เปิดโลกตัวย่อตำแหน่งงานภาษาอังกฤษ
เคยเปิดอีเมล เห็นลายเซ็นเต็มไปด้วย CEO, VP, GM, CMO แล้วแอบงงว่าตำแหน่งไหนทำอะไรแน่ ๆ ไหม?
ในยุคที่การทำงานเชื่อมต่อกันทั่วโลก การเข้าใจตัวย่อตำแหน่งภาษาอังกฤษคือสกิลสำคัญ ไม่ใช่แค่เพื่อแปลให้รู้ความหมาย แต่เพื่อให้คุณอ่านโครงสร้างองค์กรออก วางตัวถูกเวลาเจอผู้บริหาร และสื่อสารได้อย่างมืออาชีพมากขึ้น
บทความนี้จะพาคุณไล่ตั้งแต่ตัวย่อระดับ C-Suite ไปจนถึงสายงานต่าง ๆ และปิดท้ายด้วยเคล็ดลับการใช้งานแบบไม่ให้ดูมือสมัครเล่น
I. ตารางสรุป 20 ตัวย่อตำแหน่งยอดฮิตที่ต้องรู้
สำหรับสายรีบ สายอยากได้ภาพรวมก่อนลงลึก นี่คือตัวย่อที่โผล่บ่อยที่สุดในองค์กรสากล ไม่ว่าจะในนามบัตร โปรไฟล์ LinkedIn หรือลายเซ็นอีเมล
แนะนำให้เซฟภาพนี้เก็บไว้ เวลางงเปิดดูปุ๊บ เคลียร์ปั๊บ
II. เจาะลึก C-Level: หัวใจการตัดสินใจขององค์กร
C-Level หรือ C-Suite คือกลุ่มผู้บริหารระดับสูงสุดของบริษัท ตัวอักษร C มาจากคำว่า Chief ซึ่งหมายถึง “หัวหน้า” ในสายงานหลัก ๆ แต่ละคนมีผลโดยตรงต่อทิศทาง อนาคต และการเติบโตขององค์กร
1. CEO – Chief Executive Officer (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร)
CEO คือคนที่ยืนอยู่บนยอดพีระมิดขององค์กร
วางวิสัยทัศน์และทิศทางใหญ่ของธุรกิจ
ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ระดับองค์กร
รายงานต่อคณะกรรมการบริษัท
เป็นตัวแทนหน้าองค์กรต่อสาธารณะ นักลงทุน และพาร์ตเนอร์
พูดง่าย ๆ คือคนที่รับผิดชอบภาพรวมทั้งหมดของบริษัท
2. COO – Chief Operating Officer (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ)
COO คือคนที่ทำให้แผนสวย ๆ ของบริษัทเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน
ดูแลการดำเนินงานทุกวันขององค์กร
ทำให้กลยุทธ์ที่วางไว้ถูกนำไปใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ประสานงานกับทุกแผนกให้ระบบไหลลื่น
เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ปรับปรุงขั้นตอน และจัดการทรัพยากร
มักถูกมองว่าเป็น มือขวาคนสำคัญของ CEO
3. CFO – Chief Financial Officer (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน)
CFO คือเจ้าของบ้านด้านตัวเลขของทั้งองค์กร
รับผิดชอบเรื่องการเงินและบัญชีทั้งหมด
วางแผนงบประมาณ กระแสเงินสด และการจัดสรรทรัพยากรทางการเงิน
ทำรายงานการเงินให้ผู้บริหารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ประเมินความเสี่ยงทางธุรกิจและให้คำแนะนำด้านการลงทุน
ถ้าองค์กรจะไปต่อได้อย่างมั่นคง ฐานการเงินที่ CFO ดูแลต้องแข็งแรงก่อนเสมอ
4. CTO – Chief Technology Officer (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี)
CTO คือคนที่คุมเกมด้านเทคโนโลยีทั้งหมดขององค์กร
กำหนดทิศทางนวัตกรรมและเทคโนโลยี
ดูแลการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือระบบที่ใช้เทคโนโลยี
ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ให้ทันยุค
ทำงานใกล้ชิดกับทีม Dev และวิศวกรเพื่อสร้างโซลูชันตอบโจทย์ธุรกิจ
องค์กรที่อยากโตแบบดิจิทัลได้จริง หลบ CTO ไม่ได้เลย
5. CMO – Chief Marketing Officer (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด)
CMO คือเจ้าของภาพลักษณ์ แบรนด์ และเสียงขององค์กรในสายตาลูกค้า
วางกลยุทธ์การตลาดและการสื่อสารแบรนด์ทั้งหมด
สร้างการรับรู้แบรนด์และออกแบบแคมเปญ
วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและตลาด
พัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าให้ประทับใจและอยากกลับมาอีก
คนที่ทำให้แบรนด์ไม่ใช่แค่มีอยู่ แต่โดดเด่นในตลาด
6. CHRO – Chief Human Resources Officer (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล)
CHRO คือคนที่ดูแล “คน” ซึ่งเป็นสินทรัพย์สำคัญที่สุดขององค์กร
วางกลยุทธ์ด้านบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กร
ดูแลการสรรหา พัฒนา และรักษาพนักงานเก่ง ๆ
กำหนดโครงสร้างค่าตอบแทนและสวัสดิการ
สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและมีแรงจูงใจ
องค์กรที่คนอยู่แล้วแฮปปี้ ส่วนใหญ่มักมี CHRO ที่แข็งแรงอยู่เบื้องหลัง
III. ลำดับชั้นสายจัดการ: จาก VP ถึง Assistant Manager
องค์กรส่วนใหญ่จะมีโครงสร้างที่ชัดเจน เพื่อให้รู้ว่าใครดูแลระดับไหนบ้าง การเข้าใจลำดับนี้ช่วยให้คุณ สื่อสารได้ถูกคน ถูกเรื่อง และถูกระดับ
1. VP / SVP / EVP – Vice President (รองประธาน)
ตำแหน่งกลุ่ม VP อยู่ถัดลงมาจาก C-Level
VP (Vice President): ดูแลสายงาน / ฟังก์ชันเฉพาะด้าน เช่น VP of Sales, VP of Operations
SVP (Senior Vice President): VP ที่มีความอาวุโสและขอบเขตใหญ่ขึ้น
EVP (Executive Vice President): ระดับสูงสุดของ VP มีอำนาจใกล้เคียง C-Level
ทั้งหมดนี้ทำงานใกล้ชิดกับผู้บริหารสูงสุด และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปตามเป้าหมาย
2. Director / GM – ผู้อำนวยการ และผู้จัดการทั่วไป
Director: ดูแลระดับแผนกหรือฟังก์ชันเฉพาะ เช่น Marketing Director, IT Director
กำหนดนโยบายและกลยุทธ์ในขอบเขตที่รับผิดชอบ
ดูแลหลายทีม และรายงานต่อ VP หรือ C-Level
GM (General Manager): มักดูแลหน่วยธุรกิจ สาขา หรือโครงการแบบครบวงจร
มีอำนาจตัดสินใจค่อนข้างกว้าง โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีหลายสาขา
ทั้งสองตำแหน่งนี้คือคนที่ “ทำให้แผนในกระดาษกลายเป็นผลลัพธ์จริง” ในระดับหน่วยงาน
3. Manager / Assistant Manager – ผู้จัดการ และผู้ช่วยผู้จัดการ
Manager: คุมทีมในระดับปฏิบัติการโดยตรง
วางแผนงาน มอบหมายงาน และติดตามผล
พัฒนาทีม ดูแลความเรียบร้อยของงานแต่ละวัน
เป็นสะพานระหว่างผู้บริหารระดับสูงกับพนักงานหน้างาน
Assistant Manager (Asst. Manager):
สนับสนุนงานของ Manager
พร้อมก้าวเข้ามารับบทบาทแทนเมื่อจำเป็น
ทั้งสองตำแหน่งต้องเข้าใจงานในรายละเอียด และเก่งในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นทุกวัน
IV. ตัวย่อตำแหน่งตามสายงานยอดนิยม
แต่ละสายงานจะมีศัพท์เฉพาะของตัวเอง ถ้าเข้าใจตัวย่อเหล่านี้ คุณจะอ่านโครงสร้างทีมของบริษัทได้ง่ายขึ้นมาก
1. สายการตลาดและการขาย
สายนี้คือคนสร้างรายได้และออกหน้าเจอลูกค้าโดยตรง
CMO (Chief Marketing Officer) – วางกลยุทธ์การตลาดภาพใหญ่
Marketing Manager – วางแผนและรันแคมเปญในทางปฏิบัติ
Content Manager – ดูแลการวางแผนและผลิตคอนเทนต์
Sales Manager – บริหารทีมขายและกำหนดเป้ายอดขาย
Account Manager – ดูแลความสัมพันธ์กับลูกค้า ดูแลดีลสำคัญ
BD Manager (Business Development Manager) – มองหาโอกาสธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มฐานลูกค้าและรายได้
2. สายเทคโนโลยีและไอที
สายนี้คือหัวใจขององค์กรดิจิทัลยุคใหม่
CTO (Chief Technology Officer) – วางกลยุทธ์เทคโนโลยีระดับองค์กร
CIO (Chief Information Officer) – ดูแลระบบสารสนเทศทั้งหมดขององค์กร
IT Manager – คุมโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และการซัพพอร์ตระบบ
Dev Manager (Development Manager) – ดูแลทีมนักพัฒนาและการสร้างซอฟต์แวร์
QA Manager (Quality Assurance Manager) – ตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ก่อนส่งถึงผู้ใช้
PM (Product Manager / Project Manager) – อาจหมายถึงผู้จัดการผลิตภัณฑ์หรือผู้จัดการโครงการ ขึ้นกับบริบทของแต่ละบริษัท
3. สายการเงินและบัญชี
สายนี้คือคนดูแลสุขภาพทางการเงินทั้งหมดขององค์กร
CFO (Chief Financial Officer) – ดูแลภาพรวมการเงินระดับสูงสุด
Finance Manager – วางแผนด้านการเงินและควบคุมงบประมาณ
Accounting Manager – ดูแลบัญชี การบันทึกตัวเลข และรายงานการเงิน
Controller – ดูแลการควบคุมภายใน และการปฏิบัติตามมาตรฐานทางการเงิน
Treasurer – บริหารเงินสดและการลงทุนขององค์กร
ทุกตำแหน่งในสายนี้ต้องละเอียดรอบคอบ เพราะตัวเลขผิดนิดเดียวอาจส่งผลใหญ่กับองค์กรได้
4. สายทรัพยากรบุคคล (HR)
สายนี้คือคนดูแลตั้งแต่ความรู้สึกของพนักงาน ไปจนถึงโครงสร้างคนทั้งองค์กร
CHRO (Chief Human Resources Officer) – วางกลยุทธ์ HR ระดับองค์กร
HR Manager – ดูแลภาพรวมการบริหารคน
Recruitment Manager – โฟกัสการหาคนเก่งเข้าทีม
Training Manager – วางแผนฝึกอบรมและพัฒนาทักษะพนักงาน
Compensation & Benefits Manager – ดูแลเงินเดือน โบนัส และสวัสดิการให้ยุติธรรมและจูงใจ
5. สายปฏิบัติการและโลจิสติกส์
สายนี้คือคนที่ทำให้ของถึงที่ ระบบเดินต่อได้ และงานไม่สะดุด
COO (Chief Operating Officer) – ดูแลการปฏิบัติการภาพรวมขององค์กร
Operations Manager – บริหารการผลิตหรือการให้บริการในแต่ละวัน
Supply Chain Manager – ดูแลทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
Logistics Manager – จัดการขนส่งและกระจายสินค้า
Procurement Manager – รับผิดชอบการจัดซื้อสินค้าและบริการในราคาที่คุ้มค่า
V. วิธีใช้ตัวย่อตำแหน่งให้ดูมืออาชีพ
รู้ตัวย่อแล้ว อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ใช้ให้ถูกที่ ถูกเวลา
1. เวลาเขียนเรซูเม่หรือจดหมายสมัครงาน
เขียน ชื่อตำแหน่งเต็มก่อน แล้วค่อยตามด้วยตัวย่อในวงเล็บ
เช่น: `Project Manager (PM)` หรือ `Chief Financial Officer (CFO)`
หลังจากกำหนดครั้งแรกแล้ว ค่อยใช้ตัวย่ออย่างเดียวในส่วนถัด ๆ ไป
วิธีนี้ช่วยให้คนอ่านไม่งง และยังดูเป็นทางการในเวลาเดียวกัน
2. เวลาเขียนอีเมลหรือสื่อสารภายในองค์กร
ถ้าแน่ใจว่าทุกคนในองค์กรเข้าใจตัวย่ออยู่แล้ว สามารถใช้ตัวย่อโดยตรงได้เลย
เหมาะสำหรับการสื่อสารภายในที่ต้องการความกระชับและรวดเร็ว
3. เวลาเจอลูกค้า หรือคนนอกองค์กร
ถ้าไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายเข้าใจหรือไม่ ให้ใช้ชื่อเต็มจะปลอดภัยที่สุด
- หลีกเลี่ยงการใช้ตัวย่อที่เป็นภาษาถิ่นหรือใช้เฉพาะในบางบริษัท
เช่น CSM ที่บางที่หมายถึง Customer Success Manager แต่อีกฝ่ายอาจไม่คุ้น
สำหรับตัวย่อที่มีหลายความหมาย เช่น PM (อาจเป็น Product Manager หรือ Project Manager) ควรระบุให้ชัดเจนตามบริบท
4. อย่าเผลอใช้ตัวย่อเยอะเกินไป
การใช้ตัวย่อทุกบรรทัด อาจทำให้ข้อความอ่านยากและดูเป็น “รหัส” เกินไป
เคล็ดลับคือ ใช้เท่าที่จำเป็น และเน้นให้ผู้อ่านเข้าใจเป็นหลัก ไม่ใช่เท่ให้ดูเท่
VI. ถาม–ตอบข้อสงสัยยอดฮิตเรื่องตัวย่อตำแหน่ง
1. C-Suite คืออะไร และมีใครบ้าง?
C-Suite คือกลุ่มผู้บริหารระดับสูงที่มีคำว่า Chief นำหน้า
ตัวอย่างตำแหน่งใน C-Suite ได้แก่
CEO – Chief Executive Officer
CFO – Chief Financial Officer
COO – Chief Operating Officer
CTO – Chief Technology Officer
CMO – Chief Marketing Officer
CHRO – Chief Human Resources Officer
กลุ่มนี้คือคนที่กำหนดวิสัยทัศน์ วางแผนระยะยาว และรับผิดชอบผลลัพธ์โดยรวมขององค์กร
2. Head of กับ Director ต่างกันยังไง?
สองคำนี้บางองค์กรใช้สลับกันได้ แต่โดยทั่วไปมักมีนัยต่างกันเล็กน้อย
Head of – มักใช้กับทีมหรือฟังก์ชันเฉพาะที่อาจจะไม่ได้มีโครงสร้างใหญ่ เช่น Head of Design, Head of Customer Support
Director – ดูเป็นตำแหน่งที่เป็นทางการกว่า ขอบเขตความรับผิดชอบกว้างกว่า
มักมี Manager หลายคนอยู่ใต้การดูแล
มีบทบาทในเชิงกลยุทธ์มากขึ้น
สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมและโครงสร้างของแต่ละองค์กร แต่การเข้าใจภาพรวมแบบนี้ช่วยให้คุณอ่านตำแหน่งคนอื่นได้แม่นขึ้น
3. ในสาย Creative มีตัวย่ออะไรน่าสนใจบ้าง?
สาย Creative ก็มีศัพท์เฉพาะของตัวเองเหมือนกัน
CD (Creative Director) – คุมทิศทางและคุณภาพงานครีเอทีฟทั้งหมด
AD (Art Director) – โฟกัสด้านภาพและงานออกแบบ
Copywriter – เขียนคำโฆษณาและคอนเทนต์ให้ดึงดูดและสื่อสารตรงใจ
UX/UI Designer – ออกแบบประสบการณ์และหน้าตาการใช้งานของผลิตภัณฑ์ดิจิทัล
Producer – คุมการผลิตโปรเจกต์ให้จบตามงบและตามเวลา
ทั้งหมดนี้ต้องทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลงานสุดท้ายทั้งสวย ทั้งใช้งานได้ และตอบโจทย์ธุรกิจ
4. ควรใส่ตัวย่อตำแหน่งในชื่ออีเมลไหม?
โดยปกติชื่อผู้ส่ง (Sender Name) ไม่จำเป็นต้องใส่ตัวย่อของตำแหน่ง
ภายในองค์กร: คนสามารถเช็กข้อมูลตำแหน่งของคุณผ่านระบบภายในอยู่แล้ว
สำหรับการสื่อสารภายนอก: สิ่งที่ควรใส่คือ ตำแหน่งในลายเซ็นอีเมล (Email Signature) มากกว่า
ตัวอย่างลายเซ็นที่ดูมืออาชีพ:
สมชาย ใจดี | Marketing Manager | บริษัท ABC
แบบนี้ช่วยให้ผู้รับเข้าใจบทบาทของคุณชัดเจน และสร้างความน่าเชื่อถือได้ดี โดยที่ชื่อผู้ส่งยังดูเป็นมิตรและค้นหาได้ง่าย
สรุป: รู้ตัวย่อ = อ่านองค์กรออก สื่อสารได้ลื่นขึ้น
การเข้าใจตัวย่อตำแหน่งภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคตสายอาชีพของคุณโดยตรง
จากคำย่อพื้นฐานอย่าง CEO, CFO, Manager
ไปจนถึงตำแหน่งเฉพาะในแต่ละสายงาน เช่น BD Manager, UX/UI Designer, Supply Chain Manager
เมื่อคุณรู้ว่าใครทำหน้าที่อะไร จะวางตัวในการประชุมได้ดีขึ้น เขียนอีเมลได้ตรงคน และสื่อสารได้ในแบบที่สะท้อนความเป็นมืออาชีพมากขึ้น
ลองเริ่มจากการสังเกตลายเซ็นอีเมล นามบัตร และโครงสร้างองค์กรที่คุณทำงานอยู่ แล้วเช็กดูว่าตัวย่อไหนที่คุณเพิ่งเข้าใจจากบทความนี้ ยิ่งใช้บ่อย คุณจะยิ่งคุ้น จนกลายเป็นภาษาทำงานประจำวันของคุณเอง
และอย่าลืมว่า โลกการทำงานเปลี่ยนเร็ว ตำแหน่งใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้นตลอด การเปิดรับและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง คือข้อได้เปรียบสำคัญของคนทำงานยุคนี้

