รับแอปรับแอป

ผู้กำกับยืนยัน Final Fantasy VII Remake Part 3 ทำมัลติแพลตฟอร์ม แต่คุณภาพภาพไม่ลดลง

Phanuphong.T02-18

หลังจาก Final Fantasy VII Remake วางจำหน่ายบน Xbox Series X|S และ Nintendo Switch 2 ไปก่อนหน้านี้ รวมถึง Final Fantasy VII Rebirth ที่ออกตามมาในเดือนมิถุนายน ล่าสุดภาคสุดท้ายของไตรภาคอย่าง Final Fantasy VII Remake Part 3 ถูกวางตัวให้เป็นภาคแรกในซีรีส์ที่ลงครบทุกแพลตฟอร์มเกมยุคปัจจุบัน

แม้ข่าวการทำแบบมัลติแพลตฟอร์มจะทำให้ผู้เล่นฝั่ง Xbox และ Switch 2 ดีใจไม่น้อย แต่ก็มีคำถามสำคัญตามมา นั่นคือ คุณภาพกราฟิกจะถูกลดทอนหรือไม่ เพราะบางเครื่องมีสเปกระดับกลางอย่าง Nintendo Switch 2 และ Xbox Series S แถมเกมยังคงใช้ Unreal Engine 4

Naoki Hamaguchi ผู้กำกับเกม ออกมาย้ำชัดอีกครั้งว่า
“คุณภาพของไตรภาคจะไม่ลดลง และโครงสร้างการพัฒนาเกมของเราไม่ได้เป็นแบบนั้น ผมคงต้องพูดเรื่องนี้ซ้ำ ๆ ต่อไป”

คำยืนยันนี้มาพร้อมคำอธิบายละเอียดว่า ทีมพัฒนาออกแบบโครงสร้างเกมอย่างไร เพื่อให้เวอร์ชันทุกเครื่องยังคงคุณภาพสูงสุดเท่าที่ฮาร์ดแวร์จะรองรับได้


มัลติแพลตฟอร์ม แต่ไม่ใช่การลดคุณภาพจากต้นทาง

ประเด็นหลักที่แฟน ๆ กังวลคือ การที่เกมต้องรองรับหลายเครื่อง โดยเฉพาะเครื่องที่มีข้อจำกัดด้านสเปก อาจทำให้ต้องออกแบบเกมให้ “ต่ำสุดตามเครื่องที่อ่อนที่สุด”

แต่ Hamaguchi อธิบายว่า แนวคิดของทีมไม่ใช่แบบนั้น

เวอร์ชันหลักที่ใช้เป็นฐานในการพัฒนาคือ PC
จากนั้นจึงใช้กระบวนการที่เรียกว่า “Reduction” หรือการปรับลดรายละเอียดให้เหมาะสมกับแต่ละแพลตฟอร์ม

พูดง่าย ๆ คือ

  • ไม่ได้สร้างเกมจากมาตรฐานต่ำสุด

  • แต่สร้างจากมาตรฐานสูงสุดก่อน

  • แล้วจึงปรับให้เหมาะกับฮาร์ดแวร์แต่ละเครื่อง

แนวทางนี้ถือเป็นวิธีพัฒนาที่พบได้บ่อยในอุตสาหกรรมเกมยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเกมระดับ AAA ที่ต้องรองรับทั้งพีซีและคอนโซลหลายรุ่น


ประเด็น ROM และขนาดไฟล์บน Switch 2

หนึ่งในข้อกังวลคือข้อจำกัดด้านพื้นที่เก็บข้อมูล โดยเฉพาะตลับเกมของ Nintendo Switch 2

ผู้กำกับชี้แจงว่า เกมจะวางจำหน่ายในรูปแบบ Game-Key Card สำหรับเวอร์ชันกล่อง ทำให้ขนาดไฟล์ไม่ใช่ปัญหาในเชิงโครงสร้าง และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแพลตฟอร์มอื่น


RAM: Switch 2 มีเพียงพอ ส่วน Xbox Series S ปรับจูนเฉพาะจุด

เรื่องหน่วยความจำ (RAM) ถือเป็นอีกประเด็นที่หลายคนจับตา เพราะเกมโอเพ่นเวิลด์ขนาดใหญ่ต้องใช้ RAM จำนวนมาก

Hamaguchi ระบุว่า

  • Nintendo Switch 2 มี RAM เพียงพอ จึงไม่น่ามีปัญหา

  • Xbox Series S อาจมีข้อจำกัดมากกว่า แต่ทีมพัฒนาได้ “fine-tune” หรือปรับแต่งแยกเฉพาะแพลตฟอร์มแล้ว

เขาย้ำว่า ปัญหา RAM ของเครื่องหนึ่งจะไม่ไปจำกัดคุณภาพของเครื่องอื่น


CPU และจำนวน NPC คือกุญแจสำคัญ

อีกจุดที่น่าสนใจคือการจัดการ CPU

ผู้กำกับอธิบายแนวคิดการออกแบบเกมว่า
หากเกมรันที่ 30fps บนเครื่องระดับกลาง เช่น PS4, Switch 2 หรือ Xbox Series S
บนเครื่องระดับสูงควรจะรันได้ถึง 60fps

นั่นหมายความว่า ทีมไม่ได้ออกแบบเกมให้ “กินทรัพยากรเต็ม 100% บนเครื่องแรง” แล้วค่อยลดลงมา

วิธีที่ใช้คือ ปรับความหนาแน่นของ NPC ในเมือง

  • เครื่องสเปกสูง เมืองจะมี NPC จำนวนมาก ดูมีชีวิตชีวา

  • เครื่องสเปกต่ำ จำนวน NPC อาจลดลง

แนวทางนี้ช่วยให้ประสบการณ์หลักยังคงเดิม แต่ใช้ทรัพยากรต่างกันตามฮาร์ดแวร์


GPU และการสร้าง Asset จากเวอร์ชัน PC เป็นฐาน

ความกังวลใหญ่ที่สุดของแฟน ๆ คือ GPU หรือพลังประมวลผลกราฟิก

Hamaguchi ยอมรับว่านี่คือจุดที่ท้าทายที่สุด แต่ก็มั่นใจในแนวทางของทีม เพราะซีรีส์ FFVII Remake มีฐานผู้เล่นบน Steam และ Epic Games Store จำนวนมาก ทำให้ทีมต้องพัฒนา Asset 3D ด้วยคุณภาพระดับสูงตั้งแต่ต้น

ขั้นตอนคือ

  1. สร้าง Asset คุณภาพสูงสุดสำหรับ PC

  2. ปรับลดรายละเอียด (Reduction) ให้เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์ม

เขาอธิบายว่า นี่ไม่ใช่วิธีเฉพาะของทีม แต่เป็นแนวคิดที่พบได้ทั่วไปในวงการพัฒนาเกมปัจจุบัน

ดังนั้น ผู้เล่นเครื่องสเปกสูงจะได้สัมผัสคุณภาพสูงสุด ขณะที่ผู้เล่นคอนโซลก็ยังได้ประสบการณ์ที่เหมาะสมกับฮาร์ดแวร์ของตัวเอง


Final Fantasy VII Remake Part 3 เล่นได้แล้ว และพัฒนาเกือบตามแผน

นอกจากการชี้แจงเรื่องเทคนิค ผู้กำกับยังอัปเดตความคืบหน้าของเกมว่า

  • การพัฒนาเดินหน้า “เกือบตรงตามกำหนดเวลา”

  • เกมอยู่ในสถานะ “เล่นได้แล้ว” (Playable)

  • ทีมกำลังอยู่ในช่วงเร่งพัฒนาขั้นสุดท้าย

  • คุณภาพดีขึ้นวันต่อวัน

เขายังบอกเป็นนัยว่า ในอนาคตอันไม่ไกล แฟน ๆ น่าจะได้เห็นข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเกม


เฟท

ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับแฟน Final Fantasy

Final Fantasy VII Remake Part 3 คือบทสรุปของหนึ่งในโปรเจกต์รีเมกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกมญี่ปุ่น

การที่ภาคนี้ลงครบทุกแพลตฟอร์มถือเป็นการขยายฐานผู้เล่นครั้งใหญ่ แต่ก็ต้องแลกกับความกังวลเรื่องคุณภาพ

คำยืนยันของผู้กำกับจึงมีความหมายอย่างมาก เพราะมันสะท้อนว่า
มัลติแพลตฟอร์มไม่จำเป็นต้องหมายถึง “ลดมาตรฐาน”

ในยุคที่เกม AAA ต้องรองรับทั้ง PC, คอนโซลหลายรุ่น และสเปกที่แตกต่างกัน แนวคิดการพัฒนาจากฐานสูงสุดแล้วค่อยปรับลด อาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม


สรุปสถานการณ์ Final Fantasy VII Remake Part 3

  • เกมจะลงทุกแพลตฟอร์มยุคปัจจุบัน

  • ผู้กำกับยืนยันคุณภาพกราฟิกไม่ลดลง

  • ใช้ PC เป็นเวอร์ชันหลักในการพัฒนา

  • ปรับจำนวน NPC และ Asset ตามสเปกแต่ละเครื่อง

  • เกมอยู่ในสถานะเล่นได้แล้ว และพัฒนาเกือบตามกำหนด

ตอนนี้สิ่งที่แฟน ๆ รอคอยมากที่สุดคือ การเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการครั้งถัดไป และตัวอย่างเกมเพลย์ที่จะทำให้เห็นชัดว่าแนวคิด “คุณภาพไม่ลด” จะออกมาเป็นอย่างไรในภาคจบของไตรภาคนี้

หากทุกอย่างเป็นไปตามที่ทีมพัฒนายืนยัน Final Fantasy VII Remake Part 3 อาจเป็นตัวอย่างสำคัญของการทำเกมมัลติแพลตฟอร์มที่ยังคงคุณภาพระดับสูงไว้ได้ครบถ้วน