กระเทียมกลีบจิ๋ว กับคำถามใหญ่ระดับจักรวาล
แค่กระเทียมบ้าน ๆ หนึ่งหัว จะไปล้มผีดิบอมตะที่ฟื้นจากหลุมได้ยังไงกันแน่? ทำไมพอควักกระเทียมออกมาที เหล่าแวมไพร์สุดหล่อสุดสวยถึงต้องทำหน้าเหยเก ร้องโวยวายเหมือนเด็กเจอผักขมกันเป็นแถว
ภาพจำตั้งแต่ยุคเคานต์แดรกคิวลา ยันแวมไพร์ยุคไซเบอร์ที่บินได้เร็วกว่ารถซูเปอร์คาร์ ก็ยังคงเหมือนเดิมเป๊ะ ๆ กระเทียม = ของแสลง อยู่เสมอ
คำถามคือ…มันมีอะไรซ่อนอยู่ในกลีบกระเทียมกันแน่? มาลองไล่จากตำนานโบราณ ไปจนถึงมุมมองวิทยาศาสตร์เนิร์ด ๆ ว่าทำไมผีดูดเลือดต้องขยาดเจ้าสมุนไพรกลิ่นแรงจากโรมาเนียกัน!
1. ก่อนแวมไพร์จะดัง กระเทียมคือเครื่องรางตัวท็อป
ก่อนยุคที่แวมไพร์จะกลายเป็นไอคอนในหนังและนิยาย กระเทียมนี่แหละคือดาวเด่นด้านการป้องกันภัยเหนือธรรมชาติมาแต่โบราณ
ไม่ใช่แค่ใช้กันหวัด กันแมลงกัดต่อยแบบสายสุขภาพ แต่ในหลายวัฒนธรรมเชื่อจริงจังว่ามันช่วยกันผี กันปีศาจ และสิ่งชั่วร้ายทุกสายพันธุ์ได้
ในอียิปต์โบราณ คนใช้กระเทียมเป็นของศักดิ์สิทธิ์
ในยุโรปตะวันออก รวมถึงโรมาเนีย ดินแดนบ้านเกิดของ “สตริกอย” (Strigoi) ผีดิบรุ่นบุกเบิกก่อนเคานต์แดรกคิวลาจะเกิดด้วยซ้ำ กระเทียมแทบจะเป็นของประจำบ้านสำหรับกันวิญญาณร้าย
พูดง่าย ๆ คือ กระเทียมถูกตั้งตำแหน่งให้เป็นเกราะกันผีมานานมากแล้ว ก่อนคำว่า “แวมไพร์ฟีเวอร์” จะถือกำเนิดในป๊อปคัลเจอร์เสียอีก
2. จากสมุนไพรชูกำลัง สู่เครื่องรางกันผีสุดขลัง
เรื่องมันเริ่มจากการสังเกตแบบบ้าน ๆ เลยด้วยซ้ำ คนโบราณเห็นว่าใครกินกระเทียมบ่อย ๆ มักไม่ค่อยป่วย เลยสรุปเอาเองแบบไม่ต้องรองานวิจัยว่า
กระเทียมต้องมีพลังลึกลับอะไรสักอย่างแน่ ๆ
พอยังไม่มีความรู้เรื่องเชื้อโรคหรือจุลชีพ เขาเลยคิดต่อว่า
ถ้ามันกันสิ่งอันตรายที่มองไม่เห็นได้
งั้นมันก็น่าจะกัน “ผี” ที่มองไม่เห็นได้เหมือนกันสิ!
จากสมุนไพรครัวที่ช่วยบำรุงร่างกาย เลยถูกอัปเลเวลเป็น เครื่องรางกันผี กันแวมไพร์ ไปแบบเนียน ๆ เหมือนถูกดันบทจากตัวประกอบขึ้นมาเป็นพระเอกโดยไม่รู้ตัว
3. วิทยาศาสตร์พยายามแจม: โรคพอร์ฟิเรียกับแวมไพร์ตัวเป็น ๆ
แม้เรื่องแวมไพร์จะฟังดูเหมือนนิทานหลอน แต่ฝั่งวิทยาศาสตร์ก็ไม่ยอมอยู่เฉย มีทฤษฎีที่พยายามอธิบายว่า ตำนานบางส่วนอาจมีรากมาจากโรคจริง ๆ โดยเฉพาะโรคทางพันธุกรรมหายากชื่อ “พอร์ฟิเรีย” (Porphyria)
คนที่เป็นโรคนี้มักมีลักษณะชวนให้เข้าใจผิดว่าเป็นแวมไพร์สุด ๆ อย่างเช่น
ผิวซีดมาก และไวต่อแสงแดดจัด ๆ
เหงือกร่น จนฟันดูยาวเหมือนเขี้ยว
อาจมีแผลพุพองเวลาถูกแดด
และที่พีคกว่านั้นคือ สารกำมะถันในกระเทียมสามารถกระตุ้นให้อาการของโรคนี้แย่ลงอย่างรุนแรง ทำให้คลื่นไส้ ปวดทรมาน หนักเข้าก็ถึงขั้นรับไม่ได้กับกระเทียมจริง ๆ
ลองจินตนาการดูว่า ในยุคที่ไม่มีคำว่า “พอร์ฟิเรีย” อยู่ในตำรา คนเห็นผู้ป่วยที่แพ้กระเทียมหนัก ๆ ก็คงเล่า ๆ กันต่อไปว่า
ใครบางคนตัวซีด กลัวแดด ฟันเหมือนเขี้ยว แถมยังเกลียดกระเทียมสุดชีวิต… ต้องเป็นแวมไพร์แน่ ๆ!
และจากความเข้าใจผิดนี้เอง ก็ช่วยตอกย้ำภาพจำที่ว่า แวมไพร์ = แพ้กระเทียม ให้ยึดที่มั่นในจิตสำนึกของผู้คนไปยาว ๆ
4. อัลลิซิน: น้ำมนต์สายเคมีในกลีบกระเทียม
พอเราทุบหรือสับกระเทียม จะเกิดสารสำคัญชื่อ “อัลลิซิน” (Allicin) โผล่ออกมา นี่ไม่ใช่แค่สารให้กลิ่นแรงเฉย ๆ แต่มันยังเป็น ยาปฏิชีวนะตามธรรมชาติ ที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้จริง
ถ้ามองด้วยสายตาคนสมัยก่อนที่เชื่อว่าโรคต่าง ๆ เกิดจาก “สิ่งชั่วร้าย” หรือวิญญาณรบกวน
กระเทียมที่ช่วยให้คนรอดจากโรคระบาด
ก็อาจถูกมองว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่ “ฆ่า” ความชั่วร้ายนั้นได้
เมื่อแวมไพร์ถูกผูกโยงเข้ากับโรคในเลือดหรืออาการป่วยประหลาด ๆ การที่กระเทียมมีฤทธิ์รุนแรงต่อเชื้อโรค ก็ถูกตีความว่า มันทำร้ายแวมไพร์ได้เหมือนน้ำมนต์เวอร์ชันสมุนไพร นั่นเอง
5. หรือจริง ๆ แวมไพร์แค่แพ้กลิ่นแรงขั้นพระกาฬ
ในนิยายกับหนังสยองขวัญ แวมไพร์มักมีประสาทสัมผัสเหนือกว่าคนธรรมดา โดยเฉพาะเรื่องการดมกลิ่น เลือดไหลแผลนิดเดียว ดมได้ข้ามห้อง ข้ามเมืองก็ว่าไป
งั้นลองคิดกลับกันเล่น ๆ:
แค่คนธรรมดายังว่ากระเทียมกลิ่นแรงจัด
ถ้าเป็นแวมไพร์ที่จมูกดีแบบ Ultra HD คงเหมือนโดนระเบิดกลิ่นใส่หน้า
กลิ่นที่เราเรียกว่า “หอมเจียวกระเทียม” สำหรับแวมไพร์อาจแปลตรงตัวเป็น “อาวุธชีวภาพ” แบบไม่ต้องมีห้องทดลองเลยก็ได้
6. เลือดหลังโซ้ยกระเทียม: เมนูที่แวมไพร์ไม่ปลื้ม
มีอีกไอเดียหนึ่งที่ฟังแล้วทั้งขำทั้งน่าคิด คือกระเทียมมีสารที่อาจทำให้เลือดบางลงเล็กน้อยในบางคน
พอเรื่องนี้ไปชนเข้ากับตำนานแวมไพร์ ก็ถูกเล่าต่อในเวอร์ชันดราม่าว่า
เหยื่อที่เพิ่งจัดหนักเมนูกระเทียมมา
เลือดจะ จางลง ไหลไม่ดี หรือรสชาติแปลกไป
สำหรับเราอาจแค่กรุ่นกลิ่นกระเทียมหอม ๆ แต่สำหรับแวมไพร์สายกินจริงจัง อาจมองว่าเป็นการทำลายคุณภาพวัตถุดิบขั้นสุด เจอเลือดรสเพี้ยนไปหนึ่งสเต็ปก็หมดอารมณ์ล่าเลยทีเดียว
เรื่องมันเลยออกมาว่า แวมไพร์เหมือนนักชิมเลือดสายเลือกเยอะ ที่ไม่อยากแตะเหยื่อที่เพิ่งฟาดกระเทียมมาแบบจัดเต็ม
7. Dracula: งานเขียนที่ทำให้กระเทียมขึ้นหิ้งอาวุธล่าแวมไพร์
ตำนานพื้นบ้านปูทางมาให้เรียบร้อย แต่คนที่เปลี่ยน “กระเทียม” ให้กลายเป็นของคู่บุญของนักล่าแวมไพร์จริง ๆ ต้องยกให้ Bram Stoker กับนิยายระดับตำนาน “Dracula” (1897)
ในเรื่องนี้ ศาสตราจารย์แวน เฮลซิง คือสายบู๊เชิงไสยศาสตร์ที่ใช้กระเทียมแบบไม่กลัวของขึ้นเลยทีเดียว
เอากระเทียมไปวางล้อมห้อง
ทำเป็นสร้อยให้ตัวละครบางคนใส่ป้องกันแดรกคิวลา
มีฉากที่ดราม่าจัด ๆ อย่างตอนแม่ของลูซีเก็บดอกกระเทียมออกจากห้องด้วยความหวังดี แต่ดันกลายเป็นการเปิดประตูเชิญแวมไพร์เข้ามาจัดเต็ม
ภาพนี้ชัดเจนจนคนอ่าน คนดูฝังใจว่า ถ้าจะกันแวมไพร์ กระเทียมต้องมาเป็นอันดับต้น ๆ ก่อนยุคที่เราจะได้เห็นปืน UV ดาบเงิน หรือเซรุ่มล้ำ ๆ ในหนังแวมไพร์ยุคใหม่เสียอีก
8. จากโรมาเนียถึงอเมริกาใต้: กระเทียมไล่ผีดูดเลือดข้ามทวีป
ความเชื่อเรื่องกระเทียมไล่ตัวดูดเลือดไม่ได้จำกัดอยู่แค่ยุโรปนะ
ในพื้นที่เขตร้อนของอเมริกา ชนพื้นเมืองบางกลุ่มก็ใช้กระเทียมหรือสมุนไพรกลิ่นแรงอื่น ๆ ไล่ “ค้างคาวดูดเลือด” ตัวจริงเสียงจริงเหมือนกัน
เมื่อสัตว์ดูดเลือดตัวเล็ก ๆ ยังโดนกระเทียมไล่
ภาพของแวมไพร์ตัวเป็นคนแต่สืบเชื้อจากค้างคาว จึงยิ่งถูกผูกโยงเข้ากับการ “เกลียดกระเทียม” ได้แน่นขึ้นไปอีก
มันเลยชวนให้คิดว่า นี่คือความบังเอิญที่คิดตรงกัน หรือจักรวาลแอบเขียนบทให้กระเทียมเป็นศัตรูตัวฉกาจของสายดูดเลือดกันแน่
9. สัญญะลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในกลีบกระเทียม
นอกจากเหตุผลด้านตำนานและวิทยาศาสตร์แล้ว กระเทียมในฐานะศัตรูคู่บัลลังก์ของแวมไพร์ ยังอัดแน่นไปด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลังมาก ๆ ซึ่งช่วยให้ภาพนี้ฝังรากในป๊อปคัลเจอร์แบบถอนยาก
9.1 ความบริสุทธิ์ ปะทะ ความเสื่อมทราม
กระเทียมมักถูกโยงเข้ากับการชำระล้างและการเยียวยา สีขาวและภาพลักษณ์ที่ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ทำให้มันกลายเป็นตัวแทนของ
ความบริสุทธิ์
ความดีงาม
แสงสว่างที่ไล่ความมืด
ซึ่งตัดกับแวมไพร์ที่มีภาพของความตาย ความลุ่มหลง และความผิดธรรมชาติอย่างชัดเจน
9.2 พลังแห่งชีวิต ปะทะ ความเป็นอมตะอันว่างเปล่า
กลิ่นฉุน รสจัด และสรรพคุณบำรุงร่างกายของกระเทียม สื่อถึง ความมีชีวิตชีวา พลังชีวิต และความเป็นธรรมชาติ
ในทางกลับกัน แวมไพร์คือความอมตะที่ไร้ชีพจร เย็นชา และขัดกับวัฏจักรธรรมชาติ
จึงเหมือนว่า:
กระเทียม = ฝั่งชีวิต
แวมไพร์ = ฝั่งความตายที่ดื้อดึงไม่ยอมจากไป
การที่อย่างหนึ่งขับไล่อีกอย่างจึงมีพลังในเชิงสัญญะมาก ๆ
9.3 ของบ้าน ๆ ปะทะความสูงส่ง (แต่แอบจอมปลอม)
กระเทียมคือพืชสามัญประจำบ้าน หาง่าย ราคาถูก แต่คุณสมบัติกลับโคตรทรงพลัง
ในขณะที่แวมไพร์โดยเฉพาะในเรื่องเล่าหลัง ๆ มักถูกวาดภาพให้ดู
สูงศักดิ์ ร่ำรวย มีมารยาท หรูหรา
แต่ซ่อนความอันตรายและความเป็น “คนนอก” อยู่ตลอดเวลา
เลยกลายเป็นว่า กระเทียมทำหน้าที่เป็น อาวุธของคนธรรมดา ที่ใช้ต่อกรกับอำนาจเหนือธรรมชาติได้ เป็นพลังจากครัวชนชั้นล่างที่กล้าหยุดสิ่งมีชีวิตอมตะผู้เย่อหยิ่ง
10. ถ้าแวมไพร์หลุดมาเจอสายกินกระเทียมเอเชียจะเป็นยังไง
เมื่อเอาทั้งตำนาน วิทยาศาสตร์ และสัญญะมารวมกัน กระเทียมจึงกลายเป็นคู่ปรับที่สมบูรณ์แบบของแวมไพร์โดยแท้ ทั้งในฐานะสมุนไพร ทั้งในฐานะสัญลักษณ์
แล้วพอมองกลับมาที่อาหารเอเชีย…ตั้งแต่ส้มตำ ผัดกระเพรา หมูกระทะ ไปจนหม้อไฟ บางเมนูนี่ใส่กระเทียมแบบที่เรียกได้ว่า ไม่ได้แค่โรย แต่แทบจะอาบ
ลองนึกภาพแวมไพร์จากโรมาเนียเผลอวาร์ปมาเดินกลางย่านของกินยามดึกที่เอเชีย
กลิ่นกระเทียมเจียวลอยมาแต่ไกล
คนทั้งตลาดกำลังกินเมนูกระเทียมแบบไม่ยั้ง
บางที เหล่าผีดูดเลือดอาจต้องยอมแพ้แบบไม่ต้องต่อสู้ เก็บเขี้ยว เก็บผ้าคลุม แล้วกดตั๋วบินกลับบ้านเกิดทันที
เพราะ เกราะป้องกันที่ชาวเอเชียสร้างขึ้นจากการกินกระเทียมทุกมื้อ อาจจะแข็งแกร่งกว่าไม้กางเขน น้ำมนต์ หรือเครื่องรางไหน ๆ ในจักรวาลแวมไพร์เสียอีกก็เป็นได้
สรุปสั้น ๆ
กระเทียมเคยเป็นของศักดิ์สิทธิ์กันผีในหลายวัฒนธรรม
มีทฤษฎีโยงกับโรคพอร์ฟิเรียที่ทำให้คนแพ้กระเทียมเหมือนแวมไพร์ของจริง
สารอัลลิซินในกระเทียมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ช่วยเสริมภาพว่ามันทำร้ายผีได้
ป๊อปคัลเจอร์ โดยเฉพาะ “Dracula” ช่วยปักธงว่าแวมไพร์ต้องกลัวกระเทียม
เชิงสัญญะ กระเทียมแทนความบริสุทธิ์ พลังชีวิต และพลังของคนธรรมดา
ดังนั้น ครั้งหน้าที่คุณกำลังสับกระเทียมเตรียมทำอาหาร ลองนึกเล่น ๆ ไว้ก็ได้ว่า คุณกำลังถืออาวุธลับระดับจักรวาล ที่ทั้งหมอ ผี และนักล่าแวมไพร์พร้อมใจกันยกให้เป็นของมันต้องมีในทุกยุคทุกสมัย

