รับแอปรับแอป

เปิดสูตรลับแมวมองฟุตบอลระดับโลก: จากงานวิจัยดัตช์ถึงคัมภีร์ 5 ขั้นของ Piet de Visser

ธีรภัทร แก้วประเสริฐ01-29

เส้นทางสายแมวมองฟุตบอลที่ใครๆ ก็อยากเดิน

ถ้าคุณเป็นคนรักฟุตบอลตัวจริง โดยเฉพาะสายชอบมองเพชรเม็ดงามตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน อาชีพ “แมวมองนักฟุตบอล” (Scout) คือหนึ่งในงานในฝันที่ทั้งท้าทายและโคตรโรแมนติกในวงการลูกหนัง

ในยุโรป โดยเฉพาะที่เนเธอร์แลนด์ ระบบฟุตบอลเยาวชนและการปั้นโค้ชรุ่นใหม่ถูกออกแบบมาอย่างจริงจัง หนึ่งในหัวใจสำคัญคือการสร้าง แมวมองฟุตบอลระดับโลก ที่มองเห็นอนาคตนักเตะได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

มีงานวิจัยหนึ่งที่ทำกับแมวมองมืออาชีพในลีกเนเธอร์แลนด์มากถึง 125 คน เพื่อหาคำตอบว่า “จะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กคนหนึ่งมีโอกาสก้าวไปเป็นนักเตะระดับโลก” และนี่คือสิ่งที่ถูกสกัดออกมาเป็นองค์ความรู้ใช้ได้จริง

งานวิจัยจากดัตช์: สูตรพยากรณ์อนาคตนักเตะดาวดัง

ทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Groningen ในเนเธอร์แลนด์ ลงพื้นที่เก็บข้อมูลจริงจากแมวมองอาชีพ และนำฐานข้อมูลของเยาวชนจากราชสมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ มาวิเคราะห์เพื่อสร้างโมเดลพยากรณ์ศักยภาพนักเตะ

สิ่งที่น่าสนใจคือ พวกเขาไม่ได้ดูแค่ฟอร์มในสนามแบบผิวเผิน แต่แตกปัจจัยออกมาอย่างละเอียด พร้อมใส่สัดส่วนความสำคัญเป็นเปอร์เซ็นต์แบบชัดเจน

5 ปัจจัยหลักที่ใช้คาดการณ์อนาคตแข้งเยาวชน มีดังนี้

1. เทคนิค (37%) — พื้นฐานที่ต้องแน่นกว่าคนอื่น

ด้านเทคนิคถือว่ามีน้ำหนักมากที่สุด เกือบ 40% ของการประเมินทั้งหมด เพราะนี่คือภาษาพื้นฐานของฟุตบอล

สิ่งที่แมวมองโฟกัส เช่น

  • การควบคุมบอลตอนมีลูกติดเท้า

  • ความแม่นยำในการส่งบอล ทั้งสั้นและยาว

  • การจับบอลแรก (First Touch) ว่าดีแค่ไหน

  • การใช้เท้าได้ทั้งสองข้างอย่างมั่นใจ

  • การใช้ศีรษะหรือส่วนอื่นของร่างกาย (ยกเว้นมือและแขน) ควบคุมบอล

  • ทักษะการเลี้ยงบอลหลบคู่แข่ง

  • ความนิ่งเวลาเจอแรงกดดัน

เด็กที่ดูไม่หวือหวา แต่เทคนิคพื้นฐานแน่น บ่อยครั้งไปได้ไกลกว่าคนที่เล่นเด่นแต่หลุดง่ายยามเจอเกมยาก

2. แทคติค และ Football Intelligence (22%)

ฟุตบอลยุคใหม่ไม่ได้แข่งกันแค่ความสามารถเฉพาะตัว แต่แข่งกันที่สมองด้วย ใครอ่านเกมได้ดีกว่า คนนั้นได้เปรียบ

สิ่งที่อยู่ในหมวดนี้ ได้แก่

  • ความเข้าใจแทคติคและรูปแบบการเล่น

  • ความเร็วในการคิด แก้ปัญหาก่อน–ระหว่าง–หลังเกม

  • การยืนตำแหน่งเมื่อไม่มีบอล (Off the ball movement)

  • วิสัยทัศน์ในเกม (Game vision)

  • การตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน

  • ไหวพริบและการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า

นี่คือสิ่งที่ถูกเรียกรวมๆ ว่า Football Intelligence และมีน้ำหนักถึง 22% ของการประเมิน

3. สมรรถภาพร่างกายและกลไกการเคลื่อนไหว (21%)

แมวมองระดับโลกไม่ได้มองแค่ว่า “วิ่งเร็วไหม” แต่ดูทั้งระบบร่างกายว่าเหมาะกับฟุตบอลระดับสูงหรือไม่

องค์ประกอบหลัก เช่น

  • โครงสร้างร่างกายและสรีรวิทยา

  • ความเร็วและการเร่งสปีด

  • การประสานงานของร่างกาย (Coordination)

  • องค์ประกอบร่างกาย เช่น มวลกล้ามเนื้อ ไขมัน สัดส่วนต่างๆ

  • ความคล่องตัว ว่องไว เปลี่ยนทิศได้ดีหรือเปล่า

  • พลังกล้ามเนื้อ และจังหวะการเคลื่อนไหว

  • ความสมดุลและเสถียรภาพของร่างกาย

นักเตะที่ร่างกายพร้อม ถูกจัดร่างกายดี จะพัฒนาไปเล่นระดับสูงได้ง่ายกว่า เพราะรองรับทั้งความเร็ว เกมหนัก และโปรแกรมการแข่งขันที่ถี่

4. ทักษะทางจิตใจและบุคลิกภาพ (14%)

หลายคนฝีเท้าดี แต่ไม่ถึงฝันเพราะ “ใจไม่ถึง” หมวดนี้จึงสำคัญกว่าที่คนทั่วไปคิด

สิ่งที่ถูกประเมิน เช่น

  • ทัศนคติที่มุ่งมั่นอยากเอาชนะ

  • แรงขับภายใน แรงจูงใจที่ไม่ต้องมีใครคอยบอก

  • บุคลิกภาพในสนามและนอกสนาม

  • ความสามารถในการฟื้นตัวทางใจเมื่อผิดพลาดหรือแพ้

  • ความแข็งแกร่งทางจิตใจ (Mental Toughness)

  • ความเร็วในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

  • ทัศนคติเชิงบวกและการเชื่อมั่นในตัวเอง

  • สมาธิและความตั้งใจต่อเนื่อง

หลายครั้งแมวมองเลือกเด็กที่ใจสู้ มากกว่าคนที่เก่งแต่ใจบาง เพราะฟุตบอลอาชีพคือสนามสอบของจิตใจอย่างแท้จริง

5. ปัจจัยอื่นๆ (6%) — สิ่งเล็กๆ ที่รวมกันแล้วสำคัญ

แม้จะมีน้ำหนักแค่ 6% แต่ก็เป็นส่วนที่แยกดาวรุ่งทั่วไปออกจากคนที่ “ไปถึงระดับท็อป” ได้เหมือนกัน

ในหมวดนี้มีทั้ง

  • ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีม

  • การสื่อสารในสนามและนอกสนาม

  • ความสามารถในการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่

  • ระดับการศึกษาและพื้นฐานการใช้ชีวิต

  • อายุ และบริบทการเติบโต (Biological and Calendar)

  • พรสวรรค์ที่ยากจะวัด แต่แมวมองสัมผัสได้

ทั้งหมดนี้ถูกมองแบบองค์รวม ไม่ได้ดูแยกส่วน ทำให้การประเมินหนึ่งคนไม่ได้วัดแค่ “วันนี้เก่งแค่ไหน” แต่ มองไปไกลถึงว่า เขาจะไปได้แค่ไหนในอีก 5–10 ปีข้างหน้า

Piet de Visser: ตำนานแมวมองผู้มองเห็นซูเปอร์สตาร์ก่อนใคร

ถ้าพูดถึงบุคคลที่เป็นเหมือน “คัมภีร์มีชีวิตของวงการแมวมองฟุตบอล” ชื่อที่หนีไม่พ้นคือ Piet de Visser ชายผู้มีสายตาเฉียบคมจนค้นพบแข้งระดับโลกมานับไม่ถ้วน

เขาคือคนที่มองเห็นแววของนักเตะอย่าง

  • เนย์มาร์

  • เควิน เดอ บรอยน์

  • คริสเตียโน โรนัลโด

  • ดาวิด ลุยซ์

ตั้งแต่ยังเป็นดาวรุ่ง ก่อนจะกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ประดับเวทีโลกในเวลาต่อมา

จากนักเตะสู่โค้ช แล้วก้าวสู่สุดยอดแมวมอง

Piet de Visser เกิดที่เมือง Oost-Souburg ในเนเธอร์แลนด์ ผ่านการค้าแข้งกับสโมสรอย่าง De Zeeuwen, RCH และ Zeeland Sport ก่อนจะแขวนสตั๊ดแล้วเปลี่ยนมาจับงานข้างสนามเต็มตัว

เส้นทางการคุมทีมของเขาเริ่มต้นตั้งแต่ยุคที่ยังเป็นผู้จัดการทีมเยาวชน และผู้ช่วยโค้ชของ Sparta Rotterdam ก่อนจะได้รับงานคุมทีมเต็มตัวกับสโมสร DFC ซึ่งเขาพาทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 ได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก

ต่อมา เมื่อย้ายไปคุม De Graafschap เขาพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุด Eredivisie โดยมีแข้งอย่าง Guus Hiddink อยู่ในทีม ซึ่งต่อมากลายเป็นโค้ชระดับโลกเช่นกัน

หลังจากนั้น เขายังพาทีม NEC คว้าแชมป์ Eredivisie และย้ายไปสร้างผลงานกับสโมสรในเบลเยียมอย่าง Molenbeek จนคว้าแชมป์ลีกได้อีก

ที่ปรึกษาเจ้าสัวและสมองสำคัญเบื้องหลังดีลใหญ่

เมื่ออายุมากขึ้น บทบาทของเขาขยับจากข้างสนามไปอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสโมสรใหญ่

เขาเคยเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของ โรมัน อบราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย ผู้เคยเป็นเจ้าของสโมสรเชลซีในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ดีลนักเตะระดับคุณภาพของเชลซีจำนวนมากมีชื่อ Piet de Visser อยู่เบื้องหลัง ทั้งในเชิงคำแนะนำ การคัดเลือก และการตัดสินใจว่าใครเหมาะจะดึงเข้าสู่สแตมฟอร์ด บริดจ์

อดีตแข้งเชลซีอย่าง อาร์เยน ร็อบเบน, อเล็กซ์ หรือ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ล้วนเป็นตัวอย่างของนักเตะที่เชลซีอาจไม่กล้าเซ็น ถ้าไม่มีไฟเขียวจากปรมาจารย์แมวมองรายนี้

หัวใจของแมวมอง: ไม่ใช่แค่ตา แต่คือความรักในฟุตบอล

สิ่งที่ทำให้ Piet de Visser แตกต่างจากแมวมองทั่วไป ไม่ได้มีแค่ประสบการณ์หรือสายตาเฉียบคม แต่คือ อารมณ์ร่วมและความหลงใหลในฟุตบอลอย่างแท้จริง

เขาไม่ได้มองนักเตะเยาวชนเป็นแค่ “ทรัพย์สิน” ของสโมสร แต่เห็นเป็นเด็กที่มีความฝัน และมีโอกาสเปลี่ยนชีวิตตัวเองและครอบครัวผ่านฟุตบอลได้ หากมีคนมองเห็นศักยภาพในตัวเขา

หนึ่งในผลงานชิ้นโบแดงคือการค้นพบ ดาวิด ลุยซ์ ตั้งแต่ตอนเล่นในลีกดิวิชั่น 3 ของบราซิลกับสโมสรวิตอเรีย ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นกองหลังระดับแถวหน้าของยุโรปในเวลาต่อมา

คัมภีร์ 5 ขั้นตอน: กลยุทธ์ประเมินฝีเท้าเยาวชนสไตล์ De Visser

ในวงการแมวมอง มีการพูดถึง “กลยุทธ์ประเมินฝีเท้าเยาวชน 5 ขั้นตอน” ที่ถูกยกให้เป็นคัมภีร์คลาสสิกในแวดวง Scout

แม้รายละเอียดเชิงลึกจะเป็นเสมือนสูตรลับที่คนอื่นเลียนแบบได้ยาก แต่หลักใหญ่ใจความคือ

  • เขาสร้าง แบบประเมินเฉพาะตัว สำหรับใช้วัดค่าฝีเท้าเยาวชน

  • การให้เรตติ้งมีทั้งคะแนนบวกและลบ ไม่ได้ดูด้านดีด้านเดียว

  • ครอบคลุมทุกมิติทั้ง เทคนิค การอ่านเกม สมรรถภาพร่างกาย จิตใจ และบุคลิกภาพ

  • ใช้ข้อมูลในสนามผสมกับการสังเกตนอกสนาม เพื่อมองอนาคตให้ไกลกว่าปัจจุบัน

จุดที่น่าคิดคือ ไม่มีใครตีความแบบประเมินของเขาได้ชัดเจนเท่าตัวเขาเอง เพราะทุกตัวเลขเชื่อมโยงกับประสบการณ์หลายทศวรรษในเกมลูกหนังที่สั่งสมมา

จากโค้ชสู่แมวมองเต็มตัว: จุดเริ่มต้นของการตามหาดาวรุ่ง

การประกาศอำลางานคุมทีมข้างสนามของ Piet de Visser ในช่วงต้นยุค 90 ไม่ใช่การถอยออกจากฟุตบอล แต่คือการเปลี่ยนบทบาทมาเป็น “สายลับลูกหนัง” อย่างเต็มตัว

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การตามหาดาวรุ่งจากทั่วโลก การพัฒนาเด็กที่มีพรสวรรค์ และการปั้นให้พวกเขาไปถึงระดับสูงสุดของอาชีพ กลายเป็นงานหลักของเขาในฐานะ “แมวมองนักฟุตบอล”

เส้นทางสายนี้ไม่ใช่ทางลัด แต่เป็นอาชีพที่รวมเอา

  • ความรู้ด้านฟุตบอล

  • การวิเคราะห์ข้อมูล

  • ประสบการณ์ในเกมจริง

  • ความเข้าใจมนุษย์

  • และความรักในฟุตบอลแบบสุดหัวใจ

ไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนา

ถ้าอยากเดินเส้นทางแมวมองฟุตบอล…ควรเริ่มจากอะไร?

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเดินตามรอยตำนานอย่าง Piet de Visser หรืออยากเป็น Scout มืออาชีพในอนาคต สิ่งที่ควรโฟกัส ไม่ใช่แค่นั่งดูบอลเยอะๆ แล้ววิจารณ์เก่งในโซเชียล

แต่ควรเริ่มจาก

  • ฝึกมอง เทคนิคพื้นฐาน ของนักเตะให้ขาด

  • วิเคราะห์ แทคติคและการเคลื่อนที่ ของผู้เล่นทั้งทีม ไม่ใช่ดูแต่คนที่มีบอล

  • ทำความเข้าใจเรื่อง สมรรถภาพร่างกาย ว่ามีผลต่อสไตล์การเล่นอย่างไร

  • สังเกต ทัศนคติและบุคลิกภาพ ในการซ้อมและเวลาเจอสถานการณ์ยาก

  • เรียนรู้จากงานวิจัยและเคสจริงในยุโรปที่มีระบบพัฒนาเยาวชนแข็งแรง

เพราะสุดท้ายแล้ว แมวมองฟุตบอลระดับโลกไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจากการสังสมวิธีคิดและมุมมองอย่างเป็นระบบ

และถ้าวันหนึ่งคุณสามารถมองเห็น “ซูเปอร์สตาร์ในอนาคต” ตั้งแต่ยังเป็นเด็กคนหนึ่งในสนามหญ้าธรรมดาๆ ได้ นั่นแหละคือช่วงเวลาที่คุณเริ่มเดินเข้าใกล้คำว่า Scout ตัวจริง แล้ว