รู้สิวให้ชัดก่อนแต่งหน้าให้ปัง
สิวไม่ได้มีแค่แบบเดียว และก็ไม่ได้หายด้วยวิธีเดียวเสมอไป หลายคนลองมาทุกสูตร ใช้สกินแคร์มาหนักมาก แต่หน้ากลับไม่ดีขึ้นเพราะยังไม่รู้เลยว่าที่ขึ้นเต็มหน้านั้นคือ สิวฮอร์โมน หรือ สิวอุดตัน
ทั้งสองชนิดดูเผินๆ คล้ายกัน แต่สาเหตุและวิธีดูแลต่างกันชัดเจน การแยกให้ออกตั้งแต่ต้นคือ จุดเริ่มต้นของการรักษาที่เห็นผลจริง ไม่ต้องลองผิดลองถูกให้ผิวพังอีกต่อไป
บทความนี้จะพาแยกสิวทีละแบบ ดูลึกทั้งสาเหตุ ลักษณะ วิธีดูแล รวมถึงการปรับไลฟ์สไตล์ให้สิวหายอย่างปลอดภัยและไม่ทิ้งรอย
สิวฮอร์โมนคืออะไร?
สิวฮอร์โมน (Hormonal Acne) คือสิวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงหรือความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะในช่วง
วัยรุ่น
ก่อนมีประจำเดือน
ช่วงที่ฮอร์โมนแปรปรวนหรือมีปัญหาด้านระบบฮอร์โมนต่อเนื่อง
สิวชนิดนี้มักขึ้นซ้ำที่เดิม วนแล้ววนอีก การรักษาจึงมักใช้เวลานานกว่าสิวทั่วไป เพราะต้นตอไม่ได้มาจากสิ่งสกปรกภายนอก แต่คือ ระบบภายในของร่างกายล้วนๆ
ลักษณะของสิวฮอร์โมน
สิวฮอร์โมนมักมีจุดเด่นแบบนี้
ขึ้นบริเวณเดิมๆ เช่น คาง กราม แนวกรอบหน้า หรือบางคนลามลงมาถึงคอ
มักเป็นสิวอักเสบ สิวหัวชัด หรือสิวลึกใต้ผิวที่กดไม่ออกและเจ็บเมื่อสัมผัส
บางจุดอาจไม่มีหัวสิวโผล่ แต่จับแล้วรู้สึกเป็นก้อนแข็งใต้ผิว
ขึ้นวนซ้ำในช่วงเวลาใกล้เคียงกันทุกเดือน โดยเฉพาะก่อนมีประจำเดือน หรือช่วงที่เครียดจัด พักผ่อนน้อย
สาเหตุที่กระตุ้นสิวฮอร์โมน
สิวฮอร์โมนเกิดจากฮอร์โมนในร่างกายไม่บาลานซ์ โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศกลุ่มแอนโดรเจน (Androgen) ที่กระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น จนน้ำมันไปรวมกับเซลล์ผิวและอุดตันรูขุมขนในที่สุด ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยเหล่านี้
ฮอร์โมนเพศไม่สมดุล
มักเจอในช่วงวัยรุ่น วัยทำงาน หรือช่วงที่ร่างกายสะสมความเครียดรอบเดือนของผู้หญิง
ก่อนมีประจำเดือนฮอร์โมนจะแปรปรวน ทำให้สิวแห่มาแบบพร้อมเพรียงภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS)
ภาวะนี้ทำให้ฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าปกติ สิวจะขึ้นชัด บ่อย และคุมยากการใช้หรือหยุดยาคุมกำเนิด
ยาคุมบางชนิดมีผลต่อระดับฮอร์โมน ทำให้สิวเห่อขึ้นได้ทั้งตอนเริ่มใช้หรือหยุดใช้พฤติกรรมทำฮอร์โมนปั่นป่วน เช่น
นอนดึก พักผ่อนไม่พอ
กินของมัน ของทอด ของหวานจัดเป็นประจำ
เครียดสะสมเรื้อรัง
สิวอุดตันคืออะไร?
สิวอุดตัน (Comedonal Acne) เป็นสิวที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะคนที่แต่งหน้าทุกวัน อยู่ในเมือง ฝุ่นเยอะ หรือชอบโบกสกินแคร์หลายเลเยอร์
สิวชนิดนี้เกิดจากการที่รูขุมขนอุดตันด้วย
น้ำมัน (ซีบัม)
เซลล์ผิวที่ตายแล้ว
คราบเมคอัพ สิ่งสกปรก มลภาวะ
เมื่อสะสมอยู่นานๆ ก็กลายเป็นสิวเม็ดเล็กใต้ผิว หรือสิวที่มีหัวโผล่มาให้เห็น บางคนจับแล้วรู้สึกผิวไม่เรียบแต่ก็ยังไม่อักเสบ
แม้สิวอุดตันจะดูไม่ดราม่าขนาดสิวอักเสบ แต่ถ้าปล่อยไว้หรือจัดการผิดวิธี ก็ลุกลามกลายเป็นสิวอักเสบได้เหมือนกัน
สิวอุดตันแบบหัวเปิด vs หัวปิด
สิวหัวเปิด (Blackheads)
รูขุมขนเปิดออก ทำให้ไขมันด้านในสัมผัสอากาศแล้วเกิดการออกซิไดซ์กลายเป็นสีดำ เลยเรียกว่าสิวหัวดำ มักขึ้นบริเวณจมูก
คาง
หน้าผาก
เห็นเป็นจุดดำเล็กๆ ชัดๆ เวลาแต่งหน้าแล้วเนียนไม่สุด
สิวหัวปิด (Whiteheads)
รูขุมขนปิด ไม่เปิดระบาย ทำให้น้ำมันและเซลล์ผิวติดค้างอยู่ด้านใน ลักษณะจะเป็นตุ่มเล็กๆ สีเดียวกับผิวหรือขาวนิดๆ ไม่มีหัวให้บีบชัด เหมือนปุ่มผิวขรุขระใต้รองพื้น ถ้าไม่ดูแลดีๆ มีสิทธิ์กลายร่างเป็นสิวอักเสบได้เร็ว
ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวอุดตัน
ผิวผลิตน้ำมันเยอะเกินไป
อากาศร้อน เครียด พักผ่อนน้อย หรือฮอร์โมนบางช่วง ทำให้ต่อมไขมันทำงานหนัก ส่งผลให้รูขุมขนอุดตันง่ายขึ้นเมคอัพหรือสกินแคร์ที่อุดตันรูขุมขน
ผลิตภัณฑ์บางชนิดเนื้อหนัก เคลือบผิวแน่น แม้จะให้ฟีลผิวโกลว แต่ถ้าอุดตันก็จบ กลายเป็นสิวได้แบบไม่รู้ตัวล้างหน้าไม่สะอาด
รีบล้าง ใช้คลีนเซอร์ไม่ตรงสภาพผิว หรือไม่คลีนเมคอัพออกให้หมด ทิ้งคราบกันแดด คราบรองพื้นไว้บนหน้า พอนานเข้าก็สะสมกลายเป็นสิวอุดตันผลัดเซลล์ผิวไม่สม่ำเสมอ
เซลล์ผิวที่ตายแล้วถ้าไม่ถูกผลัดออก ก็จะเกาะอยู่บนผิวแล้วไปรวมกับน้ำมัน กลายเป็นสิวอุดตันเต็มหน้าแบบเบาๆ แต่แน่นอน
สิวฮอร์โมน vs สิวอุดตัน ต่างกันตรงไหน?
หลายคนรักษาสิวไม่หายเพราะ ใช้วิธีเดียวไล่จัดการสิวทุกแบบ โดยไม่รู้ว่าต้นตอต่างกัน พอไม่ตรงจุด สิวก็ไม่ยอมหาย แถมบางทีเห่อหนักกว่าเดิมอีก
จุดสังเกตหลักที่ใช้แยกสิวสองแบบ
1. ตำแหน่งที่สิวขึ้น
สิวฮอร์โมน
มักขึ้นบริเวณช่วงล่างของใบหน้า เช่นคาง
กราม
แนวกรอบหน้า
ยิ่งใกล้รอบเดือนยิ่งมาแน่น
สิวอุดตัน
กระจายตัวได้ทั่วหน้า แต่จะเด่นชัดบริเวณทีโซน (หน้าผาก จมูก คาง)
จุดที่ผิวมันง่าย
2. ลักษณะของสิว
สิวฮอร์โมน
เป็นก้อนแข็งใต้ผิว เจ็บเมื่อกด แดง อักเสบง่าย บางครั้งไม่มีหัวโผล่แต่ปูดชัดสิวอุดตัน
เป็นเม็ดเล็กๆ ใต้ผิว ไม่แดง ไม่เจ็บ เห็นเป็นหัวดำหรือหัวขาวได้ชัดในบางจุด
3. ช่วงเวลาที่สิวชอบมา
สิวฮอร์โมน
มักมาตามรอบเดือน หรือช่วงเครียดจัด นอนดึกเรื้อรังสิวอุดตัน
ผูกกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น แต่งหน้าหนัก ล้างหน้าไม่เกลี้ยง ใช้สกินแคร์เนื้อแน่น อุดตันง่าย
ปรับฮอร์โมนด้วยวิธีธรรมชาติให้สิวซอฟต์ลง
ถ้ารู้แล้วว่าสิวที่ขึ้นเกี่ยวกับฮอร์โมน ไม่จำเป็นต้องพุ่งไปหายาก่อนเสมอไป ยังมีวิธีช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนแบบธรรมชาติที่ดีต่อทั้งผิวและสุขภาพโดยรวม
พักผ่อนให้พอและเป็นเวลา
การนอนหลับที่มีคุณภาพช่วยให้ระบบฮอร์โมนทำงานสมดุล ลดการหลั่งฮอร์โมนเครียด (Cortisol) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสิวฮอร์โมนตัวสำคัญลดอาหารหวาน มัน และนมวัว
ของหวานจัดและผลิตภัณฑ์จากนมบางชนิด มีผลกระตุ้นทั้งอินซูลินและแอนโดรเจน ทำให้สิวฮอร์โมนเห่อได้ง่ายออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ ปรับสมดุลฮอร์โมน ลดการอักเสบภายในร่างกาย ซึ่งส่งผลกับผิวอย่างชัดเจนเพิ่มผัก ผลไม้ ไฟเบอร์ และไขมันดี
การกินอาหารที่ช่วยขับของเสียและเสริมการทำงานของตับ ทำให้ร่างกายจัดการฮอร์โมนส่วนเกินได้ดีขึ้น ช่วยให้สิวฮอร์โมนคุมง่ายขึ้นมาก
ส่วน สิวอุดตัน ให้โฟกัสที่การดูแลผิวภายนอกเป็นหลัก เช่น
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า Non-Comedogenic
ล้างหน้าให้สะอาดทุกวันโดยไม่ทำร้ายผิว
ใช้โทนเนอร์ที่ช่วยกระชับรูขุมขน
ผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนเป็นประจำ
เคลียร์สิวอุดตันอย่างปลอดภัย ไม่พัง ไม่พอง
ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาสิวอุดตันหลายแบบ ทั้งสายสกินแคร์และทรีตเมนต์มืออาชีพ สิ่งสำคัญคือ เลือกให้เหมาะกับผิวและค่อยๆ ทำอย่างปลอดภัย
ใช้กลุ่ม BHA และ Retinol ให้เป็น
เวชสำอางที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและละลายการอุดตันคือไอเทมหลักของสายสิวอุดตัน ถ้าใช้ถูกวิธีจะช่วย
ลดการเกิดสิวใหม่
ค่อยๆ เคลียร์สิวอุดตันเก่าที่ค้างบนผิว
BHA (Salicylic Acid)
เป็นกรดที่ละลายในน้ำมัน สามารถซึมลึกเข้าไปในรูขุมขน ช่วยละลายสิ่งอุดตัน
ลดการสะสมของน้ำมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
เหมาะมากกับคนผิวมันหรือรูขุมขนกว้าง
Retinol / Retinoids
อนุพันธ์วิตามินเอที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวแบบเป็นจังหวะ
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
ลดโอกาสเกิดสิวอุดตันในอนาคต
แต่อย่าพุ่งเข้มข้นสูงตั้งแต่วันแรก ควรเริ่มจากความเข้มข้นต่ำ
ใช้ไม่ถี่จนเกินไป
จับคู่กับมอยส์เจอร์ไรเซอร์และครีมกันแดดทุกวัน
เพราะในช่วงแรกผิวอาจแห้ง ลอก หรือระคายเคืองได้
ทั้ง BHA และ Retinol ไม่จำเป็นต้องใช้พร้อมกัน สามารถเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง และทดสอบการแพ้ก่อนเสมอเพื่อเลี่ยงการระคายเคืองหนักๆ
กดสิว เลเซอร์ และทรีตเมนต์มืออาชีพ
การกดสิวอย่างถูกวิธี
ควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ผิวหนัง หรือคลินิกที่ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันกดแรงจนช้ำ
ผิวถลอก
เสี่ยงเป็นหลุมสิวหรือรอยดำตามมา
เลเซอร์สิวอุดตัน
เช่น Laser Carbon Peel, Q-switch
ช่วยเปิดรูขุมขน ลดการอุดตัน และช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันใต้ผิว โดยไม่ต้องใช้มือบีบสิว เหมาะกับคนผิวบอบบางหรือมีสิวอุดตันเรื้อรังทรีตเมนต์ผิวหน้าแบบต่างๆ
เช่นการผลัดเซลล์ผิวด้วยกรดผลไม้ (AHA)
ทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก
ใช้เทคโนโลยีความเย็นหรือความร้อนเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนและลดการอุดตันในระดับรูขุมขน
ป้องกันไม่ให้สิวกลับมา วนลูปซ้ำ
หลายคนรักษาจนหน้าเริ่มดี แต่พอใช้ชีวิตเหมือนเดิม สิวก็วนกลับมาใหม่เหมือนกดรีเพลย์ เพราะการรักษาอย่างเดียวไม่พอ ต้อง เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้เข้าข้างผิว ด้วย
ปรับไลฟ์สไตล์ อาหาร และการนอน
นอนให้พอในเวลาที่ร่างกายซ่อมผิว
ช่วง 22.00 – 02.00 น. เป็นช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมเซลล์และปรับฮอร์โมน ถ้านอนดึกเป็นนิสัย ระบบในร่างกายก็รวนง่าย สิวเลยกลับมาซ้ำๆลดอาหารกระตุ้นสิว
กลุ่มที่ควรระวังคืออาหารที่มีน้ำตาลสูง
ไขมันทรานส์
นมวัวหรือผลิตภัณฑ์จากนมบางชนิด
เพราะทั้งหมดนี้อาจเพิ่มทั้งอินซูลินและฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดสิว โดยเฉพาะสิวฮอร์โมน
เพิ่มผัก ผลไม้ และไขมันดี
ไฟเบอร์ช่วยให้ลำไส้ทำงานดีขึ้น ซึ่งสะท้อนออกมาที่ผิว ส่วนไขมันดีอย่างโอเมก้า-3 ช่วยลดการอักเสบและช่วยบาลานซ์ฮอร์โมนได้ดีจัดการความเครียดให้ไหว
ความเครียดเรื้อรังคือศัตรูตัวแรงของผิวและฮอร์โมน ลองหาอะไรช่วยรีเซ็ตตัวเอง เช่นออกกำลังกายเบาๆ
วาดรูป
จัดโต๊ะ ทำความสะอาดห้อง
แค่สมองโล่งขึ้น ผิวก็มักดีขึ้นตามแบบไม่ทันตั้งตัว
เลือกสกินแคร์ให้ตรงผิว ไม่ใช่แค่ตามรีวิว
การเลือกผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับสภาพผิวของตัวเองคือ กุญแจสำคัญในการกันสิวกลับมา ต่อให้ของจะดังแค่ไหน ถ้าไม่เหมาะกับผิวเราก็กลายเป็นตัวกระตุ้นสิวได้เลย
รู้ก่อนว่าตัวเองเป็นผิวแบบไหน
ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม หรือผิวแพ้ง่าย ล้วนมีความต้องการต่างกัน เช่นผิวมัน: ควรใช้คลีนเซอร์ควบคุมความมันแต่ไม่ทำให้หน้าแห้งตึง
ผิวแห้ง: โฟกัสเรื่องเติมความชุ่มชื้น โดยไม่ใช้เนื้อหนักจนไปอุดตันรูขุมขน
เลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า Non-Comedogenic
ช่วยลดโอกาสอุดตัน เหมาะมากกับคนที่เป็นสิวง่ายหรือมีแนวโน้มเป็นสิวอุดตันซ้ำๆล้างหน้าให้สะอาดแต่ไม่ถูแรง
ล้างหน้าเช้า–เย็นแบบอ่อนโยนก็พอ ไม่ต้องล้างถี่เกินไปจนผิวแห้ง ถ้าแต่งหน้า ควรใช้คลีนซิ่งแบบออยล์หรือบาล์มเช็ดก่อน
ตามด้วยโฟมล้างหน้าอีกครั้ง
เพื่อให้มั่นใจว่าเมคอัพและกันแดดถูกล้างออกหมด
อย่าลืมครีมกันแดดทุกวัน
ถึงจะอยู่บ้าน แสง UV ก็ยังเจออยู่ดี แถมยังกระตุ้นการอักเสบและรอยสิวให้ชัดขึ้น การใช้กันแดดเนื้อบางเบา ไม่อุดตัน คือสิ่งที่ผิวเป็นสิวต้องมีติดโต๊ะเครื่องแป้ง
Q&A สิวที่คนชอบสงสัย
จะรู้ได้ยังไงว่าสิวที่เราเป็นคือสิวฮอร์โมนหรือสิวอุดตัน?
ให้ดูได้จาก ตำแหน่งและลักษณะของสิว เป็นหลัก
ถ้าเป็นสิวฮอร์โมน มักขึ้นแถวกรอบหน้า คาง หรือแนวกราม เป็นตุ่มแข็ง เจ็บ กดแล้วสะดุ้ง และมักขึ้นซ้ำช่วงก่อนประจำเดือน
ถ้าเป็นสิวอุดตัน จะเป็นตุ่มเล็กๆ ไม่เจ็บ ไม่แดง มีหัวขาวหรือหัวดำให้เห็นชัด มักขึ้นบริเวณทีโซน หรือจุดที่หน้ามันง่ายอย่างหน้าผาก จมูก และคาง
สิวฮอร์โมนหายแบบไม่กลับมาได้ไหม?
คำว่า “หายขาด” อาจไม่เป๊ะเท่าคำว่า “ควบคุมได้” เพราะฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด โดยเฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือนหรือช่วงเครียด แต่ถ้าดูแลตัวเองดี ปรับเรื่องอาหาร การนอน และไลฟ์สไตล์ให้สมดุล สิวฮอร์โมนก็สามารถลดลง จนบางช่วงแทบไม่โผล่มาให้เห็นเลยก็ได้
กดสิวอุดตันเองที่บ้านได้ไหม หรืออันตรายเกินไป?
ถ้าใช้มือเปล่ากดแบบไม่สนหลัก衛อนามัย บอกได้เลยว่า เสี่ยงสุดๆ ทั้ง
สิวอักเสบหนักกว่าเดิม
เชื้อแบคทีเรียลามไปจุดอื่น
ทิ้งรอยดำหรือหลุมสิวถาวร
ถ้าจำเป็นต้องกดเองจริงๆ ควร
ใช้อุปกรณ์ที่สะอาด ผ่านการฆ่าเชื้อ
เลือกกดเฉพาะสิวหัวดำที่ขึ้นชัด
แต่ทางที่ปลอดภัยและคุ้มค่ากว่า คือให้ผู้เชี่ยวชาญกดให้ ผิวจะเสียหายน้อยกว่าและโอกาสทิ้งรอยก็น้อยลงมาก
สรุป: รักษาสิวให้ตรงจุด ผิวก็กลับมาใสได้จริง
ไม่ว่าคุณจะเจอสิวฮอร์โมนหรือสิวอุดตัน สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่ากำลังสู้กับสิวแบบไหนอยู่ เพราะวิธีดูแลแต่ละแบบไม่เหมือนกันเลย
สิวฮอร์โมน: โฟกัสที่การปรับสมดุลจากภายใน ทั้งเรื่องฮอร์โมน การนอน ความเครียด และอาหาร
สิวอุดตัน: โฟกัสที่การดูแลภายนอก เช่น การล้างหน้า การเลือกสกินแคร์ และการผลัดเซลล์ผิวอย่างเหมาะสม
การให้เวลาแก่ผิว ปรับไลฟ์สไตล์ และใช้ผลิตภัณฑ์อย่างเข้าใจ จะช่วยให้ผลลัพธ์ชัดเจนขึ้น และลดโอกาสที่สิวจะกลับมาเป็นซ้ำในระยะยาว
ถ้ารู้สึกว่าลองมาหลายทางแล้วสิวยังไม่ขยับ หรือเริ่มไม่แน่ใจว่าสิวบนหน้าเราจริงๆ คือประเภทไหน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านผิวก็เป็นอีกหนึ่งทางลัดที่ช่วยให้ได้แผนการรักษาที่เหมาะกับผิวเรามากที่สุดค่ะ

