เปิดทริปอรุณาจัล–อัสสัม
ใครกำลังมองหาทริปต่างประเทศที่ได้ทั้งไหว้พระ ชมวัฒนธรรม ช้อปให้จุใจ แถมยังมีธรรมชาติอลังการ อินเดียฝั่งตะวันออกเฉียงเหนืออย่าง รัฐอรุณาจัลประเทศ และ รัฐอัสสัม คือพิกัดที่ต้องปักหมุดแบบไม่ต้องคิดนาน
ทั้งเส้นทางนี้เต็มไปด้วยวัดสไตล์ทิเบต หมู่บ้านชนเผ่าที่รักษาป่าอย่างจริงจัง ตลาดพื้นเมืองให้เดินช้อปยาวๆ ไปจนถึงไร่ชาที่มองสุดตา พร้อมที่พักสวยสไตล์โคโลเนียล
ด้านล่างคือ 10 จุดแรกจากลิสต์ 20 พิกัดห้ามพลาด ที่จะทำให้คุณตกหลุมรักอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือแบบไม่รู้ตัว
(1) Golden Pagoda เมืองน้ำทราย – เจดีย์ทองบนแผ่นดินอินเดีย
แลนด์มาร์กแรกที่ต้องแวะคือ Golden Pagoda เมืองน้ำทราย (Namsai) หรือที่เรียกกันว่า “กองมูคำ” (Kongmu Kham) เจดีย์สีทองอร่ามสไตล์พม่า ตั้งตระหง่านท่ามกลางภูมิทัศน์เขียวขจีของรัฐอรุณาจัลประเทศ
ที่นี่เป็นศูนย์รวมจิตใจของ ชาวไทคำตี้ (Tai Khamti) หนึ่งในชุมชนสำคัญของพื้นที่ และยังเป็น เจดีย์ขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย อีกด้วย
พื้นที่กว่า 125 ไร่ มีทั้งเขตสังฆาวาส และโรงเรียนสอนพระไตรปิฎก
องค์เจดีย์ประธานสูงเกือบ 20 เมตร รายล้อมด้วยเจดีย์ราย 12 องค์
สถาปัตยกรรมทรงปราสาทแบบพม่า สามารถเดินเข้าไปสักการะพระพุทธรูปภายในฐานได้

ความงามของเจดีย์ทองคำแห่งนี้เกิดจากแรงศรัทธาและการสนับสนุนจาก ท่านเจ้านา เมน (Chowna Mein) ที่ร่วมทุ่มงบประมาณก่อสร้างจำนวนมหาศาล เพื่ออุทิศแด่ผู้เป็นที่รัก จนปัจจุบันกลายเป็นศูนย์รวมใจของผู้คนทั้งเมืองน้ำทราย


(2) งานมหาซังเกนไทคำตี้ – สงกรานต์เวอร์ชันอินเดีย
ใครสายเทศกาลต้องหลงรัก “งานมหาซังเกนนานาชาติ” (Maha Sangken International Festival) ของชาวไทคำตี้ที่เมืองน้ำทรายแน่นอน เพราะนี่คือ เทศกาลสงกรานต์ในแบบของชุมชนไทคำตี้ ที่อพยพจากพม่าตอนเหนือมายังอรุณาจัลเมื่อหลายร้อยปีก่อน
เดิมทีเรียกว่า “ซังเกน” (Sangken) เป็นงานฉลองขึ้นปีใหม่ ระหว่าง 14–16 เมษายนของทุกปี แต่ในปีหลังๆ เมืองน้ำทรายจัดงานได้อลังการจนขยับเป็นเทศกาลระดับนานาชาติ ณ บริเวณวัดเจดีย์ทองคำ
สิ่งที่คุณจะได้สัมผัสคือ
ทำบุญเลี้ยงพระ ฟังเทศน์ในบรรยากาศศรัทธา
ขบวนแห่สีสันจัดเต็ม มีนางรำนับร้อยแต่งชุดพื้นเมืองสวยสะดุดตา
พิธีสรงน้ำพระ สรงน้ำพระธาตุ รดน้ำต้นโพธิ์อย่างเรียบง่ายแต่สง่า
ไฮไลต์คือ เล่นสาดน้ำกันชุ่มๆ ด้วยน้ำสะอาด ในชุดประจำเผ่า น่ารักสดใสสุดๆ
ช่วงเย็นมีการลอยประทีปและโคมไฟเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โรแมนติกและขลังในเวลาเดียวกัน





(3) ไร่ชา Durrung Tea Estate & The Postcard – สวรรค์คนรักชา
ถ้ามาอรุณาจัล–อัสสัมแล้วไม่แวะไร่ชา บอกได้คำเดียวว่า “มาไม่ถึง” เพราะที่นี่คือหนึ่งในแหล่งผลิตชาระดับโลก บนที่ราบลุ่มแม่น้ำพรหมบุตรที่อากาศร้อนชื้น ตลอดสองข้างทางคุณจะเห็นไร่ชาเขียวแน่นเต็มพื้นที่ สลับกับ ต้นนีม (Neem Tree) ที่ช่วยให้ร่มเงาและเพิ่มเสน่ห์ให้ภูมิทัศน์
หนึ่งในไร่ชาที่เก่าแก่และโด่งดังสุดของรัฐอัสสัมคือ “ไร่ชาดูรรุง” (Durrung Tea Estate) อายุเกิน 150 ปีแล้ว

ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1875
ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกชากว่า 2,500 ไร่ และคนงานหลักพันคน
ระบบสวัสดิการดูแลแรงงานดี ทั้งที่พัก การรักษาพยาบาล และการศึกษา
ทั่วโลกต่างรู้จัก “ชาดำ (Black Tea)” ของดูรรุง ว่าเป็นชาพรีเมียม รสเข้ม แต่ละมุน สีเหลืองทองอำพันสวยตา ทำจากสายพันธุ์อัสสัมแท้ (Camellia sinensis) และผ่านการรับรองมาตรฐาน TRUSTEA ของอินเดีย

สายชิลยิ่งห้ามพลาด เพราะกลางไร่ชามีที่พักสวยสไตล์โคโลเนียลชื่อ “The Postcard” ให้คุณเช็คอิน จิบชา ชมวิว และเดินดูการเก็บใบชาอย่างใกล้ชิด
ตื่นเช้ามาเห็นทะเลไร่ชาสีเขียวสุดลูกหูลูกตา
ชิมและช้อปชาแบบจัดเต็ม ทั้ง Assam CTC, Assam Orthodox, Himalayan Green, Pu-erh Tea และอีกหลายแบบ





(4) Aohali Village – หมู่บ้าน Zero Hunting ของเผ่า Idu
จากเมืองน้ำทราย มุ่งหน้าสู่ภูเขาสูงสลับซับซ้อนในเขต East Siang District คุณจะได้เจอกับหมู่บ้านเล็กๆ ที่แนวคิดใหญ่โตมาก คือ Aohali Village บ้านของชนเผ่า Idu Tribe หนึ่งใน 26 เผ่าพื้นเมืองของรัฐอรุณาจัลประเทศ
ที่นี่ประกาศจุดยืนชัดเจนในชื่อคอนเซ็ปต์ว่า “Zero Hunting Village – หมู่บ้านที่ไม่ล่าสัตว์เด็ดขาด” เป็นหมู่บ้านแรกของรัฐที่ร่วมกันหันหลังให้การล่าสัตว์ และหันมาพึ่งการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติแทน

จุดเด่นของหมู่บ้านนี้คือการใช้ วัฒนธรรมและวิถีชนเผ่าอีดู เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว
ภาษา การแต่งกาย และดนตรีแบบอีดูที่เป็นเอกลักษณ์
หมวกแหลมสานจากไม้ไผ่และหวาย
ชุดผ้าทอมือ เครื่องประดับลูกปัด เขี้ยวสัตว์ และผ้าคลุมขนสัตว์
มีดดาบยาวประจำตัวชายชนเผ่า
ผู้หญิงอีดูขึ้นชื่อเรื่องงานจักสานและการทอผ้ากี่เอวอย่างประณีต
ชนเผ่าอีดูเป็น 1 ใน 4 เผ่าย่อยของชาวมิชมี่ (Mishmi) หรือที่เรียกว่ากลุ่ม “อีดู–มิชมี่” ซึ่งบรรพบุรุษอพยพมาจากทิเบต จึงไม่แปลกที่วัฒนธรรมจะมีกลิ่นอายเทือกเขาหิมาลัยชัดเจน

หมู่บ้านเอาฮาลีตั้งอยู่บนเส้นทางระหว่างเมืองน้ำทรายไปเมืองดิรัง แวะได้ง่ายๆ ระหว่างทาง เหมาะสำหรับคนที่อยากสัมผัส หมู่บ้านป่าที่รักษาป่าอย่างจริงใจ


(5) Silluk Village – หมู่บ้านสะอาดที่สุดในอรุณาจัลประเทศ
ขับต่อจากเอาฮาลีไม่นาน ทางสองเลนคดโค้งเลาะไปตามป่าเขา จนถึง “หมู่บ้านซิลลุค” (Silluk Village) ในเขต East Siang ซึ่งได้รับการรับรองว่าเป็น หมู่บ้านสะอาดที่สุดในรัฐอรุณาจัลประเทศ
แรกเห็นอาจดูเป็นหมู่บ้านชนบทเรียบง่าย บ้านไม้ หลังคามุงจาก แต่พอเดินเข้าไปใกล้ๆ จะรู้เลยว่า ทุกอย่างสะอาด เป็นระเบียบ และเต็มไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้หลากสี จัดวางอย่างตั้งใจ



เบื้องหลังความสะอาดนี้มาจาก ชาวมอนปะ (Monpa Tribe) ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านซิลลุค มีนิสัยรักความสะอาดและเชื่อในพลังของชุมชน
หมู่บ้านแบ่งออกเป็น 6 โซน
ทุกเช้าจะมีตัวแทนแต่ละโซนออกมาช่วยกันเก็บขยะ ทำความสะอาดหมู่บ้าน (ยกเว้นช่วงยุ่งๆ ฤดูเกษตร)
มีวัน Big Cleaning เดือนละครั้ง ให้ทุกคนออกมาร่วมแรงกัน
เสียงตามสายในหมู่บ้านจะคอยย้ำเรื่องความสะอาดและสุขอนามัยอยู่เสมอ
มีการห้ามล่าสัตว์และห้ามจับปลา เพื่อลดผลกระทบต่อธรรมชาติ
ขยะพลาสติกถูกแยกทิ้งอย่างเป็นระบบ ในถังขยะจากงานสานไม้ไผ่ที่ทำโดยผู้สูงอายุ
ผลลัพธ์คือหมู่บ้านที่กลมกลืนไปกับป่าเขาอย่างสวยงาม และกลายเป็น ต้นแบบการจัดการชุมชน ให้พื้นที่อื่นๆ ได้ดูเป็นตัวอย่าง



(6) Dirang Monastery – วัดทิเบตกลางหุบเขา
จากเมืองน้ำทราย ใช้ถนนสาย NH15 ระยะทางกว่า 580 กิโลเมตร ไต่ภูเขาสูงสลับซับซ้อน คุณจะมาถึงเมืองบนที่สูงกว่า 1,500 เมตรอย่าง “ดิรัง” (Dirang) เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของเทือกเขาหิมาลัย ที่เต็มไปด้วยวิวภูเขาซ้อนกันสุดสายตา
ในอดีตดินแดนแถบนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรทิเบต ก่อนจะผนวกเข้าอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 20 ทำให้มีชาวทิเบตอพยพเข้ามาอยู่จำนวนมาก วัฒนธรรมทิเบตจึงเข้มข้นชัดเจน
จุดไฮไลต์ของเมืองคือ “Dirang Monastery” หรือในภาษาทิเบตว่า “ทุบซัง ดาร์กเย ลิง (Thupsung Dhargye Ling)” ชื่อที่ดาไลลามะองค์ที่ 14 เป็นผู้ตั้งให้ มีความหมายว่า “ดินแดนที่พระวัจนะของพระพุทธเจ้ารุ่งเรือง”

วัดตั้งอยู่บนเชิงเขา มองลงไปเห็นหุบเขาดิรังทอดยาวด้านล่าง อารามมีการจัดระดับจากชั้นล่างไล่ขึ้นไปบนสุด
ด้านบนสุดคืออารามหลัก และห้องสวดมนต์ใหญ่สไตล์ทิเบต
ภายในประดิษฐานพระศรีอริยเมไตรย และรูปเคารพคุรุปัทมสัมภวะ หรือคุรุรินโปเช
มีบัลลังก์ธรรมาสน์พร้อมรูปดาไลลามะองค์ที่ 14 ขนาดเท่าองค์จริง ตั้งอย่างสง่างามในห้องโถง
ใครชอบบรรยากาศสงบ ลมหนาวเบาๆ และอยากสัมผัสพุทธศิลป์แบบทิเบตแท้ๆ ที่นี่คือหนึ่งในวัดที่ต้องใส่ไว้ในแผนการเดินทาง





(7) Dirang Dzong – ป้อมโบราณกลางหมู่บ้านมอนปะ
ยังอยู่ที่เมืองดิรัง คราวนี้เปลี่ยนอารมณ์มาชมแหล่งประวัติศาสตร์แบบมีชีวิตที่ชื่อว่า “Dirang Dzong” หรือที่เข้าใจง่ายว่า “ป้อมดิรัง” ป้อมโบราณบนภูเขาสูงซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 9

ในอดีต ป้อมแห่งนี้เคยเป็นทั้งศูนย์กลางการปกครองและชุมชนที่อยู่อาศัย มีบ้านสไตล์ทิเบตนับร้อยหลัง ถูกโอบล้อมด้วยกำแพงหินสูง เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าอื่นในยุคนั้น
ปัจจุบันคุณยังสามารถเดินเข้าไปสำรวจชุมชนได้เต็มที่
จอดรถไว้ริมทาง แล้วเดินไต่บันไดขึ้นไปตามตรอกแคบๆ
ลอดซุ้มประตูหินเก่าแก่เข้าสู่ตัวชุมชน
ทางเดินคดเคี้ยวเหมือนเดินในเขาวงกต ผ่านบ้านเรือนหิน–ไม้แบบทิเบต
มีวงล้อมนต์ (Prayer Wheel) ให้หมุน สะท้อนศรัทธาในพุทธศาสนานิกายวัชรยาน
ผู้คนในหมู่บ้านยิ้มแย้ม เป็นกันเอง ชวนให้เดินเล่นได้นาน

ชาวมอนปะที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มใหญ่ที่แบ่งออกได้ 6 เผ่าย่อย ได้แก่ Tawang Monpa, Dirang Monpa, Lish Monpa, Bhut Monpa, Kalaktang Monpa และ Panchen Monpa ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีสำเนียง ภาษา และวิถีชีวิตต่างกันเล็กน้อย แต่ยังคงรากวัฒนธรรมทิเบตไว้อย่างชัดเจน



(8) Dirang Market – เดินเล่นตลาดท้องถิ่น ช้อป ชิม ครบจบในที่เดียว
มาถึงโหมดสายช้อปกันบ้าง เมืองดิรังไม่ได้มีดีแค่วัดและป้อมโบราณ แต่ยังมี “Dirang Market” หรือ Dirang Bazaar ตลาดท้องถิ่นคึกคักที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านดาวน์ทาวน์ของเมือง

ตัวตลาดคือถนนเส้นหลักที่รายล้อมไปด้วยอาคารพาณิชย์และร้านค้าทั้งสองฝั่ง ซอยเล็กซอยน้อยก็แน่นไปด้วยร้านรวงสารพัดอย่าง
สิ่งที่คุณจะได้เดินดู–เดินช้อปมีตั้งแต่
ร้านอาหารท้องถิ่น จานง่ายๆ แต่อบอุ่นแบบโฮมเมด
ร้านขายเสื้อผ้าพื้นเมือง กระเป๋า รองเท้า ผ้าทอ และพรมลายชนเผ่า
ร้านขายเครื่องสำอาง ยาสมุนไพร พืชผักผลไม้สดจากภูเขา
โซนขายเนื้อสัตว์ ขนม ชีสนมจามรี และของกินพื้นบ้านอื่นๆ
ร้านแลกเงินและร้านขายของจิปาถะสำหรับนักเดินทาง
ตลาดเปิดตั้งแต่เช้าตรู่ยาวไปจนค่ำ ใครลืมหรือขาดอะไรระหว่างเดินทาง สามารถมาเติมสต็อกที่นี่ได้สบายๆ แถมยังได้ซึมซับวิถีชีวิตคนท้องถิ่นไปในตัว


(9) Dirang Hot Spring – สปาธรรมชาติกลางหุบเขา
ไม่ไกลจากตัวเมืองดิรัง แค่นั่งรถออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร คุณจะได้เจอกับ บ่อน้ำพุร้อนดิรัง (Dirang Hot Spring) ที่ชาวมอนปะและชาวทิเบตใช้เป็นสถานที่พักผ่อนมานาน

ที่นี่เป็นบ่อน้ำพุร้อนเล็กๆ สองบ่อ ตั้งอยู่บนเนินเขาต่ำๆ ริมแม่น้ำดิรัง บริหารจัดการโดยชุมชนท้องถิ่น บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการมาชาร์จแบตให้ร่างกาย
มองลงไปเห็นวิวภูเขา ป่าไม้ และสายน้ำด้านล่าง
อุณหภูมิน้ำกำลังดี ไม่ร้อนเกินไป นั่งแช่ได้ยาวๆ
น้ำอุดมไปด้วยแร่ซัลเฟอร์ เชื่อกันว่าช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เลือดลมดีขึ้น และบรรเทาอาการปวดข้อหรือปัญหาผิวบางประเภทได้
ข้อดีมากๆ คือบ่อน้ำพุร้อนเปิดให้ใช้บริการฟรี ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงเย็น ช่วงเวลาที่อากาศดีเหมาะกับการแช่ คือระหว่างเดือนตุลาคม–เมษายน
อย่างไรก็ตาม ที่นี่ไม่มีห้องเปลี่ยนชุด จึงควรเตรียมผ้าเช็ดตัวและเสื้อผ้าสำรองมาด้วย

(10) Tippi Orchid Research Centre – โลกของกล้วยไม้ในป่าฝน
สำหรับคนรักพืช–รักป่า รัฐอรุณาจัลประเทศถือเป็นขุมทรัพย์อย่างแท้จริง เพราะป่าที่นี่อุดมสมบูรณ์และครอบคลุมพื้นที่กว้างมาก ส่งผลให้มี กล้วยไม้ป่ากว่า 678 ชนิด และในนั้นเป็นพันธุ์เฉพาะถิ่นถึง 32 ชนิด ที่พบได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น
หนึ่งในสถานที่ที่รวบรวมความงามของกล้วยไม้เอาไว้คือ “Tippi Orchid Research Centre” ในหมู่บ้านทิปปิ เขต West Kameng อยู่ห่างจากเมืองเตซปูร์ (Tezpur) ในรัฐอัสสัมเพียง 65 กิโลเมตร

ศูนย์วิจัยแห่งนี้ตั้งกลางป่าฝนเขตร้อนเขียวชอุ่ม พื้นที่ประมาณ 62.5 ไร่ เต็มไปด้วยมุมให้สายธรรมชาติเดินเพลิน
โรงเรือนปลูกเลี้ยงกล้วยไม้มากกว่า 1,000 ชนิด รวมทั้งพันธุ์ท้องถิ่น พันธุ์หายาก และพันธุ์ลูกผสม
ห้องแล็บสำหรับงานวิจัยและเพาะเลี้ยงกล้วยไม้แบบ Tissue Culture
สวนกลางแจ้งที่จัดแสดงกล้วยไม้และพืชพรรณอื่นๆ อย่างเป็นระบบ
พิพิธภัณฑ์พืช (Herbarium) เก็บข้อมูลกล้วยไม้นับพันชนิด
ไฮไลต์คือโรงเรือนกล้วยไม้ที่มีดอกหลากสีสันบานสะพรั่ง ทั้งรองเท้านารี เพชรหึง เอื้องม้าวิ่ง กล้วยไม้สกุลหวาย แวนด้า แคทลียา ซิมบิเดียม ฯลฯ เดินชมแล้วรู้สึกสดชื่นทันที
ที่นี่ยังมี เส้นทาง Green Walk ให้เดินชมธรรมชาติในป่าเฟิร์น เหมาะกับคนที่อยากพักสายตาจากเมืองใหญ่ แล้วปล่อยตัวให้เดินช้าๆ ท่ามกลางความเขียวของผืนป่า






ทิ้งท้ายทริปตอนที่ 1
นี่คือ 10 จุดแรกจากลิสต์ 20 สถานที่ต้องไปเยือนใน อรุณาจัล–อัสสัม เส้นทางที่ให้ครบทั้งสายบุญ สายธรรมชาติ สายชนเผ่า และสายช้อปปิ้งในตลาดพื้นเมือง
ทริปเดียวคุณจะได้ไหว้เจดีย์ทอง เล่นสงกรานต์สไตล์ไทคำตี้ จิบชาพรีเมียม ดูหมู่บ้านป่าที่งดล่าสัตว์ เดินหมู่บ้านสะอาดสุดเนี้ยบ ไหว้พระในวัดทิเบตบนภูเขา สำรวจป้อมโบราณ ช้อปของพื้นเมืองในตลาดดิรัง แช่น้ำพุร้อนกลางหุบเขา และปิดท้ายด้วยโลกของกล้วยไม้ในป่าฝนเขตร้อน
ใครกำลังมองหาทริปที่ได้ทั้งประสบการณ์ใหม่และมุมช้อปเล็กๆ ระหว่างทาง เส้นนี้คือคำตอบแบบไม่ต้องลังเล

