JPOP Marketing Forum 2025: วัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นกลายเป็นอาวุธการตลาด
ในงาน Japan Pop Culture Marketing Forum in Thailand 2025 ผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นทั้งฝั่งธุรกิจ ที่ปรึกษาการตลาด และวงการบันเทิง มาร่วมแชร์มุมมองการใช้วัฒนธรรม JPOP และ Sub Culture เป็นเครื่องมือการตลาดยุคใหม่ ให้กับผู้ประกอบการและนักการตลาดไทย
หัวข้อใหญ่ของงานคือการชี้ให้เห็นว่า วัฒนธรรม JPOP ไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิงอีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงสร้างสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ตั้งแต่อนิเมะ ศิลปะการแสดง ไปจนถึงอินฟลูเอนเซอร์ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง

JPOP ในสายตารีเทลญี่ปุ่น: จากแฟนคลับสู่พลังการตลาด
ผู้บริหารจากห้างดังในญี่ปุ่นสะท้อนว่า แบรนด์สินค้า ผู้ค้าปลีก และห้างสรรพสินค้าต่างใช้ JPOP ในทุกมิติของการตลาด
การตกแต่งพื้นที่ด้วยธีมอนิเมะ ไอดอล หรือศิลปิน
การจัดกิจกรรมที่ดึงแฟนคลับเข้ามามีส่วนร่วม
การสร้างประสบการณ์ให้แฟนได้ใกล้ชิดกับแบรนด์แบบเจาะลึก
กลไกสำคัญคือ การระดมพลังแฟนคลับ ทำให้กิจกรรมการตลาดไม่ได้หยุดแค่การมองเห็น แต่กลายเป็นการมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งและต่อเนื่อง

JPOP ยังมีข้อได้เปรียบคือเป็นวัฒนธรรมเปิด ปรับเปลี่ยนรูปแบบได้สูง ทั้งช่องทางสื่อสาร ฟังก์ชันกิจกรรม และการเลือกกลุ่มเป้าหมายเฉพาะอย่าง Gen Z หรือสาย Sub Culture ทำให้แบรนด์สามารถสร้างทั้ง ความลึก (Depth) กับแฟนตัวจริง และ ความกว้าง (Breadth) เพื่อกระจายไวรัลในวงกว้างได้พร้อมกัน
Sub Culture: Underground Idol และ Gyaru บุกโลกดิจิทัล
เทรนด์ใหม่คือการขยายจาก JPOP กระแสหลัก ไปสู่ Sub Culture ที่เฉพาะทางมากขึ้น เช่น Underground Idol หรือสาวแกล (Gyaru) แล้วเชื่อมทุกอย่างเข้ากับโลกดิจิทัล โซเชียลมีเดีย และเมทาเวิร์ส
ประเด็นสำคัญคือ นักการตลาดไทยสามารถหยิบกรอบคิดแบบเดียวกันมาใช้กับแบรนด์ไทยได้ โดยโฟกัสที่
การสร้างคอนเทนต์ให้แฟนรู้สึกเป็น “คนวงใน”
การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นเวทีให้แฟนมีส่วนร่วม
การสร้างประสบการณ์ที่เอื้อต่อการบอกต่อเองแบบไวรัล

Gyaru: จากลุคจัดจ้านสู่เมคอัพที่กลายเป็นทัศนคติชีวิต
ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ใช้วัฒนธรรม Gyaru เป็นแกนกลาง เล่าให้เห็นมิติที่ลึกกว่าภาพสาวแต่งหน้าจัดจ้าน ผิวแทน ผมสีสว่างที่เริ่มต้นจากย่านชิบุย่า โตเกียว
จุดเปลี่ยนคือ ปัจจุบัน Gyaru ไม่ได้ถูกมองแค่เรื่องลุคภายนอกอีกต่อไป แต่ถูกตีความเป็น
ทัศนคติที่เชื่อมั่นในตัวเอง
วิถีชีวิตแบบอิสระ คิดบวก
ความกล้าในการแสดงตัวตนอย่างเต็มที่



Gyaru ในองค์กรและการตลาด
วัฒนธรรม Gyaru ถูกนำมาใช้กับธุรกิจในหลายมิติ
ด้านองค์กร: ทัศนคติแบบ Gyaru ช่วยปลุกสัญชาตญาณ ความมั่นใจ และความคิดบวก กระตุ้นให้พนักงานกล้าเสนอไอเดีย ทำงานเชิงรุก และสื่อสารตรงไปตรงมา
ด้านการสื่อสาร: สไตล์การคุยแบบเปิดกว้าง เท่าเทียม และจริงใจ ทำให้บทสนทนาข้ามวัยและข้ามแผนกมีสีสันมากขึ้น
ด้านการตลาดและเมคอัพลุค: Gyaru มีความไวต่อเทรนด์สูง จึงสะท้อนภาพลักษณ์ ภาษา สไตล์การแต่งหน้า การแต่งตัวได้ชัดเจน ทำให้แคมเปญดูโดดเด่น ทะลุกรอบการสื่อสารแบบทางการ และเข้าถึงวัยรุ่นที่วิธีการตลาดเดิมเอาไม่อยู่
รูปแบบการทำงานก็ถูกออกแบบให้ Gyaru เข้าไปเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” จริง ๆ เช่น
ส่งสมาชิก Gyaru เข้าไปช่วยช่วงระดมสมองในองค์กร (Gyaru-Style Brainstorming)
เปลี่ยนไอเดียจากเวิร์กช็อปให้กลายเป็นสินค้าหรือธุรกิจจริง (Gyaru-Style Studio)
รายชื่อลูกค้าที่ร่วมงานมีทั้งแบรนด์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Mitsubishi Pencil, Suzuki, Nissan และ Fujitsu สะท้อนว่า Sub Culture ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ อีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือธุรกิจเต็มตัว
Gyaru เมคอัพในไทย: จาก TikTok สู่โอกาสธุรกิจ
ในไทย แม้จะไม่มีตัวเลขชัดเจนเรื่องชุมชน Gyaru แต่บนโซเชียล โดยเฉพาะ TikTok เต็มไปด้วยคอนเทนต์แต่งหน้าและแต่งตัวสไตล์สาวแกล พร้อมติดแฮชแท็ก #gyaru โดยเฉพาะลุค
ผิวแทนโกลว์สุขภาพดี
เบสแน่น คอนทัวร์ชัด
ขนตาฟู ตาโต หวานคม
ปากอิ่มโทนชมพูหรือนู้ดนมๆ สไตล์ J-gal
สิ่งนี้แปลว่า ถ้าแบรนด์ไทยกล้าหยิบ Gyaru culture มาตีความใหม่ให้เข้ากับบริบทไทย ก็จะ
เพิ่มคุณค่าทางอารมณ์ให้กับสินค้าและบริการ
ขยายตลาดสู่กลุ่มคนรักวัฒนธรรมญี่ปุ่นทั้งในไทยและต่างประเทศ
ใช้สไตล์เมคอัพและแฟชั่นเป็น “ภาษากลาง” เชื่อมแบรนด์กับผู้บริโภครุ่นใหม่

Underground Idol: ประสบการณ์ลึกมากกว่าแค่จำนวนฟอลโลเวอร์
อีกหนึ่งไฮไลต์คือบทบาทของ Underground Idol ที่แตกต่างจากอินฟลูเอนเซอร์กระแสหลักอย่างชัดเจน
ไม่ได้เด่นเรื่องยอดผู้ติดตามมหาศาล
แต่ชนะขาดในเรื่องการมีส่วนร่วมเชิงคุณภาพและการแปลงเป็นยอดขายจริง
กิจกรรมสำคัญที่สร้าง ความผูกพันแบบประสบการณ์ (Experience-based Engagement) คือ
การแสดงสดในพื้นที่ใกล้ชิด
งานพบปะแฟนคลับแบบตัวต่อตัว
การถ่ายภาพ Cheki ที่เก็บได้จริง
สินค้า Co-branding แบบลิมิเต็ด
ผลลัพธ์คือแฟนรู้สึกผูกพันกับศิลปินและแบรนด์ในระดับอารมณ์อย่างลึก ทำให้ Conversion Rate สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกับแคมเปญที่เน้นการสื่อสารแบบ Immersive และ Memorable
สำหรับไทย การนำโมเดล Underground Idol มาปรับใช้กับแบรนด์ ถือเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับแบรนด์ที่อยาก
สร้างความใกล้ชิดกับลูกค้าในแบบ “เพื่อนคนโปรด ไม่ใช่โฆษณา”
ใช้ชุมชนแฟนเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนแบรนด์
แลกยอด Reach จำนวนมาก กับความสัมพันธ์ที่ลึกและยั่งยืนกว่า

Monchhichi in Thailand: เมื่อเคสมือถือกลายเป็นแฟชั่นทัวร์ริ่ง
จากฝั่ง Pop Culture ญี่ปุ่นในมุมไอดอลและเมคอัพ เราขยับมาดูการคอลแลบสายมาสคอตกันบ้าง กับโปรเจกต์ “Monchhichi in Thailand” ที่ทำให้เคสมือถือกลายเป็นไอเท็มแฟชั่นที่มีสตอรี่เต็มใบ
แบรนด์เคสมือถือแฟชั่นสัญชาติไทย Sheep เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ “Sheep x Monchhichi” จับมือกับมาสคอตตุ๊กตาญี่ปุ่นระดับไอคอนที่โดดเด่นด้วย
หน้ากลม ดวงตาโต
ท่าดูดจุกนมที่เป็นเอกลักษณ์
ภาพจำเรื่องความรัก ความอ่อนโยน และความอบอุ่น
คอลแลบนี้ไม่ใช่แค่เอาลายไปแปะบนเคส แต่เล่าเรื่อง Monchhichi มาเที่ยวไทยจริง ๆ ผ่านคอนเซ็ปต์ “Monchhichi in Thailand”


Monchhichi ตะลุยย่านทรงวาด
ทีม Sheep พามาสคอต Monchhichi ตัวสูง 160 เซนติเมตร คาดผ้าพันคอโลโก้ Sheep เดินเที่ยวกรุงเทพฯ ย่านทรงวาด พื้นที่ที่รวมเสน่ห์ตึกเก่า วัฒนธรรมดั้งเดิม และความโมเดิร์นไว้ด้วยกัน
ภาพที่ได้คือเรื่องราวมาสคอตญี่ปุ่น
นั่งรถตุ๊กตุ๊กชมเมือง
เดินดูป้ายถนนเก่า
ถ่ายรูปกับแลนด์มาร์กที่มีกลิ่นอายไทย
ผลลัพธ์คือ ไม่ได้แค่สร้างคอนเทนต์ไวรัล แต่ยังช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดฮิตของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอีกด้วย แฟน ๆ แห่มาถ่ายรูปกับมาสคอตกันล้นถนน

ดีไซน์เคส: เมื่อกราฟิกไทยกลมกลืนกับคาแรกเตอร์ญี่ปุ่น
คอลเลกชัน Sheep x Monchhichi เล่าเรื่องผ่านดีไซน์อย่างละเอียด
ใช้ตัวอักษรไทยเขียนคำว่า “ม่อนชิชิ” บนเคส
ใส่ป้ายถนนแบบไทยในงานกราฟิก
สร้างซีนท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ในมุมมองของมาสคอตญี่ปุ่น
ใช้เทคนิคจัดองค์ประกอบและถ่ายภาพแบบ 3 มิติ ทำให้ตัวคาแรกเตอร์ดูมีชีวิตชีวา
คอลเลกชันนี้มีให้เลือก 2 แบบ 2 ลาย โทนสีแดงเป็นหลัก รองรับ
iPhone 11 – 17
Samsung Galaxy S23 Ultra – S25 Ultra
พร้อมอุปกรณ์เสริมครบเซต เช่น MagSafe Griptok, MagSafe Wallet, Phone Charm, Mouse Pad และเคส iPad ที่ช่วยคอมพลีตลุคสายมาสคอตเลิฟเวอร์






Grab x ศิลปิน: เที่ยว กิน เช็กอินด้วยสายตา Art Lover
โปรเจกต์ “เช็กอินกินเที่ยว กับ Grab Now Go Around” หยิบอินไซต์ว่าคนยุคใหม่ชอบเที่ยวพร้อมเสพงานศิลปะ มาจับคู่กับการเดินทางและการกินใน 5 เมืองท่องเที่ยวไทยผ่านสายตาศิลปิน


ศิลปินที่มาร่วมตีความ 5 เมือง ได้แก่ Chubbynida, YEEDIN, Sahred Toy, ease around และ Painterbell เนรมิตเมืองท่องเที่ยวให้กลายเป็นคาแรกเตอร์สุดคิ้วท์ ตั้งแต่เชียงใหม่ ขอนแก่น พัทยา ภูเก็ต จนถึงกรุงเทพฯ

ในงานที่ The Corner House Bangkok ยังมีโซนให้เล่นและสร้างคอนเทนต์ เช่น
เพ้นท์ลายเสื้อยักษ์
ระบายสีตึกเมืองเก่าภูเก็ต
สแตมป์โลกไดโนเสาร์ขอนแก่น
พร้อม Interactive Wall ให้ทุกคนแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในสไตล์ตัวเอง สายครีเอเตอร์และสายเที่ยวได้ฟีดเต็มแน่นอน

ไวน์บักโค่ย: องุ่นป่าจากหินซ้อน สระบุรี สู่ไวน์รสชาติไม่เหมือนใคร
จากวัฒนธรรมญี่ปุ่น เรามาแวะภูมิปัญญาไทยกันบ้าง กับ “บักโค่ย” หรือ “ส้มโก่ย” ผลไม้ป่าที่คล้ายองุ่นมาก ทั้งพวงแน่น สีสวย และรสหวานอมเปรี้ยว

ผลสุกจะเปลี่ยนจากเขียวอ่อนเป็นแดงและม่วง เกิดขึ้นเองในป่าตำบลหินซ้อน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ปีหนึ่งออกลูกครั้งเดียว ทำให้ยิ่งมีมูลค่ามากเมื่อนำมาแปรรูปเป็นไวน์


ไวน์บักโค่ยจากวิสาหกิจชุมชนฮัก-ป่าสัก หินซ้อน จึงเป็นมากกว่าของฝาก แต่เป็นมรดกทางใจของคนในพื้นที่ แสดงให้เห็นว่าแม้ไทยจะไม่ได้อยู่ใน “เขตทองคำของไวน์” ก็สามารถสร้างไวน์คุณภาพด้วย
ความตั้งใจ
ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การหมัก
การเล่าเรื่องราวดิน น้ำ อากาศ และชุมชน

กรมการท่องเที่ยว: ดันระบบดิจิทัลรองรับการท่องเที่ยวคุณภาพ
อีกฟากหนึ่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคือการยกระดับระบบหลังบ้าน กรมการท่องเที่ยวฉลองครบรอบ 23 ปี พร้อมอัปเดตความคืบหน้าการพัฒนาระบบดิจิทัลด้านบริการและฐานข้อมูลการท่องเที่ยวของประเทศ


โครงการสำคัญคือการสร้างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกลางที่รวบรวม
ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวและแผนที่
ระบบประเมินและรับรองมาตรฐาน
ระบบอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย
ระบบ e-Service สำหรับธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์
ระบบสอบ e-Exam และอบรมต่ออายุใบอนุญาตแบบ e-Learning
ระบบ Thailand Smart Tour (TST) ที่ช่วยให้การจัดการของบริษัทนำเที่ยวและไกด์เป็นระบบมากขึ้น


เมื่อทุกระบบเชื่อมกันเต็มรูปแบบ จะช่วยให้การบริการประชาชนและผู้ประกอบการ
สะดวกขึ้น
รวดเร็วขึ้น
โปร่งใสและตรวจสอบง่ายขึ้น
พร้อมทั้งช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก
สรุปภาพใหญ่ของทั้งเดือนนี้คือ วัฒนธรรมและครีเอทีฟไม่ใช่ของฟุ่มเฟือยในแวดวงท่องเที่ยวและการตลาดอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเมคอัพลุค Gyaru ไอดอลใต้ดิน มาสคอตญี่ปุ่น งานอาร์ตคาแรกเตอร์ หรือไวน์องุ่นป่า ทุกอย่างกลายเป็น “ภาษาของแบรนด์” ที่เล่าเรื่องตัวตน เชื่อมความรู้สึก และดึงคนรุ่นใหม่ให้หันมามอง — และที่สำคัญคือพร้อมจะหยิบมือถือขึ้นมาถ่าย แชร์ และพูดถึงต่อกันเองแบบไม่ต้องยัดเยียดโฆษณาเลยด้วยซ้ำ

