ถ้าเคยคิดว่าอุปกรณ์ฝังสมองต้องมีสาย มีขนาดใหญ่ หรือดูซับซ้อนเกินจะอยู่ในร่างกายได้นาน งานวิจัยชิ้นใหม่จากนักวิศวกรรมอาจทำให้ต้องคิดใหม่ทั้งหมด เมื่อทีมนักวิจัยจาก Cornell University สามารถพัฒนา อุปกรณ์ฝังสมองไร้สายที่เล็กกว่าผลึกเกลือ แต่กลับสามารถบันทึกและส่งข้อมูลสัญญาณไฟฟ้าจากสมองได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า หนึ่งปีเต็ม
ความก้าวหน้าครั้งนี้ไม่ใช่แค่ “เล็กลง” แต่เป็นการเปิดประตูสู่แนวคิดใหม่ของการเฝ้าติดตามสมองระยะยาว อุปกรณ์ชีวภาพฝังในร่างกาย และเทคโนโลยีประสาท (Neurotechnology) ในอนาคต
งานวิจัยนี้คืออะไร และใครอยู่เบื้องหลัง
ผลงานดังกล่าวถูกรายงานในวารสารวิชาการระดับโลก Nature Electronics โดยเป็นความร่วมมือระหว่างนักวิจัยจากหลายสถาบัน นำโดย
Alyosha Molnar ศาสตราจารย์จากคณะวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัย Cornell
Sunwoo Lee ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก Nanyang Technological University ประเทศสิงคโปร์
ก่อนหน้านี้ Lee เคยทำงานกับ Molnar ในฐานะนักวิจัยหลังปริญญาเอก และเริ่มพัฒนาแนวคิดนี้ตั้งแต่ช่วงนั้น
อุปกรณ์ฝังสมองจิ๋วระดับ “เม็ดเกลือ”
อุปกรณ์นี้มีชื่อว่า Microscale Optoelectronic Tetherless Electrode หรือเรียกสั้น ๆ ว่า MOTE
ขนาดของมันเล็กมาก
ยาวประมาณ 300 ไมครอน
กว้างประมาณ 70 ไมครอน
พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ วางบนผลึกเกลือเม็ดเดียวได้สบาย และยังเล็กพอจะฝังในสมองโดยแทบไม่รบกวนเนื้อเยื่อรอบข้าง
Molnar ระบุว่า
เท่าที่ทีมทราบ นี่คืออุปกรณ์ฝังสมองที่เล็กที่สุดในโลก ที่สามารถวัดสัญญาณไฟฟ้าในสมองและส่งข้อมูลออกมาแบบไร้สายได้จริง
ไม่มีสาย ไม่มีแบต ใช้แสงเป็นพลังงาน
หนึ่งในจุดเด่นที่สุดของ MOTE คือ ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ และไม่มีสายเชื่อมต่อใด ๆ
พลังงานมาจากแสง
อุปกรณ์นี้ใช้ แสงเลเซอร์สีแดงและอินฟราเรด ซึ่งสามารถผ่านเนื้อเยื่อสมองได้อย่างปลอดภัย
แสงที่ยิงเข้าไปจะถูกแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า
ใช้เลี้ยงวงจรทั้งหมดภายในอุปกรณ์
ตัวรับพลังงานคือ ไดโอดสารกึ่งตัวนำ ที่ทำจากวัสดุอะลูมิเนียม-แกลเลียม-อาร์เซไนด์ (Aluminum Gallium Arsenide)
ส่งข้อมูลกลับด้วยแสง
เมื่อบันทึกสัญญาณไฟฟ้าจากสมองได้แล้ว MOTE จะ
ปล่อยพัลส์แสงอินฟราเรดสั้น ๆ
แสงนี้ถูกเข้ารหัสให้แทนข้อมูลกิจกรรมของสมอง
การสื่อสารใช้เทคนิคที่เรียกว่า Pulse Position Modulation
ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับที่ใช้ใน การสื่อสารด้วยแสงของดาวเทียม
ข้อดีคือ
ใช้พลังงานน้อยมาก
แต่ยังส่งข้อมูลได้แม่นยำ
เล็กแต่ครบ: วงจรระดับไมโครชิป
แม้จะมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่ภายใน MOTE ประกอบด้วย
วงจรขยายสัญญาณรบกวนต่ำ (Low Noise Amplifier)
ตัวเข้ารหัสสัญญาณแบบออปติคอล
ทั้งหมดผลิตด้วยเทคโนโลยีสารกึ่งตัวนำเดียวกับที่ใช้ในไมโครชิปสมัยใหม่ ทำให้ทั้งประสิทธิภาพและความเสถียรอยู่ในระดับสูง

ทดลองจริงในสมองหนู เป็นเวลากว่า 1 ปี
ทีมนักวิจัยเริ่มทดสอบ MOTE จาก
การทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยง
จากนั้นฝังอุปกรณ์เข้าไปในสมองของหนู
ตำแหน่งที่ฝังคือ Barrel Cortex ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่ประมวลผลข้อมูลจากหนวดของหนู
ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าทึ่ง
อุปกรณ์สามารถบันทึกสัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์ประสาทได้
ตรวจจับได้ทั้ง
สัญญาณกระตุ้นแบบเฉียบพลัน (Neuronal Spikes)
และรูปแบบกิจกรรมของไซแนปส์ในวงกว้าง
ทำงานต่อเนื่องได้นานกว่า หนึ่งปี
หนูทดลองยังคงมีสุขภาพดี เคลื่อนไหวได้ตามปกติ
ทำไมความเล็กถึงสำคัญกับสมอง
อุปกรณ์ฝังสมองแบบดั้งเดิมมักมีปัญหาใหญ่คือ
เนื้อเยื่อสมองเคลื่อนไหวรอบอุปกรณ์
เกิดการระคายเคือง
กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
ทำให้สัญญาณเสื่อมลงเมื่อใช้งานระยะยาว
Molnar อธิบายว่า เป้าหมายของทีมคือ
ทำให้อุปกรณ์เล็กพอจนสมองแทบไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของมัน
ผลลัพธ์คือ
ลดการรบกวนเนื้อเยื่อ
บันทึกสัญญาณได้เร็วกว่าเทคนิคการถ่ายภาพสมอง
ไม่ต้องดัดแปลงพันธุกรรมของเซลล์ประสาทเหมือนวิธีถ่ายภาพแบบบางชนิด
ใช้กับ MRI และอวัยวะอื่นได้ในอนาคต
อีกจุดที่น่าสนใจคือ วัสดุของ MOTE อาจรองรับการใช้งานร่วมกับ MRI
ซึ่งเป็นสิ่งที่อุปกรณ์ฝังสมองทั่วไปทำได้ยากมาก
นอกจากนี้ เทคโนโลยีนี้ยังมีศักยภาพต่อยอดไปยัง
ไขสันหลัง
อวัยวะอื่นในร่างกาย
ระบบเซนเซอร์ชีวภาพระยะยาว
Molnar ยังมองไกลไปถึงการผสาน MOTE เข้ากับ
แผ่นกะโหลกศีรษะเทียม
หรือโครงสร้างออปโตอิเล็กทรอนิกส์ในร่างกายมนุษย์ในอนาคต
ไอเดียที่ใช้เวลากว่า 20 ปี
ที่น่าสนใจคือ Molnar คิดแนวคิดของ MOTE ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2001
แต่กว่าที่เทคโนโลยีและทีมงานจะพร้อมจริง ๆ ก็ต้องใช้เวลานาน
งานวิจัยเริ่มขยับอย่างจริงจังในช่วงประมาณ 10 ปีก่อน
เมื่อ Molnar เริ่มพูดคุยแนวคิดนี้กับเครือข่าย Cornell Neurotech
ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะวิศวกรรมและคณะวิทยาศาสตร์ของ Cornell
ใครสนับสนุนงานวิจัยนี้
งานวิจัยได้รับการสนับสนุนบางส่วนจาก
National Institutes of Health (NIH)
การผลิตอุปกรณ์ทำใน Cornell NanoScale Facility
ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก National Science Foundation (NSF)
เรื่องนี้สำคัญกับใครบ้าง
วงการประสาทวิทยา
ศึกษาการทำงานของสมองระยะยาวได้ละเอียดขึ้น
วงการแพทย์
ปูทางสู่อุปกรณ์ฝังสมองเพื่อรักษาโรคทางระบบประสาท
เทคโนโลยีชีวภาพ
เปิดยุคใหม่ของเซนเซอร์ฝังร่างกายขนาดจิ๋ว
อนาคตมนุษย์–เทคโนโลยี
ใกล้เข้าไปอีกขั้นกับการผสานร่างกายและอิเล็กทรอนิกส์อย่างแนบเนียน
บทสรุป: เล็กจิ๋ว แต่ผลกระทบยิ่งใหญ่
การสร้างอุปกรณ์ฝังสมองที่เล็กกว่าผลึกเกลือ แต่ทำงานได้จริงเป็นเวลานานกว่า 1 ปี คือหลักฐานชัดเจนว่า ขีดจำกัดของไมโครอิเล็กทรอนิกส์กำลังถูกขยับอีกครั้ง
MOTE ไม่ได้เป็นแค่ของเล่นในห้องแล็บ แต่คือก้าวสำคัญสู่โลกที่
การเฝ้าติดตามสมองทำได้ต่อเนื่อง
รบกวนร่างกายน้อยที่สุด
และอาจนำไปสู่การรักษาและความเข้าใจสมองมนุษย์ที่ลึกซึ้งกว่าที่เคย
จากไอเดียเมื่อกว่า 20 ปีก่อน วันนี้อุปกรณ์จิ๋วระดับเม็ดเกลือ กำลังเขย่าอนาคตของวิทยาศาสตร์สมองอย่างแท้จริง
ที่มา scitechdaily

