รับแอปรับแอป

เล็บบอกโรคจริงไหม? 8 สัญญาณจากเล็บที่ผิวใสสายสุขภาพต้องเช็กด่วน!

ลลิตา พูนผล01-31

เล็บไม่ได้มีไว้ทาอย่างเดียว ดูสุขภาพทั้งตัวได้จริง

เวลาเราดูแลสุขภาพ ผิวหน้า ผิวกาย หรือรูปร่างมักจะมาอันดับแรก แต่รู้ไหมว่า เล็บ ก็เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่คอยส่งสัญญาณเตือนจากภายในร่างกายแบบเนียน ๆ

เล็บสร้างจากเคราติน (Keratin) ที่ผลิตจากใต้ผิวบริเวณโคนเล็บ ถ้าระบบเลือดลม การไหลเวียนของสารอาหาร หรืออวัยวะภายในมีปัญหา เล็บก็จะเริ่มส่งสัญญาณ ทั้งเปลี่ยนสี เปลี่ยนรูปทรง หรือมีความผิดปกติให้เราเห็นชัด ๆ

มาลองเช็กกันทีละข้อว่า 8 ลักษณะเล็บแบบไหนบอกโรค พร้อมไอเดียการดูแลเล็บให้กลับมาดูสุขภาพดีขึ้นได้เองที่บ้าน และจังหวะไหนที่ควรรีบไปพบแพทย์

1. เล็บซีดขาวขุ่น เลือดลมไม่ดีหรือเปล่า?

ลักษณะที่สังเกตได้
สีชมพูสุขภาพดีของเล็บหายไป กลายเป็นขาวหรือขุ่นทั่วแผ่นเล็บ บางคนเห็นเป็นจุดหรือเป็นแถบสีขาว ร่วมกับเล็บบางหรือกรอบง่าย

สาเหตุที่อาจเกี่ยวข้อง

  • ภาวะโลหิตจาง (Anemia) ทำให้เล็บได้รับออกซิเจนน้อย เล็บเลยซีดลง มักสัมพันธ์กับการขาดธาตุเหล็ก โดยเฉพาะคนทำงานหนัก ผู้ที่มีประจำเดือนมาก หรือสายมังสวิรัติที่ไม่ได้เสริมเหล็ก

  • ปัญหาตับ ไต หรือโปรตีนในเลือดต่ำ ทำให้ระดับอัลบูมินลดลง ส่งผลต่อโครงสร้างเล็บจนสีเปลี่ยนเป็นขาวหรือขุ่นได้

  • ขาดสารอาหารสำคัญ เช่น โปรตีน วิตามินบี ไบโอติน สังกะสี ทำให้การสร้างเคราตินด้อยลง เล็บจึงซีดและเปราะง่าย

  • ได้รับยาบางชนิดหรือสารเคมีแรง ๆ รวมถึงการทาเล็บบ่อยโดยไม่พักเล็บเลย

วิธีดูแลและป้องกันเบื้องต้น

  • สังเกตอาการร่วม เช่น เหนื่อยง่าย หน้ามืด ผิวซีด เหงื่อออกผิดปกติ หรือผอมลงโดยไม่ตั้งใจ ถ้ามีพร้อมกับเล็บซีดควรตรวจเลือด (CBC, Ferritin)

  • ปรับอาหารเน้นโปรตีนและธาตุเหล็ก เช่น เนื้อแดง ตับ ไข่ ถั่วเลนทิล ทานคู่กับวิตามินซีจากผลไม้รสเปรี้ยวเพื่อช่วยการดูดซึมเหล็ก เพิ่มถั่วและธัญพืชเพื่อเสริมสังกะสี

  • พักเล็บจากสารเคมี ลดการทาเล็บบ่อย เปลี่ยนมาใช้น้ำยาล้างเล็บสูตรอ่อนโยน และเปิดโอกาสให้เล็บได้ “พักหายใจ” อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ต่อเดือน

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

  • เล็บซีดเรื้อรัง ร่วมกับอาการเหนื่อยง่าย ไข้ น้ำหนักลด หรือรู้สึกไม่สบายตัวต่อเนื่อง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและเช็กการทำงานของตับและไต เพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจางหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ

2. เล็บเหลือง หนา เล็บสกปรกหรือสัญญาณโรค?

ลักษณะที่สังเกตได้
เล็บเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเหลืองอมเขียว แผ่นเล็บหนา ผิวไม่เรียบ บางครั้งเล็บยกตัวแยกจากฐานเล็บ มีผงหรือเศษสะสมอยู่ด้านใต้

สาเหตุที่อาจเกี่ยวข้อง

  • เชื้อราเล็บ (Onychomycosis) เป็นตัวการอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะเล็บเท้า จากการใส่รองเท้าปิดนาน เหงื่อเยอะ เชื้อราจะค่อย ๆ ย่อยเคราติน ทำให้เล็บหนาและเหลือง

  • Yellow Nail Syndrome (พบไม่บ่อย) เล็บเหลืองหนา ร่วมกับอาการบวมน้ำและปัญหาระบบหายใจ เป็นภาวะที่ต้องประเมินอย่างจริงจัง

  • ทำเล็บบ่อย โดยเฉพาะเจลหรือเล็บปลอม ทำให้เล็บอ่อนแอ สีเปลี่ยน หนาและเปราะเมื่อไม่ค่อยได้พัก

  • โรคระบบร่างกาย เช่น เบาหวาน หรือปัญหาการไหลเวียนเลือด ซึ่งเพิ่มโอกาสติดเชื้อราและทำให้เล็บหนาได้ง่ายขึ้น

การดูแลเริ่มต้นที่บ้าน (ช่วง 2–6 สัปดาห์แรก)

  • ตัดเล็บให้สั้นเสมอ ตัดตามทรงเล็บไม่ลึกจนเจ็บ จากนั้นตะไบพื้นผิวให้เรียบเพื่อลดความหนา ใช้อุปกรณ์ที่สะอาดทุกครั้ง

  • แช่มือหรือเท้าในน้ำอุ่น 10–15 นาที แล้วซับให้แห้งสนิท ช่วยให้การตะไบและการทายาต่าง ๆ มีประสิทธิภาพขึ้น

  • เลือกใส่ถุงเท้าผ้าคอตตอน เปลี่ยนทุกวัน และใส่รองเท้าที่ระบายอากาศดี ไม่อับชื้น

ถ้าสงสัยว่ามีเชื้อราในเล็บ

  • ควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจเศษเล็บ เช่น KOH, PAS หรือเพาะเชื้อ ก่อนเริ่มยาต้านเชื้อรา โดยเฉพาะยากินที่อาจมีผลต่อตับ

  • การรักษามาตรฐานมักใช้ยากิน Terbinafine หรือยาทาเฉพาะ เช่น Ciclopirox, Efinaconazole หรือใช้ร่วมกับการกรอเล็บตามดุลยพินิจแพทย์

  • หากสงสัย Yellow Nail Syndrome แพทย์อาจส่งตรวจปอด ระบบน้ำเหลือง และประเมินอย่างละเอียด

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • ลดความถี่ในการทำเล็บเจลหรือเล็บอะคริลิก และจัดช่วงพักเล็บอย่างสม่ำเสมอ

  • เลี่ยงการซื้อยากินมาทานเองโดยไม่ตรวจยืนยันก่อน เพื่อความปลอดภัยของตับและระบบอื่น ๆ

3. เล็บเปราะ หักง่าย เล็บขาดความชุ่มชื้น

ลักษณะที่สังเกตได้
เล็บแยกเป็นชั้น แตกปลายง่าย แค่กระแทกเบา ๆ ก็หัก ผิวเล็บแห้ง ขรุขระ เป็นร่องเล็ก ๆ หรือแตกออกเป็นแผ่น ๆ

สาเหตุที่อาจเกี่ยวข้อง

  • ปัจจัยภายนอก เช่น แช่น้ำบ่อย ล้างจาน ซักผ้า ใช้น้ำยาทำความสะอาดแรง ๆ หรือใช้น้ำยาล้างเล็บที่มีอะซิโตน ทำให้เล็บสูญเสียความชุ่มชื้น ซึมน้ำแล้วแห้งซ้ำ ๆ จนกรอบ

  • การทำเล็บเจลหรืออะคริลิก ต้องกรอหน้าเล็บบ่อย ทำให้โครงสร้างเคราตินเสียหาย เล็บอ่อนแอกว่าเดิม

  • ขาดสารอาหารหรือฮอร์โมน เช่น ขาดไบโอติน โปรตีน วิตามินเอ ซี อี สังกะสี หรือมีภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ

  • อายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้การสร้างเคราตินและความชุ่มชื้นลดลง เล็บจึงเปราะง่ายขึ้น

วิธีดูแลและป้องกัน

  • ทาน้ำมันบำรุงโคนเล็บ (Cuticle Oil) หรือใช้น้ำมันธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันโจโจ้บา นวดเบา ๆ รอบเล็บทุกคืนเพื่อเติมความชุ่มชื้น

  • ใส่ถุงมือยางเมื่อต้องสัมผัสน้ำหรือสารทำความสะอาด และสวมถุงมือผ้าหากอยู่ในอากาศหนาวจัดเพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้น

  • ลดการแช่น้ำเป็นเวลานาน อาบน้ำหรือแช่ตัวให้สั้นลง และเช็ดมือให้แห้งทุกครั้งหลังล้างมือ

  • ปรับโภชนาการ เน้นโปรตีน (ไข่ ปลา ถั่ว) อาหารที่มีไบโอติน ถั่วและพืชตระกูลถั่ว รวมถึงวิตามินซีและสังกะสีเพื่อช่วยสร้างเคราติน

  • เว้นช่วงจากการทำเล็บรุนแรง เช่น เล็บเจล เล็บอะคริลิก ให้เล็บได้พักและฟื้นตัวอย่างน้อย 1–3 เดือน

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์หรือแพทย์ผิวหนัง

  • มีเล็บเปราะร่วมกับผมร่วงผิดปกติ น้ำหนักขึ้นหรือลดแบบไม่มีสาเหตุ เหนื่อยง่าย หรือมีอาการอื่น ๆ ควรตรวจเลือดเช็กฮอร์โมนไทรอยด์และภาวะขาดสารอาหาร

4. เล็บมีเส้นดำยาว เส้นเม็ดสีธรรมดาหรือสัญญาณมะเร็ง?

ลักษณะที่สังเกตได้
มีเส้นสีน้ำตาลเข้มหรือดำพาดจากโคนเล็บไปถึงปลาย อาจเป็นหนึ่งเส้นหรือหลายเส้นได้ ความกว้างและสีอาจเปลี่ยนไปตามเวลา

สาเหตุที่อาจเกี่ยวข้อง

  • ภาวะเม็ดสีเมลานินสะสมมากกว่าปกติ หรือรอยช้ำจากการกระแทก/ทำเล็บ มักพบในคนผิวสีเข้ม และมักไม่รุนแรง

  • ยาบางชนิดหรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเมลานินบริเวณเล็บ

  • มะเร็งผิวหนังใต้เล็บ (Subungual Melanoma) แม้พบไม่บ่อยแต่ต้องระวัง โดยเฉพาะถ้าเส้นดำกว้างขึ้นเร็ว สีไม่สม่ำเสมอ ขอบเบลอ เล็บเลือดออก หรือมีเม็ดสีลามออกนอกเล็บ (Hutchinson Sign)

วิธีดูแลและสิ่งที่ควรทำ

  • ถ่ายรูปเล็บเก็บไว้เป็นระยะ เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของความกว้าง สี และจำนวนเล็บที่มีเส้นดำ

  • ใช้เกณฑ์ ABCDEF เป็นตัวช่วยประเมินว่าเสี่ยงหรือไม่ เช่น อายุ 50–70 ปี เส้นกว้างมากกว่า 3 มม. สีหรือขนาดเปลี่ยนเร็ว มีเม็ดสีลามออกนอกเล็บ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง

  • ถ้าเข้าเกณฑ์เสี่ยง ควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจด้วย Dermoscopy และอาจต้องตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) เพื่อยืนยัน

  • เลี่ยงการขุด ขูด หรือแกะบริเวณโคนเล็บ เพราะอาจทำให้แพทย์ประเมินอาการได้ยากขึ้น

5. เล็บเป็นร่องลึกขวาง แผลเป็นบนเล็บที่เล่าได้ว่าร่างกายเครียดแค่ไหน

ลักษณะที่สังเกตได้
มีร่องลึกแนวนอนพาดขวางบนเล็บ พื้นผิวเล็บไม่เรียบ บางคนพบในหลายเล็บพร้อมกัน

สาเหตุที่อาจเกี่ยวข้อง

  • การหยุดโตชั่วคราวของเล็บ (Nail Matrix Arrest) มักเกิดหลังร่างกายผ่านเหตุการณ์เครียดมาก ๆ เช่น ไข้สูง การติดเชื้อรุนแรง ผ่าตัดใหญ่ ภาวะช็อก หรือได้รับเคมีบำบัด

  • ขาดสารอาหารเรื้อรัง หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคไต หรือโรคตับ ที่ทำให้เล็บเติบโตผิดปกติหลายแผ่นพร้อมกัน

วิธีดูแลและประเมินตัวเอง

  • ลองนึกย้อนว่าก่อนร่องจะชัดขึ้น เคยป่วยหนักหรือผ่านเหตุการณ์รุนแรงอะไรหรือไม่ เพราะเล็บงอกเฉลี่ยประมาณ 3 มม. ต่อเดือน ร่องที่อยู่ห่างจากโคนเล็บสามารถช่วยกะเวลาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

  • เน้นฟื้นฟูร่างกาย กินโปรตีนให้เพียงพอ พักผ่อนให้พอ และลดความเครียด เล็บใหม่ที่งอกขึ้นมาจะค่อย ๆ ดันร่องเก่าออกไป

เมื่อไหร่ควรไปตรวจเพิ่มเติม

  • ถ้ามีร่องหลายแผ่น ร่วมกับอาการไม่สบายเรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดคัดกรองโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคไต หรือโรคตับ

6. เล็บงุ้ม ปลายนิ้วป่อง สัญญาณจากปอดและหัวใจ

ลักษณะที่สังเกตได้
เล็บโค้งลงเหมือนช้อนคว่ำ ปลายนิ้วป่องกลมขึ้น มุมระหว่างผิวหนังและเล็บหายไป ดูบวม ๆ นูน ๆ

สาเหตุที่อาจเกี่ยวข้อง

  • โรคปอดเรื้อรัง มะเร็งปอด หรือโรคหัวใจบางชนิด ที่ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนเรื้อรัง และกระตุ้นเนื้อเยื่อรอบเล็บให้หนาขึ้น

  • โรคตับหรือโรคทางเดินอาหารบางชนิด เช่น Crohn’s disease ก็อาจสัมพันธ์กับเล็บลักษณะนี้ได้เช่นกัน

สิ่งที่ควรทำถ้าเริ่มสังเกตเห็นเล็บงุ้มผิดปกติ

  • ถ้าเล็บงุ้มร่วมกับอาการไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด ไอมีเลือดปน หรือรู้สึกแน่นหน้าอก ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจปอดและหัวใจอย่างละเอียด เช่น X-ray, CT หรือการทดสอบสมรรถภาพปอด

  • เลิกสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันและมลพิษ เป็นการช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคปอดและหัวใจโดยตรง

  • ติดตามการรักษาโรคต้นเหตุอย่างสม่ำเสมอ เพราะการควบคุมโรคปอดหรือโรคหัวใจที่ดีอาจช่วยชะลอไม่ให้เล็บแย่ลง

7. เล็บหนา หรือเล็บแยกตัวจากฐาน อ่านสัญญาณจากความเปลี่ยนแปลงใต้เล็บ

ลักษณะที่สังเกตได้
เล็บหนา แข็ง พื้นผิวขรุขระ หรือแยกออกจากฐานเล็บจนเห็นช่องว่างใต้เล็บ บางครั้งมีกลิ่นหรือเศษสะสมอยู่ด้านล่าง

สาเหตุที่อาจเกี่ยวข้อง

  • เชื้อราเล็บ เป็นสาเหตุยอดฮิต โดยเฉพาะเล็บเท้าที่อับชื้น ใส่รองเท้าคับหรือปิดตลอดเวลา

  • การบาดเจ็บซ้ำ ๆ เช่น นักวิ่ง หรือคนที่ใส่รองเท้าคับแรงกดสูง เล็บจะเปลี่ยนรูปและหนาขึ้นได้

  • โรคผิวหนังอย่างสะเก็ดเงิน (Psoriasis) ที่ลามมาที่เล็บ ทำให้เล็บหนาและแยกตัว (Nail psoriasis)

  • ภาวะไทรอยด์ผิดปกติบางชนิดทำให้เล็บหนาและเปลี่ยนรูปร่าง

วิธีดูแลและป้องกันเบื้องต้น

  • ตัดเล็บให้สั้นและตะไบผิวเล็บให้เรียบแบบเบามือ เพื่อให้เล็บดูแลและทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น

  • แช่เท้าหรือมือตามความเหมาะสม แล้วเช็ดให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณซอกเล็บ เพื่อกันความชื้นสะสม

  • หากสงสัยเชื้อรา ควรพบแพทย์ผิวหนังหรือผู้เชี่ยวชาญเท้าเพื่อตรวจเศษเล็บก่อนการรักษา

  • ในรายที่เป็นมาก แพทย์อาจให้ยากิน Terbinafine หรือ Itraconazole และติดตามการทำงานของตับ ส่วนรายไม่รุนแรงอาจใช้ยาทาท้องถิ่นหรือเลเซอร์ร่วมด้วย

  • ถ้าเป็น Onycholysis (เล็บแยกจากฐาน) ให้หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง เช่น น้ำยาทาเล็บ กาวเล็บ ตัดส่วนที่แยกออกให้สั้น และอย่าให้มีเศษสิ่งสกปรกค้างในช่องว่าง หากมีสีเขียว กลิ่นผิดปกติ หรือหนอง ให้รีบพบแพทย์

8. ปลายเล็บร่น เล็บยกตัวจากฐาน (Onycholysis)

ลักษณะที่สังเกตได้
ปลายเล็บยกตัวแยกจากฐาน กลายเป็นช่องว่างที่เห็นเป็นสีขาวหรือเหลือง บางครั้งเล็บหลุดหรือเริ่มงอกใหม่แบบผิดรูป

สาเหตุที่อาจเกี่ยวข้อง

  • การกระแทกหรือแรงกดซ้ำ ๆ ที่เล็บ ทำให้เล็บแยกออกจากฐานทีละน้อย

  • ปฏิกิริยาจากสารเคมี น้ำยาเล็บ เจลเล็บ กาวติดเล็บ หรือเล็บปลอมที่ใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

  • โรคผิวหนัง เช่น Psoriasis การติดเชื้อรา หรือภาวะไทรอยด์ผิดปกติทั้งแบบไทรอยด์ทำงานเกินและต่ำ

วิธีดูแลและป้องกัน

  • ตัดเล็บให้สั้นตรง ไม่ให้ปลายเล็บยาวเกินเนื้อเพื่อเลี่ยงการเกี่ยวสิ่งของ หากส่วนที่แยกตัวจับได้ ควรตัดออกอย่างระมัดระวัง

  • หยุดใช้เล็บปลอม กาวแรง ๆ หรือน้ำยาทาเล็บที่มีสารระคายเคืองสูง และสวมถุงมือเมื่อใช้สารทำความสะอาด

  • รักษาความแห้งและความสะอาดรอบเล็บเสมอ เพื่อไม่ให้เชื้อราและแบคทีเรียเข้าไปในช่องว่าง ถ้าเห็นสีเขียว มีกลิ่น หรือมีหนองต้องรีบไปพบแพทย์

  • ถ้าสงสัยเกี่ยวข้องกับไทรอยด์หรือโรคระบบอื่น ๆ โดยมีอาการร่วม เช่น น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือมีผื่นผิวหนัง ควรตรวจเลือดและรักษาโรคต้นเหตุตามคำแนะนำแพทย์ โดยปกติเล็บที่แยกจะไม่กลับมาติดเดิม แต่เล็บใหม่จะงอกขึ้นแทน ใช้เวลาประมาณ 4–6 เดือนสำหรับเล็บมือ และ 8–12 เดือนสำหรับเล็บเท้า

สรุป: ดูเล็บบ่อย ๆ ก็เหมือนเช็กสุขภาพทั้งตัว

เล็บอาจดูเป็นแค่รายละเอียดเล็ก ๆ แต่จริง ๆ แล้วคือ กระจกสะท้อนสุขภาพจากภายใน เลยก็ว่าได้

  • ถ้าเล็บเปลี่ยนสี เปลี่ยนรูปทรง หนา บาง เปราะ หรือมีหลายเล็บผิดปกติพร้อมกัน อย่ามองข้าม

  • เริ่มจากการเช็กพฤติกรรมตัวเอง ทั้งอาหาร การพักผ่อน การทำเล็บ และการสัมผัสสารเคมี

  • ถ้ามีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เหนื่อยง่าย น้ำหนักเปลี่ยน ไอเรื้อรัง ปวดแน่นหน้าอก หรือผิวพรรณเปลี่ยน ควรไปตรวจสุขภาพให้ละเอียด

การดูแลเล็บให้แข็งแรง ไม่ใช่แค่เรื่องสวยงาม แต่เป็นอีกหนึ่งวิธีดูแลสุขภาพโดยรวมของเราเองด้วยค่ะ