AR Shopping กำลังเปลี่ยนวิธีช้อปของเราไปตลอดกาล
แบรนด์อีคอมเมิร์ซระดับท็อปทั่วโลกกำลังหันมาใช้เทคโนโลยี ความจริงเสริม (AR) และ ภาพสามมิติ (3D) แบบจริงจัง ไม่ใช่แค่เอามาเล่นเอฟเฟกต์สวย ๆ แต่ใช้เป็นอาวุธหลักในการเพิ่มยอดขายและสร้างประสบการณ์ช้อปที่ลูกค้ารู้สึกว่า “เหมือนได้จับของจริงก่อนซื้อ” แม้จะอยู่หน้าจอมือถือก็ตาม
เมื่อไม่กี่ปีก่อน AR ยังดูเป็นเทคโนโลยีสายไซไฟไกลตัว แต่ตอนนี้กลายเป็นเครื่องมือขายที่ธุรกิจเอาไปใช้กันจริงจังแล้ว โดยเฉพาะในโลกอีคอมเมิร์ซที่แข่งขันกันเดือดขึ้นทุกปี
เดิมทีผู้ใช้ AR ส่วนมากคือสายเกม สายเมตาเวิร์ส แต่ตอนนี้ผู้บริโภคทั่วไปเริ่ม โหยหาประสบการณ์ที่สมจริง มากขึ้น อยากเห็น อยากลอง อยากหมุนดูรอบด้านก่อนกดสั่งซื้อ ความต้องการแบบนี้ถูกประเมินว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 และทำให้แบรนด์ใหญ่ ๆ แห่กันทดลองขายของในโลกเสมือน ตั้งแต่ของใช้ในบ้าน อาหาร ฟิตเนส ไปจนถึงแฟชั่น
ในบทความนี้ เราจะพาไล่ดูตั้งแต่ พื้นฐาน AR Shopping คืออะไร, ภาพรวมตลาด AR/VR, ไปจนถึง เทรนด์เดือด ๆ ปี 2026 และตัวอย่างแบรนด์ที่ลงมือทำแล้วได้ผลจริง
AR Shopping คืออะไร
AR Shopping หรือการช้อปด้วยเทคโนโลยีความจริงเสริม คือการให้ลูกค้าสามารถ ลองใช้และทดสอบสินค้าแบบเสมือนจริง ผ่านหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์สวมใส่อย่างแว่น VR/AR
ลูกค้ารู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในร้านจริง
เห็นว่าสินค้าจะหน้าตาเป็นยังไงเมื่อไปอยู่ในบ้านตัวเอง
หรือถ้าเป็นหมวดแฟชั่น/บิวตี้ ก็สามารถลองสวมใส่กับตัวเองแบบเรียลไทม์ผ่านกล้อง
นี่คือเหตุผลที่ AR กลายเป็นเครื่องมือการตลาดที่ทรงพลัง เพราะช่วยให้คน ได้ลอง “สัมผัส” สินค้าก่อนซื้อ โดยไม่ต้องออกจากบ้าน
ตัวอย่างการใช้ AR ในการช้อป ได้แก่
ลองสวมเสื้อผ้า รองเท้า หรือเครื่องสำอางแบบเสมือนจริง
วางเฟอร์นิเจอร์ซ้อนทับลงไปในภาพห้องจริง เพื่อเช็กขนาดและสไตล์
ยิ่งลูกค้าเห็นภาพก่อนซื้อได้ชัดเท่าไหร่ ความมั่นใจก่อนกดจ่ายเงินก็ยิ่งสูงขึ้น
อนาคตของตลาด AR/VR
ตลาด AR เติบโตแรงแบบไม่แตะเบรก มูลค่าตลาดแตะระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2022 และถูกคาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้นถึงระดับล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า ทำให้นักการตลาดและแพลตฟอร์มต่าง ๆ มีเหตุผลเต็ม ๆ ในการทุ่มงบพัฒนาเทคโนโลยีสายนี้
บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เดินเกมชัดเจน:
Google เข้าซื้อสตาร์ตอัปด้านแว่นตาอัจฉริยะ เพื่อเสริมทัพเทคโนโลยี AR และต่อยอดจากโปรเจกต์แว่นอัจฉริยะที่เคยทำ
Apple เข้าซื้อสตาร์ตอัปด้านหูฟัง AR และเปิดตัวอุปกรณ์ VR/AR ของตัวเอง ซึ่งถือเป็นหมากสำคัญในการปูทางสู่แพลตฟอร์ม AR ในอนาคต
ในขณะเดียวกัน สมาร์ตโฟนก็เก่งขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งกล้องและซอฟต์แวร์ ทำให้ฟีเจอร์อย่าง “ลองสินค้าเสมือนจริง” กลายเป็นอะไรที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย แค่เปิดกล้องก็เริ่มเล่นได้เลย
สายบิวตี้และแฟชั่นคือกลุ่มที่บุกก่อน:
ลูกค้าสามารถลองสีย้อมผม
ทดสอบสีรองพื้นหรือเมกอัปผ่านกล้องมือถือ
ทั้งหมดนี้ทำให้การตัดสินใจซื้อ ง่ายขึ้น สนุกขึ้น และมีโอกาสปิดการขายมากขึ้น
6 เทรนด์ AR Shopping ที่ต้องจับตาในปี 2026
ในโลกของ AR Shopping ไม่ได้มีแค่ฟิลเตอร์ใส่เล่น แต่กำลังแตกแขนงเป็นหลายรูปแบบการใช้งาน มาดู 6 เทรนด์หลักที่น่าจับตาที่สุดในปี 2026
1. แอปโซเชียลและฟิลเตอร์กล้อง: จากเล่นขำ ๆ สู่ช่องทางขายของจริงจัง
เมื่อคนใช้เวลาอยู่บนออนไลน์มากขึ้น แบรนด์ก็ต้องหาวิธี เข้าไปอยู่ในเลนส์กล้องของลูกค้า ให้ได้ AR จึงถูกดึงเข้ามาใช้บนแพลตฟอร์มโซเชียลอย่าง Snapchat และ Instagram อย่างจริงจัง
แพลตฟอร์มเหล่านี้เปิดให้แบรนด์สร้างฟิลเตอร์ AR ของตัวเองได้ ลูกค้าสามารถทดลองสินค้า ผ่านกล้องในแอปโดยตรง แล้วกดไปที่หน้าซื้อสินค้าได้แบบเนียน ๆ
ตัวอย่างการใช้งาน:
Snapchat ร่วมมือกับแบรนด์ยาทาเล็บชื่อดัง สร้างฟิลเตอร์ “ลองสีเล็บ” ให้ผู้ใช้ส่องกล้องดูมือของตัวเอง แล้วเลือกเปลี่ยนเฉดสีแบบเรียลไทม์
ถ้าอยากเริ่มใช้เทรนด์นี้กับแบรนด์ของคุณเอง:
สำหรับ Snapchat ใช้เครื่องมืออย่าง SnapAR Lens Studio เพื่อสร้างเลนส์
สำหรับ Facebook / Instagram ใช้ Meta Spark สร้างฟิลเตอร์สำหรับ Stories
ต้องมีทีมที่เข้าใจ 3D modeling หรือออกแบบภาพสำหรับ AR เพราะงานสายนี้ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
อย่างไรก็ตาม โลก AR Shopping ไม่ได้จบอยู่แค่บนโซเชียล ยังมีอีกหลายรูปแบบการใช้งานที่ขยายออกไปสู่เว็บไซต์ ร้านจริง และแอปเฉพาะของแบรนด์
2. Virtual Try-On: ลองใช้เสมือนจริงก่อนตัดสินใจซื้อ
การลองสินค้าแบบเสมือนจริงคือหนึ่งในยูสเคสที่เห็นผลที่สุด โดยเฉพาะหมวด แฟชั่นและความงาม ลูกค้าทั่วโลกเริ่มคุ้นเคยและตื่นเต้นกับการได้ลองอะไรใหม่ ๆ ผ่านกล้องมือถือแทนการลองของจริง
ถ้าคุณอยากเริ่มทำ Virtual Try-On สำหรับแบรนด์ของตัวเอง:
เริ่มจากแบบง่ายก่อน ยิ่งระบบซับซ้อนเท่าไหร่ โอกาสพลาดก็ยิ่งสูง เพราะใบหน้าและรูปร่างของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ถ้าคุณใช้โซเชียลคอมเมิร์ซ เช่น Instagram หรือ Facebook Shops สามารถใช้ฟีเจอร์ลองสินค้าเสมือนจริงให้ลูกค้าทดลองระหว่างเลื่อนดูฟีดได้เลย
ข้อดีอีกอย่างของ Virtual Try-On คือช่วย ลดการคืนสินค้า เพราะลูกค้าเห็นภาพตัวเองกับสินค้าชัดเจนก่อนซื้อ ทำให้สั่งแล้ว “พลาด” น้อยลง
3. Virtual Showroom: ยกโชว์รูมทั้งห้องมาไว้ในมือถือ
Virtual Showroom คล้ายกับ Virtual Try-On แต่แทนที่จะลองกับร่างกายของลูกค้า ระบบจะให้ลูกค้า วางสินค้าเสมือนจริงลงในพื้นที่รอบตัว ผ่านกล้อง เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือมุมใดมุมหนึ่งในบ้าน
ความต่างหลักคือ:
Virtual Try-On: กล้องหันเข้าหาตัวผู้ใช้
Virtual Showroom: กล้องหันออกไปยังพื้นที่จริง แล้ววางสินค้าทับลงไป
เบื้องหลังเทคโนโลยีใกล้เคียงกัน นั่นหมายความว่า ธุรกิจสามารถต่อยอดจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบได้ค่อนข้างง่าย
เคล็ดลับในการสร้างประสบการณ์ Virtual Showroom:
หากต้องการเผยแพร่สินค้า AR บนแพลตฟอร์มอย่าง Amazon สามารถใช้บริการที่ช่วยสร้างโมเดล 3D และซีน AR ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสายเทคนิคหนัก ๆ
โชว์รูมต้องรับมือกับการที่ผู้ใช้ เดินหมุนกล้องไปทั่วห้อง ดังนั้นระบบต้องตรวจจับพื้นหรือผนังได้แม่นยำ เพื่อให้สินค้าวางอยู่แบบสมจริง
ควรมีไอคอนหรือคำแนะนำบนหน้าจอ เช่น วิธีหมุน ย่อ/ขยาย หรือเลื่อนตำแหน่งสินค้า
ต้องออกแบบให้ใช้งานได้แม้ถือมือเดียว และคำนึงถึงสภาพแสงต่าง ๆ ในบ้านของผู้ใช้
Virtual Showroom เป็นรูปแบบ AR ที่เหมาะมากกับสินค้าที่จับต้องได้ เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน หรือกรงสุนัขแบบพรีเมียม เพราะลูกค้าต้องเห็นว่ามันวางในพื้นที่จริงแล้ว “ใช่” แค่ไหน
4. ฮาร์ดแวร์ AR แรงขึ้น ฉลาดขึ้น และพร้อมสำหรับผู้ใช้ทั่วไป
ฝั่งฮาร์ดแวร์เองก็กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง:
มือถือรุ่นใหม่ ๆ เริ่มใส่เซ็นเซอร์อย่าง LiDAR หรือ ToF เพื่อช่วยให้การตรวจจับความลึกแม่นยำขึ้น
ตลาด Mobile AR ทั่วโลกมีแนวโน้มรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าภายในไม่กี่ปี แปลว่าคนสนใจและใช้งานมากขึ้นจริง
ไม่ใช่แค่สมาร์ตโฟน แว่นตาอัจฉริยะก็เป็นสนามรบใหม่ที่หลายแบรนด์อยากชิงพื้นที่ ทั้ง Google, Microsoft, Lenovo และอีกหลายค่ายต่างประกาศโครงการพัฒนาอุปกรณ์ AR ของตัวเอง
แม้แว่นตา AR จะยังไม่พร้อมใช้งานในวงกว้าง แต่ตอนนี้ จุดโฟกัสหลักยังอยู่ที่ AR บนมือถือ เพราะเข้าถึงผู้ใช้มหาศาลได้ทันที
สำหรับแบรนด์ นี่คือโอกาสในการ:
พัฒนาแอป AR ของตัวเอง
ใช้เครื่องมืออย่าง ARKit หรือเทคโนโลยีคล้ายกัน เพื่อให้ลูกค้าดูสินค้าผ่านกล้องได้แบบ 3D/AR เต็มรูปแบบ
5. กระจก AR ในร้าน: ห้องลองเสมือนจริงที่ไม่ต้องเปลี่ยนชุดจริง
อีกเทรนด์ที่น่าสนใจมากในร้านค้าจริง คือ กระจก AR (AR Mirrors) ที่เปลี่ยนกำแพงว่าง ๆ ให้กลายเป็นห้องลองเสื้อแบบไฮเทค
รูปแบบหลักของกระจก AR มีสองแบบ:
แบบที่ใช้กระจกจริงร่วมกับจอดิจิทัลและเทคโนโลยีตรวจจับการเคลื่อนไหว เพื่อซ้อนภาพสินค้าลงบนภาพสะท้อนแบบเรียลไทม์
แบบที่ไม่มีบานกระจกจริง แต่ใช้จอขนาดใหญ่พร้อมกล้อง ทำหน้าที่คล้ายสมาร์ตโฟนยักษ์ ให้ผู้ใช้ยืนตรงหน้าแล้วเห็นตัวเองบนจอพร้อมสินค้าเสมือนจริง
ตลาดกระจกอัจฉริยะมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลายแบรนด์บิวตี้ระดับโลกเริ่มติดตั้งกระจกแบบนี้ในร้าน เพื่อให้ลูกค้า ลองเมกอัปหลายเฉดโดยไม่ต้องแตะหน้า
ข้อดีของ AR Mirrors:
ลูกค้าไม่ต้องลองสินค้าจริงทีละชิ้น
เหมาะมากในยุคที่คนใส่ใจเรื่องสุขอนามัย
เพิ่มความสนุกและลดความเกร็งเวลาเข้าร้าน
อย่างไรก็ตาม การติดตั้ง AR Mirrors ต้องคิดเรื่องงบอย่างรอบคอบ เพราะทั้งจอ อุปกรณ์ และซอฟต์แวร์เฉพาะทางมีต้นทุนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะถ้าจะติดตั้งหลายสาขา
6. AR Gamification: เปลี่ยนการเดินช้อปให้กลายเป็นเกม
แม้หลายคนจะมองว่า AR ยังเป็นของเล่นเพื่อความบันเทิงมากกว่าการใช้งานจริง แต่แบรนด์จำนวนหนึ่งกลับใช้มุมนี้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการถามตัวเองว่า:
“ถ้าเราใช้ AR ทำให้การเดินช้อปในร้าน สนุกเหมือนเล่นเกม ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?”
คำตอบคือ ลูกค้า:
ใช้เวลาอยู่ในร้านนานขึ้น
มีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น
รู้สึกผูกพันและอยากกลับมาอีก
แนวคิด AR Gamification ในร้านสามารถทำได้ เช่น:
ให้ลูกค้าสแกนสินค้าในร้านแล้วปลดล็อกเกมหรือภารกิจ
ใช้ QR Code เป็นด่านเริ่มเกมในแต่ละโซนของร้าน
ให้รางวัล เช่น ส่วนลด ของแถม หรือแต้มสะสม เมื่อเล่นจบหรือทำภารกิจสำเร็จ
กลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่เข้าใจแนวคิดนี้ไวมาก เพราะเคยชินกับเกมในโลกจริงจากแอปดัง ๆ มาแล้ว ทำให้แทบไม่ต้องสอนวิธีเล่นเลย
ตัวอย่างแบรนด์ที่ใช้ AR สร้างประสบการณ์ช้อปปิ้ง
หลังจากพูดถึงเทรนด์กันไปแล้ว มาดูตัวอย่างแบรนด์ที่เอา AR ไปใช้จริง และได้ผลแบบตัวเลขจับต้องได้
Cambridge Satchel: กระเป๋าคลาสสิกกับเทคโนโลยีสุดล้ำ
แบรนด์กระเป๋าจากสหราชอาณาจักร ใช้ระบบอีคอมเมิร์ซที่รองรับ AR เพื่อนำเสนอสินค้าผ่านโมเดลสามมิติและ AR ให้ลูกค้าสามารถ ลองแมตช์กระเป๋ากับสไตล์ของตัวเอง ผ่านกล้องมือถือได้เลย
ลูกค้าสามารถหมุนกระเป๋าดูรอบด้าน และซ้อนภาพกระเป๋าลงบนภาพจริง เพื่อเช็กว่า สี ทรง และขนาด เข้ากับลุคของตัวเองหรือไม่
สิ่งที่น่าสนใจคือ แบรนด์สามารถให้ประสบการณ์ AR ระดับนี้ได้ในงบประมาณที่ไม่โหดจนเกินไป ทำให้สามารถแข่งกับแบรนด์ใหญ่ที่มีทุนหนากว่าได้อย่างสมศักดิ์ศรี
ลูกค้าชื่นชอบฟีเจอร์นี้เพราะ ลองถือกระเป๋าแบบเสมือนจริงก่อนซื้อ มั่นใจได้มากขึ้นว่าใบที่เลือกตรงกับสไตล์และขนาดที่ต้องการจริง ๆ
Complex Networks: งานอีเวนต์ทั้งงานย้ายเข้าโลก AR
ในช่วงที่จัดอีเวนต์ในสถานที่จริงไม่ได้ แบรนด์สื่อและบันเทิงรายนี้เลือกเปลี่ยนงานอีเวนต์ประจำปีให้กลายเป็น ประสบการณ์ดิจิทัลแบบอินเทอร์แอกทีฟ เต็มรูปแบบ
ผู้เข้าร่วมสามารถ:
เดินสำรวจร้านค้าเสมือนจริง
เจอแบรนด์ต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เฟซแบบ AR/3D
ร่วมกิจกรรมได้ใกล้เคียงกับการไปงานจริง
ผลลัพธ์คือ งานออนไลน์ครั้งนั้นประสบความสำเร็จสูงจนกลายเป็นต้นแบบที่แบรนด์ยังต่อยอดใช้งานอยู่เรื่อย ๆ
Gunner Kennels: ใช้ AR ช่วยเลือกกรงสุนัขให้พอดีตัว
Gunner Kennels คือแบรนด์ที่ผลิตกรงสุนัขคุณภาพสูงสำหรับเดินทาง จุดขายหลักคือ ความปลอดภัยและความทนทาน แต่ปัญหาคลาสสิกของการขายออนไลน์คือ ลูกค้าไม่แน่ใจว่ากรงขนาดไหนจะพอดีกับน้องหมาของตัวเอง
ทางแก้ของแบรนด์คือใช้ AR ให้ลูกค้า:
วางโมเดลสามมิติของกรงสุนัขไว้ข้างสุนัขจริงผ่านกล้องมือถือ
ดูสัดส่วนและขนาดแบบเรียลไทม์ว่าพอดีหรือไม่
ผลลัพธ์คือ:
อัตราการสั่งซื้อสำเร็จเพิ่มขึ้นถึง 40%
อัตราการคืนสินค้าลดลง 5%
เมื่อเห็นผลลัพธ์ชัดขนาดนี้ แบรนด์จึงมีแผนขยายการใช้ AR ไปยังสินค้าอื่นต่อ
Rebecca Minkoff: ทำให้คอลเลกชันดู “จับต้องได้” ขึ้นผ่าน 3D และ AR
แบรนด์กระเป๋าชื่อดังอีกรายหนึ่งเลือกใช้โมเดลสามมิติร่วมกับ AR เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่า เข้าใกล้สินค้าได้มากขึ้น แม้จะช้อปผ่านหน้าจอ
ลูกค้าสามารถ:
หมุนดูสินค้าได้จากทุกมุม
เปิดดูรายละเอียด ขนาด และพื้นผิวในรูปแบบเสมือนจริง
ตัวเลขที่ออกมาน่าสนใจมาก:
หลังจากดูสินค้าในรูปแบบ 3D ลูกค้ามีแนวโน้มกดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นประมาณ 27%
หลังจากโต้ตอบกับสินค้าในโหมด AR เพิ่มขึ้นถึง 65%
แปลว่า ยิ่งให้ลูกค้าได้ “เล่นกับสินค้า” ผ่าน AR มากเท่าไหร่ ยอดขายก็ยิ่งมีโอกาสพุ่งสูงขึ้นเท่านั้น
แอปและแพลตฟอร์ม AR Shopping ที่โดดเด่นตอนนี้
ในโลกของ AR Shopping ตอนนี้มีสองแพลตฟอร์มที่โดดเด่นมากในการรองรับการขายของด้วย AR/3D
Shopify AR
เหมาะมากสำหรับเจ้าของแบรนด์ที่อยาก มีร้านออนไลน์เป็นของตัวเอง ไม่อยากพึ่งแต่แพลตฟอร์มของคนอื่น
ด้วยเครื่องมือ AR บนแพลตฟอร์มนี้ คุณสามารถ:
อัปโหลดโมเดลสามมิติของสินค้า
แสดงสินค้าในรูปแบบ 3D และ AR บนหน้าร้านได้โดยตรง
ให้ลูกค้าเห็น ขนาด รูปร่าง การใช้งาน ได้ชัดเจนขึ้น
ผลลัพธ์คือ:
ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
อัตราการคืนสินค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด
หลายแบรนด์ที่ใช้ระบบนี้ยืนยันตรงกันว่า การเพิ่ม AR เข้าไปในหน้าสินค้า ดันทั้งยอดขายและความพึงพอใจของลูกค้าขึ้นพร้อมกัน
Amazon
ในฐานะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ระดับโลก Amazon ก็ไม่พลาดที่จะดึง AR มาใช้ โดยเฉพาะกับหมวด:
เฟอร์นิเจอร์
ทีวีและอุปกรณ์ขนาดใหญ่
ลูกค้าสามารถใช้ฟีเจอร์ ดูสินค้าในห้องของคุณ เพื่อเช็กว่าสินค้าจะหน้าตาเป็นยังไงเมื่อไปตั้งอยู่ในบ้านจริง ช่วยลดความลังเลก่อนสั่งของชิ้นใหญ่ได้เยอะ
ถึงเวลาพาแบรนด์ของคุณเข้าสู่โลก AR
จากเทคโนโลยีที่เคยดูไกลตัว ตอนนี้ AR กลายเป็น เครื่องมือสำคัญของอีคอมเมิร์ซยุคใหม่ ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ลูกค้าช้อปอย่างมั่นใจ การทำให้ขั้นตอนเลือกสินค้าสนุกขึ้น หรือการลดปัญหาคืนของ
เทรนด์ AR Shopping ยังมีแนวโน้มโตต่อเนื่อง และช่วงเวลานี้คือจังหวะทองสำหรับธุรกิจที่อยาก ก้าวนำคู่แข่ง ด้วยการสร้างประสบการณ์ช้อปที่ต่างออกไป
คุณสามารถเริ่มจากสิ่งง่าย ๆ เช่น:
เพิ่มภาพ 3D ให้สินค้าขายดีของร้าน
ทดลองใช้ Virtual Try-On หรือ Virtual Showroom กับหมวดสินค้าที่ลูกค้าตัดสินใจยาก
เชื่อม AR เข้ากับโซเชียลมีเดียที่คุณมีอยู่แล้ว
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโปรเจกต์ใหญ่ แค่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่แก้ปัญหาลูกค้าได้จริง ก็เพียงพอที่จะเห็นผลลัพธ์ต่างจากเดิมอย่างชัดเจน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ AR Shopping
AR Shopping จะกลายเป็นวิธีช้อปหลักในอนาคตได้ไหม?
คำตอบคือ มีโอกาสสูงมาก เพราะ AR ไม่ใช่เทคโนโลยีที่มาแล้วไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ช้อปยุคใหม่ ที่ทั้งสะดวก สมจริง และช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
เมื่อผู้บริโภคเริ่มคาดหวังว่าหน้าสินค้าควรให้ “มากกว่าแค่รูปนิ่ง” ธุรกิจที่ใช้ AR ก่อนจึงได้เปรียบเต็ม ๆ
ตอนนี้มีเทรนด์ AR Shopping ไหนน่าจับตาบ้าง?
เทรนด์มาแรงในตอนนี้ ได้แก่:
การลองสินค้าเสมือนจริง (Virtual Try-On)
โชว์รูมเสมือนจริง (Virtual Showroom)
กระจก AR ในร้านค้าจริง
การค้นหาสินค้าด้วยภาพและ AR
ฟีเจอร์ค้นหาโปรโมชันหรือสินค้าเฉพาะ ผ่านกล้องในแอป
ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายร่วมกันคือ ทำให้การค้นหาและเลือกสินค้ากลายเป็นประสบการณ์ที่สนุกและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
ตอนนี้ AR ถูกนำมาใช้กับการช้อปปิ้งแบบไหนบ้าง?
ผู้บริโภคใช้ AR ในหลายสถานการณ์ เช่น:
ลองเสื้อผ้า รองเท้า หรือเมกอัปแบบเรียลไทม์ผ่านกล้อง
วางเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านในพื้นที่จริง เพื่อดูว่าขนาดและสไตล์เข้ากันหรือไม่
ใช้ห้องลองเสื้อเสมือนจริงในร้าน โดยไม่ต้องเปลี่ยนชุดจริงหลายรอบ
ใช้กล้องมือถือสแกนเพื่อค้นหาสินค้า โปรโมชั่น หรือฟีเจอร์เกมในร้าน
ผลลัพธ์คือการช้อปปิ้งที่ทั้งสะดวก สนุก และลดความเสี่ยงในการซื้อพลาด สำหรับแบรนด์ นี่คือโอกาสในการสร้างความแตกต่างแบบที่รูปสินค้าธรรมดาให้ไม่ได้แล้ว

