
ช่วงหลังๆ ผมหันมาหาความ geek แบบเต็มเวลา ด้วยการศึกษาฟิสิกส์อนุภาคในยามรถติด แทนที่จะหงุดหงิดอยู่กับสี่แยก ก็เปลี่ยนมาเปิดคลิปฟังไปเรื่อยๆ พอมีจุดไหนสงสัยค่อยไปไล่ถาม AI เอาทีหลัง กลายเป็นว่ามันคือวิธีเรียนรู้ที่โคตรเวิร์ก
เราเหมือนได้เรียนกับ ครูระดับโลก ผ่านหน้าจอ แล้วมี ผู้ช่วยส่วนตัวคอยตอบคำถามแบบเรียลไทม์ ต่อให้เรื่องหนักสมการแค่ไหน ก็กลายเป็นอะไรที่จับต้องได้ขึ้นเยอะ
สองซูเปอร์สตาร์ฟิสิกส์ที่ดังยิ่งกว่ายอดวิว
ถ้าพูดถึง “ดารา” ในวงการฟิสิกส์บน YouTube แบบที่ทั้งเก่งจริง ทั้งสื่อสารกับมหาชนได้โคตรสนุก ชื่อที่เด้งขึ้นมาในหัวทันทีมีสองคน
Neil deGrasse Tyson นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของรายการ StarTalk ที่เอาวิทยาศาสตร์มาผสมมุกและวัฒนธรรมป๊อปได้ลงตัวสุดๆ
Brian Cox นักฟิสิกส์อนุภาคชาวอังกฤษแห่ง CERN ที่ตระเวนออกสื่อแทบไม่เว้นวัน เล่าเรื่องจักรวาลให้ฟังราวกับกำลังเล่าเรื่องหนังดีสักเรื่อง
สองคนนี้มักโคจรมาคุยกันเองอยู่เรื่อยๆ ตามโอกาสต่างๆ และเมื่อไม่นานมานี้ Neil ก็ชวน Brian ไปออก StarTalk คุยกันเรื่องพรมแดนใหม่ๆ ของการค้นคว้าฟิสิกส์อนุภาค ฟังแล้วคือฟินระดับสาย geek ใจเต้นแรง
แต่ไฮไลต์ที่โผล่มาตั้งแต่เปิดรายการ กลับไม่ใช่สมการหรือทฤษฎีอะไรเลย
ก่อนจะเป็นนักฟิสิกส์ เขาคือมือคีย์บอร์ดวงร็อก
ช่วงต้นรายการ Neil ชวน Brian ย้อนเล่าชีวิตตัวเองแบบยาวๆ นั่นแหละคือจังหวะที่ผมเพิ่งรู้ว่า ก่อนจะไปลุย CERN และ LHC แบบทุกวันนี้ เขาเคยเป็น นักดนตรียุคผมยุ่งกีตาร์ดัง มาก่อน แถมไม่ได้เล่นเล่น ยังออกอัลบั้มจริงจังด้วย
Brian เล่นคีย์บอร์ด เขาเล่าว่าตอน gap year ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เขาตัดสินใจลองไล่ตามความฝันสายดนตรีเต็มตัว ซึ่งพ่อแม่ก็ไม่ดราม่า กลับสนับสนุนให้ลองดูด้วยซ้ำ
เขาเลยไปเข้าร่วมกับวงร็อกชื่อ Dare แนวเฮวี่เมทัลสไตล์ยุคผมหยิกๆ ยาวๆ แล้วดันไม่ได้มาแบบแค่ชั่วคราว แต่เล่นยาวประมาณ 5 ปี แถมมีส่วนร่วมออกเทป 2 อัลบั้มเต็มๆ อีกต่างหาก
หลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่วงอังกฤษอีกวงชื่อ D:Ream ชีวิตช่วงนั้นคือโหมด “เรียนไปด้วย เล่นดนตรีไปด้วย” ฟังดูเหมือนฟิล์ม coming-of-age ชัดๆ วงไม่ได้ประสบความสำเร็จถล่มทลาย ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นวงเปิดให้ศิลปินดังระดับ Take That
ยกเว้นอยู่เพลงเดียว ที่เปลี่ยนชะตาวงไปเลย
Things Can Only Get Better: จากเพลงป๊อปสู่เพลงการเมือง
ปี 1993 วง D:Ream ปล่อยเพลง Things Can Only Get Better ออกมา แล้วเพลงนี้ดันพุ่งขึ้นไปติดอันดับ 1 ชาร์ตอังกฤษสำเร็จ เรียกได้ว่าเป็นเพลงเดียวที่พาวงขึ้นยอดเขาแบบเต็มตัว
(ในมิวสิกวิดีโอต้นฉบับ มือคีย์บอร์ดที่เห็นในภาพ ไม่ใช่ Brian Cox นะ ขอเคลียร์กันตรงนี้ก่อน)
บรรยากาศการเมืองอังกฤษในยุคนั้นคือ คนทั้งประเทศเริ่มล้าและเบื่อกับพรรคอนุรักษ์นิยมที่คุมอำนาจมายาวนาน 18 ปี ทำให้ตอนเลือกตั้งปี 1997 พรรคแรงงานที่นำโดย Tony Blair เลือกใช้ Things Can Only Get Better เป็นเพลงหลักในการหาเสียง
สารที่ส่งก็ชัดเจนมากในชื่อเพลง: “ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น” ถ้าคุณเลือกเรา
สุดท้าย Tony Blair ก็ชนะเลือกตั้งจริงๆ จังหวะนี้เองที่ทำให้เพลงดังเพลงนี้ไม่ได้ดังแค่บนชาร์ต แต่เข้าไปเป็น ส่วนหนึ่งของความทรงจำทางการเมือง ของคนอังกฤษด้วย
2024: เมื่อเพลงยุค 90s ถูกชุบชีวิตอีกรอบ
เวลาข้ามมาเกือบสามทศวรรษ การเมืองอังกฤษดูเหมือนจะวนกลับมาจุดคุ้นเคยอีกครั้ง คนจำนวนมากเริ่มเบื่อพรรคอนุรักษ์นิยมที่ครองอำนาจมานานกว่า 14 ปี
การเลือกตั้งปี 2024 พรรคแรงงานกลับมาเป็นตัวเต็งอีกครั้ง และพร้อมกันนั้น ก็มีคนไปขุด Things Can Only Get Better กลับมาปัดฝุ่นใช้ในสนามการเมืองอีกรอบ
ผลคือเพลงที่เคยเป็นซาวด์แทร็กของความเปลี่ยนแปลงในยุค 90s ถูกดันให้กลับมาติดชาร์ตใหม่อีกครั้ง ในฐานะเพลงที่สื่อสารความหวังซ้ำรอยเดิม แต่กับคนละยุคสมัย
จาก CERN กลับสู่เวที Glastonbury
คราวนี้ด้วยความที่ Brian Cox กลายเป็นชื่อระดับโลก ทั้งจากงานวิจัย และจากการเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์แถวหน้า พอการเมืองอังกฤษปี 2024 ทำให้ Things Can Only Get Better ถูกเอากลับมาเล่นอีกครั้ง เพลงนี้ก็เลยถูกพูดถึงมากขึ้นแบบคู่ขนานไปกับชื่อของเขา
เพื่อนเก่าจากวง D:Ream เลยชวนเขากลับไปทำในสิ่งที่เขาเคยรักมาก่อนอีกครั้ง — ขึ้นไปเล่นคีย์บอร์ดบนเวทีใหญ่ระดับเทศกาล Glastonbury 2024
ภาพคือ ศาสตราจารย์ฟิสิกส์อนุภาคที่เราเคยเห็นยืนอธิบายเรื่องอนุภาคใหม่ๆ และความลับของจักรวาล อยู่ดีๆ ก็ไปยืนบนเวที Glastonbury เล่นเพลงที่เคยขึ้นอันดับหนึ่งเมื่อสามสิบปีก่อน ท่ามกลางคนดูนับหมื่น
สมาชิกวงคนอื่นๆ แทบทุกคนผ่านช่วงวัยหนุ่มไปนานแล้ว แต่ Brian Cox ยังคงดูหนุ่มแน่นเฟี้ยวฟ้าวเหมือนเดิม เล่นคีย์บอร์ดไป ยิ้มไป โลกออนไลน์เลยพร้อมใจกันถามในใจว่า “พี่จะเท่ไปถึงไหนกันเนี่ย”
จากคอมเมนต์ใน MV สู่การตามรอยด้วยหูฟังของเรา
ในคลิป MV ต้นฉบับของ Things Can Only Get Better มีคอมเมนต์อยู่เพียบที่บอกว่า
“ตามมาฟังเพลงนี้ เพราะไปดูคลิป StarTalk มา”
ผมเองก็หลุดเข้ามาในหลุมเดียวกันแบบไม่ต่างกันเลย จากการฟังคลิปสัมภาษณ์เรื่องฟิสิกส์ จู่ๆ ก็ไหลไปต่อจนต้องย้อนกลับไปฟังเพลงยุค 90s ที่เขาเคยมีส่วนร่วม นี่แหละเสน่ห์ของเรื่องราวที่โยงกันได้ทั้งดนตรี การเมือง และวิทยาศาสตร์
เมื่อฟิสิกส์แอบเถียงกับชื่อเพลง
แม้จะมีส่วนร่วมกับเพลงที่ชื่อว่า Things Can Only Get Better แต่ในฐานะนักฟิสิกส์ Brian Cox ก็ยังไม่วายแอบยิงมุกใส่วิทยาศาสตร์เข้าไปกลางใจแฟนเพลง
เขาพูดแบบขำๆ ว่า ถ้ามองจากมุมมองของฟิสิกส์แล้ว เนื้อหาในเพลงนี้ ผิดซะงั้น
เพราะตาม กฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์ โลกเรามีแนวโน้มที่เอนโทรปี หรือความไร้ระเบียบ จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เวลาเดินไปข้างหน้า ระบบต่างๆ จึงมีแนวโน้มจะเสื่อมสลาย กระจัดกระจาย ไม่ได้ “ดีขึ้น” อย่างที่เพลงบอก
ถ้าให้วิทยาศาสตร์ตั้งชื่อเพลงแทน มันน่าจะต้องเป็นอะไรแบบ
Things Can Only Get Worse
ซึ่งฟังแล้วโคตรขัดกับฟีลเพลงป๊อป แต่ดันโคตรตรงกับฟิสิกส์
ดนตรี ความหวัง และจักรวาลใบเดียวกัน
เรื่องราวของ Brian Cox ทำให้เห็นภาพชัดมากว่า ชีวิตคนเราบางทีก็ไม่ได้ต้องเลือกระหว่าง “ศิลป์” หรือ “วิทย์” แบบสุดโต่งเสมอไป
เขาทั้งเคยเป็นมือคีย์บอร์ดในเพลงฮิตอันดับ 1 ที่เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองอังกฤษ และในอีกมุมหนึ่งก็เป็นนักฟิสิกส์อนุภาคที่มีส่วนร่วมกับงานระดับยักษ์อย่าง Large Hadron Collider
คนคนเดียวกันที่เคยเล่นเพลงปลุกความหวังบนเวทีดนตรี วันนี้ขึ้นเวทีอธิบายความลับของจักรวาล และยังสามารถกลับไปเล่นเพลงเดิมบนเวที Glastonbury ได้อย่างโคตรเข้ม
บางทีเราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่หนึ่งอย่างในชีวิตเดียว
แค่กล้าลอง กล้าผสม และปล่อยให้เส้นทางของตัวเองมันเลี้ยวในแบบที่คาดไม่ถึงบ้างเท่านั้นเอง

