ภาพรวมโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 และกลุ่มเป้าหมายหลัก
โครงการสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่หลายคนคุ้นในชื่อ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ / บัตรคนจน” เป็นมาตรการของรัฐบาลที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนรายได้น้อยให้เข้าถึงสวัสดิการพื้นฐาน ลดภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน โดยใช้ บัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด เป็นสื่อกลางในการใช้สิทธิ
จากข้อมูลที่เผยแพร่โดยกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลัง โครงการนี้เป็นผลต่อเนื่องจากการลงทะเบียนปี 2565 และมีการปรับปรุง-อัพเดตสิทธิอย่างต่อเนื่องในปี 2569 ครอบคลุมทั้งกลุ่มทั่วไป ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เป้าหมายคือช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ให้ “คนจนตัวจริง” ได้รับการช่วยเหลืออย่างตรงจุด
กลุ่มเป้าหมายหลักในภาพรวม 2569
ผู้มีรายได้น้อยที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติของโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ
ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม (ประมาณ 13.2 ล้านคน ตามข้อมูลประกอบ)
ผู้สูงอายุรายได้น้อยที่ได้รับสิทธิในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ปีงบประมาณ 2569
ผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับเบี้ยความพิการ
นอกจากนี้ ยังมีการออกมาตรการเพิ่มเติมภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ผนวกการช่วยเหลือในลักษณะใกล้เคียงโครงการคนละครึ่งเข้ากับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มเงินช่วยเหลือพิเศษช่วงกลางปี 2569 เป็นระยะเวลา 4 เดือนเต็ม
รายละเอียดเงินสวัสดิการ 2569 แยกตามช่วงเวลาและกลุ่มผู้มีสิทธิ
1. วงเงินประจำ – กลางปี 2569 (มิถุนายน – กันยายน)
จากข้อมูลที่กรมบัญชีกลางเผยแพร่ ช่วงกลางปี 2569 รัฐบาลจัดวงเงินช่วยเหลือหลักๆ ดังนี้
ตั้งแต่เดือนมิถุนายน – กันยายน 2569
วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 1,000 บาท/คน/เดือน
เดิมเคยระบุวงเงินหลัก 300 บาท แต่ในช่วงนี้มีการอัดฉีดเพิ่มรวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน
กำหนดระยะเวลา 4 เดือน (มิ.ย. – ก.ย. 2569)
ใช้ซื้อของจำเป็นในชีวิตประจำวัน ผ่านร้านธงฟ้าหรือร้านค้าที่เข้าร่วม
ไม่สามารถถอนเป็นเงินสด และไม่สะสมข้ามเดือน
วงเงินค่าเดินทางผ่านขนส่งสาธารณะ 750 บาท/คน/เดือน
ใช้ได้กับ บขส. รถไฟ ขสมก. รถไฟฟ้า และรถโดยสารเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ
ไม่สามารถถอนเป็นเงินสด และไม่สะสมไปเดือนถัดไป
วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาท/คน/ทุก 3 เดือน
ช่วงเม.ย.–มิ.ย. 2569 และต่อเนื่องรอบใหม่ ก.ค.–ก.ย. 2569
2. เงินช่วยเหลือพิเศษจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”
โครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นการออกแบบใหม่เพื่อผสานการช่วยเหลือแบบร่วมจ่าย (คล้ายคนละครึ่ง) เข้ากับสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเน้นการช่วย “คนจนตัวจริง” อย่างตรงกลุ่ม โดยมีรายละเอียดสำคัญจากข้อมูลที่เผยแพร่ ดังนี้
วงเงินรวม
แจกเงินสมทบรวม 4,000 บาท ตลอด 4 เดือน (มิ.ย.–ก.ย. 2569) แบ่งเป็น 2 เฟส
เฟสที่ 1 (มิถุนายน – กรกฎาคม 2569)
- ประชาชนทั่วไป:
รับวงเงินช่วยจ่าย 1,000 บาท/เดือน โดยรัฐช่วย 60% ประชาชนจ่าย 40%
- กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ:
รับเงินเพิ่ม 700 บาท รวมกับของเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน
กลุ่มนี้ไม่ต้องควักเงินร่วมจ่ายเอง
เฟสที่ 2 (สิงหาคม – กันยายน 2569)
ใช้ฐานข้อมูลผู้ที่ผ่านเกณฑ์การลงทะเบียนรอบใหม่ปี 2569
ผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับสิทธิต่อเนื่องอีก 2 เดือน รวมครบ 4,000 บาท
3. เงินเฉพาะกลุ่ม – ผู้สูงอายุและผู้พิการ
ผู้สูงอายุรายได้น้อย
ช่วง มีนาคม – มิถุนายน 2569 มีการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพในอัตรา 100 บาท/เดือน รวม 4 เดือน
ในเดือนกรกฎาคม 2569 มีการโอนเงินย้อนหลังตามสิทธิ (ตามเดือนที่ได้รับสิทธิ)
โอนเข้าบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์หรือบัญชีที่แจ้งไว้ แบ่งโอน 3 รอบ ตามกลุ่มวันเดือนปีเกิด ระหว่าง 13 – 15 กรกฎาคม 2569
ผู้พิการที่มีสิทธิ
ได้รับเงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาท/เดือน
สำหรับผู้ที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและรับเบี้ยความพิการอยู่แล้ว 800 บาทต่อเดือน
โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลัก หรือบัญชีของผู้มีสิทธิ/ผู้รับมอบอำนาจ
เดือนมิถุนายน 2569 โอนวันที่ 19 มิ.ย. และเดือนกรกฎาคม 2569 โอนวันที่ 20 ก.ค.
สิทธิประโยชน์ด้านค่าครองชีพ: อาหาร เดินทาง ค่าไฟ และค่าน้ำ
สวัสดิการแห่งรัฐในปี 2569 ไม่ได้ให้แค่เงินซื้อของในชีวิตประจำวัน แต่ยังครอบคลุมค่าเดินทางและสาธารณูปโภคสำคัญอย่างไฟฟ้าและน้ำประปา ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพได้จริงในหลายมิติ
1. วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค
วงเงินพื้นฐาน 300 บาท/เดือน (ตามกรอบโครงการเดิม) แต่ในช่วงมิถุนายน – กันยายน 2569 มีการเพิ่มพิเศษรวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน
ใช้ซื้อสินค้าในร้านธงฟ้าประชารัฐและร้านค้าที่เข้าร่วม
ไม่สามารถถอนเป็นเงินสด และใช้ไม่หมดในเดือนจะไม่สะสมไปเดือนถัดไป
2. ค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ
ได้รับวงเงิน 750 บาท/คน/เดือน
ใช้กับบริการขนส่งที่เข้าร่วม ได้แก่ บขส., รถไฟ, ขสมก., รถไฟฟ้า และรถโดยสารเอกชนบางราย
วงเงินนี้ช่วยลดภาระค่าเดินทางไปทำงาน ทำธุระ หรือรักษาพยาบาลในชีวิตประจำวันได้อย่างชัดเจน
3. ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม
วงเงินส่วนลด 80 บาท/คน/ทุก 3 เดือน
ต้องใช้ผ่านร้านจำหน่ายก๊าซที่เข้าร่วมโครงการ
เหมาะกับครัวเรือนที่ทำอาหารเองเป็นประจำ ลดต้นทุนครัวเรือนระยะยาวได้ระดับหนึ่ง
4. ส่วนลดค่าไฟฟ้า (ค่าไฟประชารัฐ)
จากข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการค่าไฟสำหรับผู้มีรายได้น้อย:
สิทธิ 1 สิทธิ/ครัวเรือน/หมายเลขผู้ใช้ไฟ
- แบ่งตามปริมาณการใช้ไฟ:
ใช้ไฟ ไม่เกิน 50 หน่วย/เดือน ติดต่อกัน 3 เดือน: ได้สิทธิ ค่าไฟฟรี 50 หน่วย
ใช้ไฟ เกิน 50 หน่วย แต่ไม่เกิน 315 บาท/เดือน: รัฐสนับสนุนค่าไฟ ไม่เกิน 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน
ใช้ไฟ เกิน 315 บาท/เดือน: ผู้ถือบัตรต้องจ่ายค่าไฟเองทั้งหมด
วิธีรับสิทธิ
ผู้ใช้ไฟต้องชำระค่าไฟเต็มจำนวนก่อนตามบิล
จากนั้นกรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินคืนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทีหลัง
5. ส่วนลดค่าน้ำประปา
ส่วนลดค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน
- เงื่อนไขการใช้น้ำ:
หากใช้น้ำ เกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท: รัฐสนับสนุน 100 บาท ส่วนเกินผู้ใช้ต้องจ่ายเอง
หากใช้น้ำ เกิน 315 บาท: ผู้ถือบัตรต้องจ่ายค่าน้ำทั้งหมด
เงื่อนไข คุณสมบัติ และเอกสารที่ใช้ในการลงทะเบียนปี 2569
ในรอบปี 2569 รัฐบาลประกาศ “ล้างไพ่ใหม่หมด” สำหรับการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใต้โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส โดยย้ำว่า ผู้เก่า-ผู้ใหม่ต้องลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด เพื่อตรวจสอบว่า “ใครคือคนจนตัวจริง”
คุณสมบัติพื้นฐานผู้มีสิทธิลงทะเบียน
จากข้อมูลสรุปเงื่อนไขที่เผยแพร่:
สัญชาติ: ต้องเป็นคนไทย
อายุ: 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
รายได้ส่วนบุคคล: ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี
รายได้เฉลี่ยครอบครัว: ไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี
ทรัพย์สินเงินฝาก/สลาก/พันธบัตร: รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท/คน
สินเชื่อที่อยู่อาศัย: วงเงินกู้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท
สินเชื่อรถยนต์: วงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท
มีการพิจารณาการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ตามเกณฑ์ที่กำหนด (เช่น ขนาดบ้าน/ทาวน์เฮ้าส์ตามที่กำหนดในข้อมูลประกอบ)
ห้ามมีบัตรเครดิต
ไม่มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทจดทะเบียน
ไม่เป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐทุกประเภท
ไม่เป็นนักบวช ผู้ต้องขัง หรือผู้ถูกกักกัน
สิ่งที่ต้องเตรียม (ข้อมูลและเอกสาร)
แม้ข้อมูลไม่ได้ระบุรายชื่อเอกสารแบบละเอียดทุกข้อ แต่จากขั้นตอนที่อธิบายไว้ สามารถสรุปสิ่งที่ต้องเตรียมในเชิงข้อมูลได้ดังนี้
เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
ข้อมูลส่วนบุคคลตามบัตรประชาชน
ข้อมูลรายได้และทรัพย์สิน (ระบบจะเชื่อมข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ มาตรวจสอบ)
บัญชีธนาคาร/พร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน (ใช้รับโอนเงินบางประเภท เช่น เงินผู้สูงอายุ เงินผู้พิการ)
รัฐบาลระบุว่าจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลจาก มากกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อคัดกรองเชิงลึกทั้งรายได้ รายจ่าย และบัญชีการลงทุน
ขั้นตอนการลงทะเบียน ตรวจสอบสิทธิ และเช็กเงินเข้าแบบออนไลน์
1. ขั้นตอนลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่ 2569
กำหนดการหลัก
เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป (คาดว่าเปิดลงทะเบียนราว 1 เดือน)
ครอบคลุมทั้งผู้มีบัตรเดิมและผู้สมัครรายใหม่
ช่องทางลงทะเบียน
เว็บไซต์: welfare.mof.go.th
แอปพลิเคชัน: แอป “ทางรัฐ” (ใช้ยืนยันตัวตนผ่านระบบ ThaiD) และในบางกรณีผ่านแอป “เป๋าตัง”
- หน่วยงานรับลงทะเบียน (On-site):
ธ.ก.ส.
ธนาคารออมสิน
ธนาคารกรุงไทย
สำนักงานคลังจังหวัด / ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง
ลำดับขั้นตอนโดยสรุป
ตรวจสอบคุณสมบัติของตนเองให้ตรงเกณฑ์
ลงทะเบียนผ่านช่องทางที่เลือก กรอกข้อมูลให้ตรงตามบัตรประชาชน
ยืนยันตัวตนผ่านระบบ ThaiD หรือเจ้าหน้าที่ ณ หน่วยงานรับลงทะเบียน
รอการตรวจสอบและประกาศผล (ใช้เวลาตรวจสอบหลังบ้านอีกราว 1–2 เดือน ตามข้อมูลอธิบาย)
เมื่อผ่านเกณฑ์ ต้องไปยืนยันตัวตนอีกครั้งที่ธนาคารกรุงไทย/ออมสิน/ธ.ก.ส. เพื่อเปิดใช้สิทธิจริง
2. วิธีตรวจสอบสิทธิและสถานะบัตร
เช็กสถานะออนไลน์
เข้าเว็บไซต์โครงการสวัสดิการแห่งรัฐ welfare.mof.go.th
เลือกเมนู “ตรวจสอบสถานะ”
กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และข้อมูลที่ระบบกำหนด
ระบบจะแสดงผลทันทีว่าผ่านหรือไม่ และสิทธิยังใช้งานได้หรือไม่
เช็กผ่านหน่วยงานอื่น
- ติดต่อด้วยบัตรประชาชนตัวจริงได้ที่:
ธนาคารกรุงไทย
ธนาคารออมสิน
ธ.ก.ส.
ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานคลังจังหวัด หรือหน่วยงานราชการท้องถิ่น
3. วิธีเช็กยอดเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ยอดคงเหลือ
รูดบัตรที่เครื่อง EDC ของร้านค้าร่วมโครงการ แล้วเลือกเมนู “ตรวจสอบยอดเงินคงเหลือ”
สอบถามที่ธนาคารกรุงไทยสาขาใกล้บ้าน
โทร Call Center ธนาคารกรุงไทย 02-111-1111
ประวัติการใช้เงิน
ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ในส่วนประวัติการใช้สิทธิ
ขอรายการเดินบัตรย้อนหลังได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา
เปรียบเทียบสวัสดิการปี 2569 กับก่อนหน้า: อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง
จากข้อมูลที่รวบรวมได้ สามารถสรุปประเด็นสำคัญของปี 2569 เมื่อเทียบกับโครงการเดิม ๆ ได้ในเชิงภาพรวมดังนี้
1. วงเงินซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นช่วงกลางปี 2569
เดิม: วงเงินซื้อสินค้าในครัวเรือน 300 บาท/เดือน
ปี 2569 (มิ.ย.–ก.ย.): เพิ่มเงินพิเศษอีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน
ทำให้วงเงินช่วยซื้อสินค้าประจำเดือนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 4 เดือนนี้
2. การเชื่อมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”
เป็นการรวมมาตรการในเชิงร่วมจ่ายเข้ากับสวัสดิการแห่งรัฐ
- เพิ่มความช่วยเหลือรวม 4,000 บาท ในรูปแบบ
ประชาชนทั่วไป: ร่วมจ่ายกับรัฐ
กลุ่มบัตรสวัสดิการ: ได้เต็ม 1,000 บาทโดยไม่ต้องร่วมจ่าย
3. การคัดกรองเข้มข้นขึ้น
การลงทะเบียนใหม่ปี 2569 เชื่อมข้อมูลจากกว่า 20 หน่วยงาน
เน้นการตัดสิทธิกลุ่มฐานะดีหรือมีทรัพย์สิน-รายได้เกินเกณฑ์
เน้นรับ “คนจนตัวจริง” เข้าระบบ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการช่วยเหลือ
ข้อควรรู้และคำเตือนเกี่ยวกับการใช้บัตร และการถูกตัดสิทธิ
แม้สวัสดิการจะช่วยได้มาก แต่ก็มีเงื่อนไขและข้อควรระวังที่ผู้ถือบัตรต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสี่ยงถูกตัดสิทธิหรือใช้สิทธิได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
1. สิทธิไม่สามารถโอนให้ผู้อื่น
สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐผูกกับบุคคลโดยตรง
ห้ามโอนหรือให้ผู้อื่นใช้แทน
หากพบว่าใช้สิทธิในนามผู้อื่น อาจถูกระงับสิทธิและดำเนินการตามกฎหมาย
2. วงเงินหลายประเภทไม่สะสมข้ามเดือน
วงเงินซื้อสินค้าและค่าเดินทาง ไม่สะสมไปเดือนถัดไป
ต้องใช้ภายในเดือนนั้น หากหมดเวลาแล้ววงเงินถือว่าสิ้นสุด
3. การรักษาสถานะสิทธิ
ต้องดูแลไม่ให้บัตรประชาชนหมดอายุหรือชำรุด
หากบัตรหาย/ชำรุด ต้องรีบติดต่อทำบัตรประชาชนใหม่ โดยสิทธิยังผูกกับบัตรใหม่ต่อเนื่อง ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่
4. ปัญหาใช้สิทธิไม่ได้/เงินไม่เข้า
กรณีที่พบได้บ่อยและแนวทางแก้ไขตามข้อมูล FAQ:
เงินไม่เข้า / วงเงินไม่แสดง:
เช็กสถานะสิทธิที่เว็บไซต์ welfare.mof.go.th
ตรวจบัตรประชาชนว่ายังใช้งานได้ปกติ
หากยังมีปัญหา โทรสอบถาม กรมบัญชีกลาง 0-2270-6400 หรือธนาคารกรุงไทย 02-111-1111
ใช้สิทธิไม่ได้ที่ร้านค้า:
ตรวจสอบว่าร้านค้าเข้าร่วมโครงการหรือไม่
ถ้าบัตรปกติแต่ยังใช้ไม่ได้ สามารถลองปลดล็อกบัตรผ่านเว็บไซต์ หรือให้ธนาคารกรุงไทยช่วยตรวจสอบระบบ
5. ระวังมิจฉาชีพ
จากข้อมูลเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส มีการเตือนให้ระวัง SMS หรือลิงก์ปลอมที่หลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว แนะนำให้ดำเนินการทุกอย่างผ่านแอป เป๋าตัง หรือช่องทางทางการเท่านั้น
สรุปประโยชน์และแนวทางวางแผนใช้เงินสวัสดิการให้คุ้มค่า
เมื่อรวมสิทธิทั้งหมดแล้ว ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปี 2569 สามารถได้รับความช่วยเหลือด้านค่าครองชีพรวมกันสูงถึงหลักพันบาทต่อเดือน โดยเฉพาะช่วงมิถุนายน–กันยายน ที่มีวงเงินพิเศษจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้ามาเสริม เช่น
วงเงินซื้อสินค้า: สูงสุด 1,000 บาท/เดือน (ในช่วง 4 เดือนพิเศษ)
ค่าเดินทางขนส่งสาธารณะ: 750 บาท/เดือน
ส่วนลดก๊าซหุงต้ม: 80 บาททุก 3 เดือน
ส่วนลดค่าไฟ: สูงสุด 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน (ภายใต้เงื่อนไขการใช้ไฟ)
ส่วนลดค่าน้ำ: 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน (ภายใต้เงื่อนไขการใช้น้ำ)
เงินช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม: ผู้สูงอายุ 100 บาท/เดือน (บางช่วง) และผู้พิการ 200 บาท/เดือนเพิ่มจากเบี้ยความพิการเดิม
แนวทางใช้เงินให้คุ้มและตรงจุด
จัดลำดับความจำเป็น: ใช้วงเงินซื้อสินค้าไปกับอาหารหลัก ของใช้จำเป็นก่อนสิ่งอื่น เพื่อให้เงินช่วยเหลือครอบคลุมทั้งเดือน
ใช้วงเงินเดินทางอย่างมีแผน: เลือกใช้ขนส่งสาธารณะที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายน้ำมันหรือค่ารถอื่น ๆ
ควบคุมการใช้ไฟและน้ำ: พยายามรักษาปริมาณการใช้ให้อยู่ในกรอบที่ได้รับการสนับสนุนสูงสุด (ค่าไฟไม่เกิน 315 บาท/เดือน และค่าน้ำอยู่ในช่วงที่ได้ลด 100 บาท)
ติดตามประกาศอัพเดต: สิทธิพิเศษหรือเงินช่วยเหลือเฉพาะกิจมักประกาศเป็นระยะ การติดตามข่าวจากกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลังช่วยให้ไม่พลาดสิทธิ
โครงการสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 จึงเป็นทั้ง “ตาข่ายรองรับ” และ “ตัวช่วยเสริม” ให้คนรายได้น้อยพอมีพื้นที่หายใจในยุคค่าครองชีพสูง หากใช้สิทธิอย่างเข้าใจและวางแผนดี ๆ ก็สามารถช่วยให้แต่ละเดือนผ่านไปได้อย่างเบาลงอย่างเห็นได้ชัด


ความคิดเห็น