สงกรานต์นักท่องเที่ยวลด สัญญาณเตือนการท่องเที่ยวไทย
ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในห้วง 2 ปีล่าสุด เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วพบว่า ปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงถึง 9.46%
ตัวเลขนี้สวนทางกับความคาดหวังที่เชื่อกันว่า หลังผ่านวิกฤตโควิด-19 การท่องเที่ยวควรจะกลับมาฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ความจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น
ทำไมนักท่องเที่ยวถึงเริ่มเมินไทย
หลายปัจจัยกำลังบั่นทอนเสน่ห์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลก โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ปัจจัยด้านความปลอดภัยและภาพลักษณ์
กรณีลักพาตัวนักแสดงจีนไปเกี่ยวข้องกับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในไทย
ข่าวการหลอกลวงรูปแบบต่างๆ ภายในประเทศที่ถูกแชร์ต่อกันกว้างขวาง
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย รู้สึกไม่มั่นใจและไม่กล้าเดินทางมาไทย ถึงแม้ภาครัฐจะพยายามทำการตลาดเชิงรุก แต่ก็ยังไม่สามารถลบภาพลักษณ์ด้านลบได้อย่างมีนัยสำคัญ
ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
สถานการณ์ฝุ่นพิษ PM 2.5 ช่วงที่ผ่านมาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ
นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนกังวลเรื่องสุขภาพ จึงไม่อยากมาเผชิญปัญหาฝุ่นควัน
แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก
ภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มสั่นคลอน โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากฝั่งสหรัฐอเมริกา
เมื่อความมั่นคงทางการเงินของผู้คนทั่วโลกลดลง งบสำหรับการท่องเที่ยวก็หดตัวตามไปด้วย
ผลข้างเคียงจากมาตรการฟรีวีซ่า
มาตรการฟรีวีซ่าช่วยดึงคนเข้าประเทศก็จริง แต่ก็มีอีกด้านที่ต้องจับตา
มีนักท่องเที่ยวบางส่วนที่ ไม่เคารพคนไทยและกฎระเบียบท้องถิ่น
แม้อาจเป็นส่วนน้อย แต่เมื่อถูกเผยแพร่ผ่านสื่อและโซเชียล ก็กลายเป็นภาพลักษณ์ด้านลบที่กระจายออกไปทั่วโลก
ภาพลักษณ์ของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว จึงกำลังถูกท้าทายจากทั้งปัญหาภายในและปัจจัยภายนอกพร้อมๆ กัน
มาตรการเดิมยังไม่พอ ต้องคิดใหม่ทำใหม่
แม้หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวจะรับรู้สัญญาณถดถอยนี้ และพยายามออกมาตรการมารองรับ แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร
จึงถึงเวลาต้องมองลึกลงไปกว่านโยบายชั่วคราว หรือแค่แคมเปญคอนเทนต์สวยหรู ต้องวางกลยุทธ์ที่กระทบทั้งโครงสร้าง ระบบ และภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว
6 แนวทางฟื้นท่องเที่ยวไทยแบบจับต้องได้
ต่อไปนี้คือ 6 ข้อเสนอที่มุ่งเน้นให้ไทยกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอีกครั้ง ไม่ใช่แค่เพิ่มตัวเลขระยะสั้น แต่สร้างการเติบโตที่ยั่งยืน
1. ใช้ “ธรรมชาติที่มีอยู่” ให้คุ้มก่อนสร้างของใหม่
แทนที่จะรอทุ่มงบสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์เนรมิตขึ้น ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณจำนวนมาก ไทยควรเริ่มจากการ ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว ให้สมศักดิ์ศรีประเทศท่องเที่ยวระดับโลก
ปรับปรุงมาตรฐานความสะอาด ความปลอดภัย และการจัดการนักท่องเที่ยว
เพิ่มระบบดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพื่อให้ธรรมชาติยังสวยงามไปอีกหลายสิบปี
จุดขายสำคัญของไทยคือธรรมชาติและวัฒนธรรม ไม่ใช่สวนจำลองจากปูนและเหล็กเท่านั้น
2. ปรับโครงการลดหย่อนภาษีให้ช่วยรายเล็กได้จริง
ปีที่ผ่านมา รัฐบาลออกมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีข้อจำกัดหลายจุด
ผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมาก ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์
เม็ดเงินกระตุ้นจึงไม่กระจายลงไปถึงฐานรากอย่างที่ควรจะเป็น
ส่วนโครงการอย่าง “เราเที่ยวด้วยกัน” ที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง ก็ยังไม่ชัดเจนในเรื่องวงเงินที่ภาครัฐจะใช้ จึงต้องประเมินอย่างรอบคอบว่า
จะสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน
คุ้มกับงบประมาณจากภาษีประชาชนหรือไม่
3. ยกระดับเมืองรองให้มีคุณภาพชีวิตและมาตรฐานท่องเที่ยวที่ดี
หากอยากกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวออกจากเมืองหลักอย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต เมืองรองคือตัวแปรสำคัญที่ห้ามมองข้าม
รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ โฟกัสที่ “คุณภาพชีวิตที่ดีและมาตรฐานการท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน” ในเมืองรอง เช่น
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐานด้านคมนาคมและการเชื่อมต่อระหว่างเมือง
ยกระดับมาตรฐานที่พัก ร้านอาหาร และบริการต่างๆ
ทำให้เมืองรองกลายเป็นตัวเลือกที่ทั้งคนไทยและต่างชาติรู้สึกว่า “ไปแล้วคุ้ม”
4. ดึงคนเข้าประเทศด้วยเหตุผลมากกว่าการท่องเที่ยว
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือ สนับสนุนกิจกรรมที่ไม่ใช่การท่องเที่ยวโดยตรง แต่สร้างการเดินทางเข้ามาในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มีหน่วยงานที่ทำอยู่แล้ว แต่ยังได้รับงบประมาณไม่เพียงพอ
ตัวอย่างกิจกรรมที่ควรดันให้แรงขึ้น
การจัดประชุมและสัมมนาระดับนานาชาติ (MICE)
การเดินทางเพื่อรักษาพยาบาลและสุขภาพ
การมาเรียนต่อ การฝึกอบรม หรือการมาทำงานด้านต่างๆ
การแข่งขันกีฬา และการจัดอีเวนต์ระดับภูมิภาคหรือโลก
การถ่ายทำภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือรายการจากต่างประเทศ
นักเดินทางกลุ่มนี้มักมีค่าใช้จ่ายสูง อยู่ในไทยนาน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีไปในตัว
5. ดันเทศกาลไทยให้ดังระดับโลก แต่ต้องวางแผนให้ทันเวลา
แนวคิดการยกระดับเทศกาลไทยอย่างสงกรานต์และลอยกระทงขึ้นสู่เวทีโลก ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้องมาก เพราะเทศกาลเหล่านี้คือเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครลอกได้
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ
งบประมาณจัดงานสงกรานต์ถูกเคาะล่วงหน้าเพียงประมาณ 1 เดือนครึ่งก่อนงานเริ่ม
การประชาสัมพันธ์ล่าช้าจนไม่สามารถจูงใจให้นักท่องเที่ยววางแผนเดินทางล่วงหน้าได้เต็มที่
เมื่อสื่อสารช้า นักท่องเที่ยวก็จองตั๋วและวางแผนไปประเทศอื่นไปแล้ว
ปีนี้ยังมีโอกาสกับเทศกาลลอยกระทง หากรัฐบาลต้องการให้ลอยกระทงกลายเป็น “เทศกาลต้องมา” สำหรับชาวต่างชาติ
ต้องเริ่มประชาสัมพันธ์ตั้งแต่กลางปี
สื่อสารให้ชัดเจนทั้งธีมงาน กิจกรรม ไฮไลท์ และความปลอดภัย
6. ใช้พลังคอนเทนต์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สู้ภาพลักษณ์ด้านลบ
ไทยมีทั้งคณะกรรมการด้านซอฟต์พาวเวอร์ คณะท่องเที่ยว และคณะเกี่ยวกับภาพยนตร์ ซีรีส์ และสารคดีอยู่แล้ว สิ่งที่ควรทำคือ ผลักดันให้เกิดผลงานจริงที่ตีตลาดโลกได้ ไม่ใช่อยู่แค่ในกระดาษ
แนวทางสำคัญ ได้แก่
สนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือคอนเทนต์ต่างๆ ที่ถ่ายทำในประเทศไทย
เล่าเรื่องวิถีชีวิต วัฒนธรรม อาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวให้ “น่าหลงใหล” และ “น่าไปสัมผัสด้วยตัวเอง”
แทรกภาพลักษณ์เชิงบวกของไทยอย่างแนบเนียนในเนื้อหา
เป้าหมายคือใช้คอนเทนต์ดีๆ ไปต่อสู้กับข่าวลบที่แพร่กระจายกันเองในหมู่นักท่องเที่ยว ให้สายตาของโลกหันกลับมามองไทยในมุมที่น่ารัก ปลอดภัย และน่าค้นหาอีกครั้ง
ถ้าอยากให้ไทยเป็นที่เที่ยวในฝัน ต้องไม่ฝากอนาคตไว้กับโชคชะตา
ภาวะที่นักท่องเที่ยวลดลงเกือบ 10% ในช่วงเทศกาลใหญ่ ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นสัญญาณว่า ระบบท่องเที่ยวไทยต้องเร่งอัปเกรดทั้งโครงสร้าง ภาพลักษณ์ และวิธีคิด
หากไทยสามารถผสานการพัฒนาธรรมชาติ เมืองรอง คุณภาพชีวิต เทศกาลระดับโลก และซอฟต์พาวเวอร์ด้านคอนเทนต์เข้าด้วยกันได้อย่างจริงจัง ไทยก็ยังมีศักยภาพเต็มเปี่ยมที่จะกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักเดินทางทั่วโลกได้อีกครั้ง — และคราวนี้อาจจะแข็งแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ

