รับแอปรับแอป

หน้าใสแบบไม่ต้องเดาเอง: แยกให้ชัด สิวฮอร์โมน vs สิวอุดตัน แล้วรักษาให้หายแบบไม่ทิ้งรอย

ศุภกร วงศ์ทอง01-30

รู้สิวให้ชัดก่อนแต่งหน้าให้ปัง

สิวไม่ได้มีแค่แบบเดียว และก็ไม่ได้หายด้วยวิธีเดียวเสมอไป หลายคนลองมาทุกสูตร ใช้สกินแคร์มาหนักมาก แต่หน้ากลับไม่ดีขึ้นเพราะยังไม่รู้เลยว่าที่ขึ้นเต็มหน้านั้นคือ สิวฮอร์โมน หรือ สิวอุดตัน

ทั้งสองชนิดดูเผินๆ คล้ายกัน แต่สาเหตุและวิธีดูแลต่างกันชัดเจน การแยกให้ออกตั้งแต่ต้นคือ จุดเริ่มต้นของการรักษาที่เห็นผลจริง ไม่ต้องลองผิดลองถูกให้ผิวพังอีกต่อไป

บทความนี้จะพาแยกสิวทีละแบบ ดูลึกทั้งสาเหตุ ลักษณะ วิธีดูแล รวมถึงการปรับไลฟ์สไตล์ให้สิวหายอย่างปลอดภัยและไม่ทิ้งรอย

สิวฮอร์โมนคืออะไร?

สิวฮอร์โมน (Hormonal Acne) คือสิวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงหรือความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะในช่วง

  • วัยรุ่น

  • ก่อนมีประจำเดือน

  • ช่วงที่ฮอร์โมนแปรปรวนหรือมีปัญหาด้านระบบฮอร์โมนต่อเนื่อง

สิวชนิดนี้มักขึ้นซ้ำที่เดิม วนแล้ววนอีก การรักษาจึงมักใช้เวลานานกว่าสิวทั่วไป เพราะต้นตอไม่ได้มาจากสิ่งสกปรกภายนอก แต่คือ ระบบภายในของร่างกายล้วนๆ

ลักษณะของสิวฮอร์โมน

สิวฮอร์โมนมักมีจุดเด่นแบบนี้

  • ขึ้นบริเวณเดิมๆ เช่น คาง กราม แนวกรอบหน้า หรือบางคนลามลงมาถึงคอ

  • มักเป็นสิวอักเสบ สิวหัวชัด หรือสิวลึกใต้ผิวที่กดไม่ออกและเจ็บเมื่อสัมผัส

  • บางจุดอาจไม่มีหัวสิวโผล่ แต่จับแล้วรู้สึกเป็นก้อนแข็งใต้ผิว

  • ขึ้นวนซ้ำในช่วงเวลาใกล้เคียงกันทุกเดือน โดยเฉพาะก่อนมีประจำเดือน หรือช่วงที่เครียดจัด พักผ่อนน้อย

สาเหตุที่กระตุ้นสิวฮอร์โมน

สิวฮอร์โมนเกิดจากฮอร์โมนในร่างกายไม่บาลานซ์ โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศกลุ่มแอนโดรเจน (Androgen) ที่กระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น จนน้ำมันไปรวมกับเซลล์ผิวและอุดตันรูขุมขนในที่สุด ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยเหล่านี้

  • ฮอร์โมนเพศไม่สมดุล
    มักเจอในช่วงวัยรุ่น วัยทำงาน หรือช่วงที่ร่างกายสะสมความเครียด

  • รอบเดือนของผู้หญิง
    ก่อนมีประจำเดือนฮอร์โมนจะแปรปรวน ทำให้สิวแห่มาแบบพร้อมเพรียง

  • ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS)
    ภาวะนี้ทำให้ฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าปกติ สิวจะขึ้นชัด บ่อย และคุมยาก

  • การใช้หรือหยุดยาคุมกำเนิด
    ยาคุมบางชนิดมีผลต่อระดับฮอร์โมน ทำให้สิวเห่อขึ้นได้ทั้งตอนเริ่มใช้หรือหยุดใช้

  • พฤติกรรมทำฮอร์โมนปั่นป่วน เช่น

    • นอนดึก พักผ่อนไม่พอ

    • กินของมัน ของทอด ของหวานจัดเป็นประจำ

    • เครียดสะสมเรื้อรัง

สิวอุดตันคืออะไร?

สิวอุดตัน (Comedonal Acne) เป็นสิวที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะคนที่แต่งหน้าทุกวัน อยู่ในเมือง ฝุ่นเยอะ หรือชอบโบกสกินแคร์หลายเลเยอร์

สิวชนิดนี้เกิดจากการที่รูขุมขนอุดตันด้วย

  • น้ำมัน (ซีบัม)

  • เซลล์ผิวที่ตายแล้ว

  • คราบเมคอัพ สิ่งสกปรก มลภาวะ

เมื่อสะสมอยู่นานๆ ก็กลายเป็นสิวเม็ดเล็กใต้ผิว หรือสิวที่มีหัวโผล่มาให้เห็น บางคนจับแล้วรู้สึกผิวไม่เรียบแต่ก็ยังไม่อักเสบ

แม้สิวอุดตันจะดูไม่ดราม่าขนาดสิวอักเสบ แต่ถ้าปล่อยไว้หรือจัดการผิดวิธี ก็ลุกลามกลายเป็นสิวอักเสบได้เหมือนกัน

สิวอุดตันแบบหัวเปิด vs หัวปิด

  • สิวหัวเปิด (Blackheads)
    รูขุมขนเปิดออก ทำให้ไขมันด้านในสัมผัสอากาศแล้วเกิดการออกซิไดซ์กลายเป็นสีดำ เลยเรียกว่าสิวหัวดำ มักขึ้นบริเวณ

    • จมูก

    • คาง

    • หน้าผาก
      เห็นเป็นจุดดำเล็กๆ ชัดๆ เวลาแต่งหน้าแล้วเนียนไม่สุด

  • สิวหัวปิด (Whiteheads)
    รูขุมขนปิด ไม่เปิดระบาย ทำให้น้ำมันและเซลล์ผิวติดค้างอยู่ด้านใน ลักษณะจะเป็นตุ่มเล็กๆ สีเดียวกับผิวหรือขาวนิดๆ ไม่มีหัวให้บีบชัด เหมือนปุ่มผิวขรุขระใต้รองพื้น ถ้าไม่ดูแลดีๆ มีสิทธิ์กลายร่างเป็นสิวอักเสบได้เร็ว

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวอุดตัน

  • ผิวผลิตน้ำมันเยอะเกินไป
    อากาศร้อน เครียด พักผ่อนน้อย หรือฮอร์โมนบางช่วง ทำให้ต่อมไขมันทำงานหนัก ส่งผลให้รูขุมขนอุดตันง่ายขึ้น

  • เมคอัพหรือสกินแคร์ที่อุดตันรูขุมขน
    ผลิตภัณฑ์บางชนิดเนื้อหนัก เคลือบผิวแน่น แม้จะให้ฟีลผิวโกลว แต่ถ้าอุดตันก็จบ กลายเป็นสิวได้แบบไม่รู้ตัว

  • ล้างหน้าไม่สะอาด
    รีบล้าง ใช้คลีนเซอร์ไม่ตรงสภาพผิว หรือไม่คลีนเมคอัพออกให้หมด ทิ้งคราบกันแดด คราบรองพื้นไว้บนหน้า พอนานเข้าก็สะสมกลายเป็นสิวอุดตัน

  • ผลัดเซลล์ผิวไม่สม่ำเสมอ
    เซลล์ผิวที่ตายแล้วถ้าไม่ถูกผลัดออก ก็จะเกาะอยู่บนผิวแล้วไปรวมกับน้ำมัน กลายเป็นสิวอุดตันเต็มหน้าแบบเบาๆ แต่แน่นอน

สิวฮอร์โมน vs สิวอุดตัน ต่างกันตรงไหน?

หลายคนรักษาสิวไม่หายเพราะ ใช้วิธีเดียวไล่จัดการสิวทุกแบบ โดยไม่รู้ว่าต้นตอต่างกัน พอไม่ตรงจุด สิวก็ไม่ยอมหาย แถมบางทีเห่อหนักกว่าเดิมอีก

จุดสังเกตหลักที่ใช้แยกสิวสองแบบ

1. ตำแหน่งที่สิวขึ้น

  • สิวฮอร์โมน
    มักขึ้นบริเวณช่วงล่างของใบหน้า เช่น

    • คาง

    • กราม

    • แนวกรอบหน้า
      ยิ่งใกล้รอบเดือนยิ่งมาแน่น

  • สิวอุดตัน
    กระจายตัวได้ทั่วหน้า แต่จะเด่นชัดบริเวณ

    • ทีโซน (หน้าผาก จมูก คาง)

    • จุดที่ผิวมันง่าย

2. ลักษณะของสิว

  • สิวฮอร์โมน
    เป็นก้อนแข็งใต้ผิว เจ็บเมื่อกด แดง อักเสบง่าย บางครั้งไม่มีหัวโผล่แต่ปูดชัด

  • สิวอุดตัน
    เป็นเม็ดเล็กๆ ใต้ผิว ไม่แดง ไม่เจ็บ เห็นเป็นหัวดำหรือหัวขาวได้ชัดในบางจุด

3. ช่วงเวลาที่สิวชอบมา

  • สิวฮอร์โมน
    มักมาตามรอบเดือน หรือช่วงเครียดจัด นอนดึกเรื้อรัง

  • สิวอุดตัน
    ผูกกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น แต่งหน้าหนัก ล้างหน้าไม่เกลี้ยง ใช้สกินแคร์เนื้อแน่น อุดตันง่าย

ปรับฮอร์โมนด้วยวิธีธรรมชาติให้สิวซอฟต์ลง

ถ้ารู้แล้วว่าสิวที่ขึ้นเกี่ยวกับฮอร์โมน ไม่จำเป็นต้องพุ่งไปหายาก่อนเสมอไป ยังมีวิธีช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนแบบธรรมชาติที่ดีต่อทั้งผิวและสุขภาพโดยรวม

  • พักผ่อนให้พอและเป็นเวลา
    การนอนหลับที่มีคุณภาพช่วยให้ระบบฮอร์โมนทำงานสมดุล ลดการหลั่งฮอร์โมนเครียด (Cortisol) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสิวฮอร์โมนตัวสำคัญ

  • ลดอาหารหวาน มัน และนมวัว
    ของหวานจัดและผลิตภัณฑ์จากนมบางชนิด มีผลกระตุ้นทั้งอินซูลินและแอนโดรเจน ทำให้สิวฮอร์โมนเห่อได้ง่าย

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
    ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ ปรับสมดุลฮอร์โมน ลดการอักเสบภายในร่างกาย ซึ่งส่งผลกับผิวอย่างชัดเจน

  • เพิ่มผัก ผลไม้ ไฟเบอร์ และไขมันดี
    การกินอาหารที่ช่วยขับของเสียและเสริมการทำงานของตับ ทำให้ร่างกายจัดการฮอร์โมนส่วนเกินได้ดีขึ้น ช่วยให้สิวฮอร์โมนคุมง่ายขึ้นมาก

ส่วน สิวอุดตัน ให้โฟกัสที่การดูแลผิวภายนอกเป็นหลัก เช่น

  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า Non-Comedogenic

  • ล้างหน้าให้สะอาดทุกวันโดยไม่ทำร้ายผิว

  • ใช้โทนเนอร์ที่ช่วยกระชับรูขุมขน

  • ผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนเป็นประจำ

เคลียร์สิวอุดตันอย่างปลอดภัย ไม่พัง ไม่พอง

ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาสิวอุดตันหลายแบบ ทั้งสายสกินแคร์และทรีตเมนต์มืออาชีพ สิ่งสำคัญคือ เลือกให้เหมาะกับผิวและค่อยๆ ทำอย่างปลอดภัย

ใช้กลุ่ม BHA และ Retinol ให้เป็น

เวชสำอางที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและละลายการอุดตันคือไอเทมหลักของสายสิวอุดตัน ถ้าใช้ถูกวิธีจะช่วย

  • ลดการเกิดสิวใหม่

  • ค่อยๆ เคลียร์สิวอุดตันเก่าที่ค้างบนผิว

  • BHA (Salicylic Acid)
    เป็นกรดที่ละลายในน้ำมัน สามารถซึมลึกเข้าไปในรูขุมขน ช่วย

    • ละลายสิ่งอุดตัน

    • ลดการสะสมของน้ำมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
      เหมาะมากกับคนผิวมันหรือรูขุมขนกว้าง

  • Retinol / Retinoids
    อนุพันธ์วิตามินเอที่ช่วย

    • ผลัดเซลล์ผิวแบบเป็นจังหวะ

    • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

    • ลดโอกาสเกิดสิวอุดตันในอนาคต
      แต่อย่าพุ่งเข้มข้นสูงตั้งแต่วันแรก ควร

    • เริ่มจากความเข้มข้นต่ำ

    • ใช้ไม่ถี่จนเกินไป

    • จับคู่กับมอยส์เจอร์ไรเซอร์และครีมกันแดดทุกวัน
      เพราะในช่วงแรกผิวอาจแห้ง ลอก หรือระคายเคืองได้

ทั้ง BHA และ Retinol ไม่จำเป็นต้องใช้พร้อมกัน สามารถเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง และทดสอบการแพ้ก่อนเสมอเพื่อเลี่ยงการระคายเคืองหนักๆ

กดสิว เลเซอร์ และทรีตเมนต์มืออาชีพ

  • การกดสิวอย่างถูกวิธี
    ควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ผิวหนัง หรือคลินิกที่ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกัน

    • กดแรงจนช้ำ

    • ผิวถลอก

    • เสี่ยงเป็นหลุมสิวหรือรอยดำตามมา

  • เลเซอร์สิวอุดตัน
    เช่น Laser Carbon Peel, Q-switch
    ช่วยเปิดรูขุมขน ลดการอุดตัน และช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันใต้ผิว โดยไม่ต้องใช้มือบีบสิว เหมาะกับคนผิวบอบบางหรือมีสิวอุดตันเรื้อรัง

  • ทรีตเมนต์ผิวหน้าแบบต่างๆ
    เช่น

    • การผลัดเซลล์ผิวด้วยกรดผลไม้ (AHA)

    • ทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก

    • ใช้เทคโนโลยีความเย็นหรือความร้อนเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนและลดการอุดตันในระดับรูขุมขน

ป้องกันไม่ให้สิวกลับมา วนลูปซ้ำ

หลายคนรักษาจนหน้าเริ่มดี แต่พอใช้ชีวิตเหมือนเดิม สิวก็วนกลับมาใหม่เหมือนกดรีเพลย์ เพราะการรักษาอย่างเดียวไม่พอ ต้อง เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้เข้าข้างผิว ด้วย

ปรับไลฟ์สไตล์ อาหาร และการนอน

  • นอนให้พอในเวลาที่ร่างกายซ่อมผิว
    ช่วง 22.00 – 02.00 น. เป็นช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมเซลล์และปรับฮอร์โมน ถ้านอนดึกเป็นนิสัย ระบบในร่างกายก็รวนง่าย สิวเลยกลับมาซ้ำๆ

  • ลดอาหารกระตุ้นสิว
    กลุ่มที่ควรระวังคือ

    • อาหารที่มีน้ำตาลสูง

    • ไขมันทรานส์

    • นมวัวหรือผลิตภัณฑ์จากนมบางชนิด
      เพราะทั้งหมดนี้อาจเพิ่มทั้งอินซูลินและฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดสิว โดยเฉพาะสิวฮอร์โมน

  • เพิ่มผัก ผลไม้ และไขมันดี
    ไฟเบอร์ช่วยให้ลำไส้ทำงานดีขึ้น ซึ่งสะท้อนออกมาที่ผิว ส่วนไขมันดีอย่างโอเมก้า-3 ช่วยลดการอักเสบและช่วยบาลานซ์ฮอร์โมนได้ดี

  • จัดการความเครียดให้ไหว
    ความเครียดเรื้อรังคือศัตรูตัวแรงของผิวและฮอร์โมน ลองหาอะไรช่วยรีเซ็ตตัวเอง เช่น

    • ออกกำลังกายเบาๆ

    • วาดรูป

    • จัดโต๊ะ ทำความสะอาดห้อง
      แค่สมองโล่งขึ้น ผิวก็มักดีขึ้นตามแบบไม่ทันตั้งตัว

เลือกสกินแคร์ให้ตรงผิว ไม่ใช่แค่ตามรีวิว

การเลือกผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับสภาพผิวของตัวเองคือ กุญแจสำคัญในการกันสิวกลับมา ต่อให้ของจะดังแค่ไหน ถ้าไม่เหมาะกับผิวเราก็กลายเป็นตัวกระตุ้นสิวได้เลย

  • รู้ก่อนว่าตัวเองเป็นผิวแบบไหน
    ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม หรือผิวแพ้ง่าย ล้วนมีความต้องการต่างกัน เช่น

    • ผิวมัน: ควรใช้คลีนเซอร์ควบคุมความมันแต่ไม่ทำให้หน้าแห้งตึง

    • ผิวแห้ง: โฟกัสเรื่องเติมความชุ่มชื้น โดยไม่ใช้เนื้อหนักจนไปอุดตันรูขุมขน

  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า Non-Comedogenic
    ช่วยลดโอกาสอุดตัน เหมาะมากกับคนที่เป็นสิวง่ายหรือมีแนวโน้มเป็นสิวอุดตันซ้ำๆ

  • ล้างหน้าให้สะอาดแต่ไม่ถูแรง
    ล้างหน้าเช้า–เย็นแบบอ่อนโยนก็พอ ไม่ต้องล้างถี่เกินไปจนผิวแห้ง ถ้าแต่งหน้า ควร

    • ใช้คลีนซิ่งแบบออยล์หรือบาล์มเช็ดก่อน

    • ตามด้วยโฟมล้างหน้าอีกครั้ง
      เพื่อให้มั่นใจว่าเมคอัพและกันแดดถูกล้างออกหมด

  • อย่าลืมครีมกันแดดทุกวัน
    ถึงจะอยู่บ้าน แสง UV ก็ยังเจออยู่ดี แถมยังกระตุ้นการอักเสบและรอยสิวให้ชัดขึ้น การใช้กันแดดเนื้อบางเบา ไม่อุดตัน คือสิ่งที่ผิวเป็นสิวต้องมีติดโต๊ะเครื่องแป้ง

Q&A สิวที่คนชอบสงสัย

จะรู้ได้ยังไงว่าสิวที่เราเป็นคือสิวฮอร์โมนหรือสิวอุดตัน?

ให้ดูได้จาก ตำแหน่งและลักษณะของสิว เป็นหลัก

  • ถ้าเป็นสิวฮอร์โมน มักขึ้นแถวกรอบหน้า คาง หรือแนวกราม เป็นตุ่มแข็ง เจ็บ กดแล้วสะดุ้ง และมักขึ้นซ้ำช่วงก่อนประจำเดือน

  • ถ้าเป็นสิวอุดตัน จะเป็นตุ่มเล็กๆ ไม่เจ็บ ไม่แดง มีหัวขาวหรือหัวดำให้เห็นชัด มักขึ้นบริเวณทีโซน หรือจุดที่หน้ามันง่ายอย่างหน้าผาก จมูก และคาง

สิวฮอร์โมนหายแบบไม่กลับมาได้ไหม?

คำว่า “หายขาด” อาจไม่เป๊ะเท่าคำว่า “ควบคุมได้” เพราะฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด โดยเฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือนหรือช่วงเครียด แต่ถ้าดูแลตัวเองดี ปรับเรื่องอาหาร การนอน และไลฟ์สไตล์ให้สมดุล สิวฮอร์โมนก็สามารถลดลง จนบางช่วงแทบไม่โผล่มาให้เห็นเลยก็ได้

กดสิวอุดตันเองที่บ้านได้ไหม หรืออันตรายเกินไป?

ถ้าใช้มือเปล่ากดแบบไม่สนหลัก衛อนามัย บอกได้เลยว่า เสี่ยงสุดๆ ทั้ง

  • สิวอักเสบหนักกว่าเดิม

  • เชื้อแบคทีเรียลามไปจุดอื่น

  • ทิ้งรอยดำหรือหลุมสิวถาวร

ถ้าจำเป็นต้องกดเองจริงๆ ควร

  • ใช้อุปกรณ์ที่สะอาด ผ่านการฆ่าเชื้อ

  • เลือกกดเฉพาะสิวหัวดำที่ขึ้นชัด

แต่ทางที่ปลอดภัยและคุ้มค่ากว่า คือให้ผู้เชี่ยวชาญกดให้ ผิวจะเสียหายน้อยกว่าและโอกาสทิ้งรอยก็น้อยลงมาก

สรุป: รักษาสิวให้ตรงจุด ผิวก็กลับมาใสได้จริง

ไม่ว่าคุณจะเจอสิวฮอร์โมนหรือสิวอุดตัน สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่ากำลังสู้กับสิวแบบไหนอยู่ เพราะวิธีดูแลแต่ละแบบไม่เหมือนกันเลย

  • สิวฮอร์โมน: โฟกัสที่การปรับสมดุลจากภายใน ทั้งเรื่องฮอร์โมน การนอน ความเครียด และอาหาร

  • สิวอุดตัน: โฟกัสที่การดูแลภายนอก เช่น การล้างหน้า การเลือกสกินแคร์ และการผลัดเซลล์ผิวอย่างเหมาะสม

การให้เวลาแก่ผิว ปรับไลฟ์สไตล์ และใช้ผลิตภัณฑ์อย่างเข้าใจ จะช่วยให้ผลลัพธ์ชัดเจนขึ้น และลดโอกาสที่สิวจะกลับมาเป็นซ้ำในระยะยาว

ถ้ารู้สึกว่าลองมาหลายทางแล้วสิวยังไม่ขยับ หรือเริ่มไม่แน่ใจว่าสิวบนหน้าเราจริงๆ คือประเภทไหน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านผิวก็เป็นอีกหนึ่งทางลัดที่ช่วยให้ได้แผนการรักษาที่เหมาะกับผิวเรามากที่สุดค่ะ