รับแอปรับแอป

เหนื่อยล้าแต่ไม่รู้ทำไม อ่านใจ-อ่านกายใหม่อีกครั้ง

ZestBuy AI02-16

เช็กตัวเองก่อน: คุณกำลังเหนื่อยแบบไม่มีเหตุผลอยู่หรือเปล่า?

หลายคนรู้สึก “หมดแรง เหนื่อยง่าย สมองตื้อ” ทั้งที่ไม่ได้ทำงานหนักเท่าเดิม บางวันแค่นั่งเฉย ๆ ก็รู้สึกล้าไปหมด ทั้งกายและใจเหมือนถูกดูดพลังแบบไม่รู้ตัว

ความเหนื่อยเหล่านี้อาจไม่ได้มาจากงานใหญ่หรืองานยากเสมอไป แต่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ของชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องที่ต้องคิด ต้องตัดสินใจ ต้องเสพ ต้องรับเสียงรบกวน หรือแม้แต่การพักที่ดูเหมือนพักแต่จริง ๆ ไม่ได้พักเลย

บทความนี้ชวนมาดูสาเหตุของความล้าจากมุมต่าง ๆ ทั้งภาระทางใจ การตัดสินใจยิบย่อย การเสพสื่อเกินขนาด ไปจนถึงสภาพร่างกายที่ขาดการเคลื่อนไหว แล้วปิดท้ายด้วยวิธีพักแบบสั้น ๆ แต่มีคุณภาพ เพื่อให้เราเลิกโทษตัวเอง และเริ่มอนุญาตให้ร่างกาย–จิตใจได้พักจริง ๆ เสียที

Mental Load: ภาระทางใจที่มองไม่เห็น แต่นั่งคิดทั้งวัน

Mental Load คือภาระทางใจจาก “งานที่ไม่ได้ทำด้วยมือ แต่ทำด้วยสมอง” เช่น การคอยจำตารางงาน คิดเผื่ออนาคต วางแผน จัดการรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ทุกอย่างเดินไปได้ แม้งานจริงจะยังไม่เกิดขึ้น แต่สมองเราทำงานไปแล้วล่วงหน้า

ลักษณะของภาระทางใจแบบนี้คือ

  • เป็นงานที่คนอื่นอาจ “ไม่เห็น” แต่เรา “คิดอยู่ตลอด”

  • ไม่ได้ใช้แรงกาย แต่ใช้แรงสมองและอารมณ์อย่างต่อเนื่อง

  • ทำให้รู้สึกเหมือน “ไม่เคยได้หยุดจริง ๆ” แม้จะอยู่บ้านหรืออยู่เฉย ๆ

เมื่อสมองต้องแบกรายการสิ่งที่ต้องทำ สิ่งที่ต้องเผื่อ สิ่งที่ต้องระวังตลอดเวลา ความล้าจึงไม่ได้มาจากชั่วโมงทำงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่สมองไม่เคยได้ว่างจากการรับผิดชอบ

Decision Fatigue: สมองล้าจากการต้องตัดสินใจเรื่องเล็ก ๆ ทั้งวัน

อีกหนึ่งตัวดูดพลังเงียบ ๆ คือ Decision Fatigue หรือความล้าจากการต้องตัดสินใจบ่อยครั้ง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น

  • วันนี้จะกินอะไรดี

  • จะแต่งชุดไหนไปทำงาน

  • จะตอบแชตนี้ว่าอะไร

  • จะเริ่มทำงานชิ้นไหนก่อนดี

การตัดสินใจทุกครั้งใช้พลังงานสมองเสมอ ยิ่งต้องเลือกบ่อย สมองยิ่งล้าโดยไม่รู้ตัว ผลที่ตามมาอาจเป็น

  • ทำอะไรช้าลง เพราะลังเลไปหมด

  • ผัดผ่อนงาน เพราะไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน

  • หงุดหงิดง่าย กับเรื่องที่ปกติไม่ใช่ปัญหา

แม้จะไม่ได้เจองานใหญ่ แต่การโดน “รุม” ด้วยการเลือกยิบย่อยนับสิบครั้งต่อวัน ก็เพียงพอให้รู้สึกเหมือนหมดแรงทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรหนักเลย

Sensory Overload: เสพโซเชียลเยอะไป ทำไมถึงยิ่งเหนื่อย

ในแต่ละวันเรารับภาพ เสียง ข้อความ และเรื่องราวจากโซเชียลมีเดียจำนวนมาก ทั้งข่าว ดราม่า คลิปสั้น คอนเทนต์บันเทิง หรือแม้แต่เรื่องของคนไม่รู้จัก แต่กลับดึงอารมณ์เราไปได้ง่าย

เมื่อสมองถูกกระตุ้นตลอดเวลาแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ภาวะล้นของประสาทรับรู้ (Sensory Overload) ที่ทำให้

  • สมองไม่มีช่องว่างให้พักหรือทบทวนตัวเอง

  • อารมณ์แกว่งตามสิ่งที่เห็น ทั้งเศร้า เครียด หรือเปรียบเทียบตัวเอง

  • พอจะพักก็เผลอหยิบมือถือขึ้นมาอีก วนลูปแบบเดิม

เรามักคิดว่า “นั่งไถฟีดคือการพัก” แต่สำหรับสมองแล้ว นั่นคือการรับข้อมูลเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้ล้าได้ไม่ต่างจากการทำงาน

Physical Check: นั่งเฉย ๆ ก็เหนื่อยได้ ถ้าไม่ขยับและพักแบบผิดวิธี

บางคนรู้สึกเหนื่อยทั้งที่ใช้แรงกายน้อยมาก เพราะในหนึ่งวันแทบไม่ได้ขยับตัวเลย เช่น

  • นั่งทำงานหน้าคอมนานหลายชั่วโมง

  • ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการนั่งหรือเอนตัว แต่ไม่ค่อยเดินหรือยืดเหยียด

  • พักผ่อนด้วยการนั่งหรือเอนดูหน้าจอมากกว่าขยับร่างกายเบา ๆ

เมื่อร่างกายขาดการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้ออ่อนล้า ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี ความตึงเมื่อยสะสม แม้จะ “ไม่ได้ทำอะไรหนัก” ก็ยังรู้สึกเหนื่อยได้ นอกจากนี้ การพักผิดวิธี เช่น นอนดึกเป็นประจำ หรือนอนยาวแต่คุณภาพการนอนไม่ดี ก็ทำให้ตื่นมารู้สึกไม่สดชื่นเหมือนไม่ได้พัก

ความเหนื่อยจึงไม่ได้มีแค่จากการใช้แรงมากเกินไป แต่เกิดจากการ “ไม่ใช้ร่างกายอย่างเหมาะสม” และการพักที่ไม่ได้ช่วยฟื้นจริง ๆ

Micro-break: พักสั้น ๆ แต่ช่วยชาร์จพลังใจได้จริง

เมื่อต้องเจอทั้งภาระทางใจ การตัดสินใจยิบย่อย การเสพข้อมูลเกินขนาด และร่างกายที่ไม่ค่อยได้ขยับ การหวังจะพักทีเดียวตอนวันหยุดอาจไม่พอ อีกวิธีที่ช่วยได้คือ การพักแบบสั้น ๆ ระหว่างวัน (Micro-break)

ลักษณะของ Micro-break ที่ช่วยให้ทั้งกายและใจได้หายใจคือ

  • ใช้เวลาไม่นาน แต่ “หยุดจากสิ่งที่ทำอยู่จริง ๆ”

  • ไม่จำเป็นต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ แค่เปลี่ยนสภาวะทั้งกายและใจชั่วครู่

  • แทรกได้ระหว่างงานหรือกิจกรรมประจำวัน

ตัวอย่างแนวทางชาร์จพลังใจแบบสั้น ๆ เช่น

  • ละสายตาจากหน้าจอ เดินไปล้างหน้า ดื่มน้ำลึก ๆ ช้า ๆ

  • ลุกขึ้นยืดตัว หมุนไหล่ ขยับคอ มือ แขน ขา ให้เลือดไหลเวียน

  • ปิดเสียงแจ้งเตือนสักช่วงสั้น ๆ เพื่อให้สมองได้เงียบลง

  • นั่งนิ่ง ๆ กับลมหายใจตัวเองสักครู่ โดยไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่น

แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เมื่อทำซ้ำระหว่างวัน จะช่วยลดความตึงเครียดสะสม ทำให้กลับมามีสมาธิและพลังใจได้มากขึ้นกว่าการฝืนทำต่อเนื่องยาว ๆ โดยไม่หยุดเลย

บทสรุป: เลิกโทษตัวเอง แล้วอนุญาตให้ได้พักจริง ๆ

ความเหนื่อยล้าแบบที่ดู “ไม่มีเหตุผล” มักซ่อนเหตุผลไว้ชัดเจนในชีวิตประจำวันของเราเอง ทั้งงานที่สมองทำอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจจุกจิก การเสพข้อมูลไม่หยุด และการไม่ค่อยขยับร่างกายหรือพักแบบมีคุณภาพ

การฝืนไปต่อโดยไม่เข้าใจสาเหตุ อาจทำให้เราเผลอโทษตัวเองว่า “แค่เรื่องแค่นี้ทำไมถึงเหนื่อย” ทั้งที่จริงแล้ว สมองและร่างกายกำลังส่งสัญญาณว่าต้องการพัก

การยอมรับว่า “เรามีสิทธิ์เหนื่อย” และ “เรามีสิทธิ์พัก” ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการดูแลทรัพยากรสำคัญที่สุดของชีวิต คือร่างกายและจิตใจของเราเอง เมื่อเริ่มฟังสัญญาณเหล่านี้มากขึ้น ลองค่อย ๆ ลดภาระที่คิด เพิ่มช่วงพักสั้น ๆ และจัดการพื้นที่รับรู้ของตัวเองใหม่ ความเหนื่อยที่เคยหาสาเหตุไม่เจอ อาจค่อย ๆ เบาลงจนเรากลับมารู้สึกสดชื่นกับชีวิตได้อีกครั้ง