รับแอปรับแอป

วิศวกรสร้างอุปกรณ์ฝังสมองไร้สายที่เล็กที่สุดในโลก ขนาด เล็กกว่าผลึกเกลือ

ธิดารัตน์ คำดี01-27

ถ้าเคยคิดว่าอุปกรณ์ฝังสมองต้องมีสาย มีขนาดใหญ่ หรือดูซับซ้อนเกินจะอยู่ในร่างกายได้นาน งานวิจัยชิ้นใหม่จากนักวิศวกรรมอาจทำให้ต้องคิดใหม่ทั้งหมด เมื่อทีมนักวิจัยจาก Cornell University สามารถพัฒนา อุปกรณ์ฝังสมองไร้สายที่เล็กกว่าผลึกเกลือ แต่กลับสามารถบันทึกและส่งข้อมูลสัญญาณไฟฟ้าจากสมองได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า หนึ่งปีเต็ม

ความก้าวหน้าครั้งนี้ไม่ใช่แค่ “เล็กลง” แต่เป็นการเปิดประตูสู่แนวคิดใหม่ของการเฝ้าติดตามสมองระยะยาว อุปกรณ์ชีวภาพฝังในร่างกาย และเทคโนโลยีประสาท (Neurotechnology) ในอนาคต


งานวิจัยนี้คืออะไร และใครอยู่เบื้องหลัง

ผลงานดังกล่าวถูกรายงานในวารสารวิชาการระดับโลก Nature Electronics โดยเป็นความร่วมมือระหว่างนักวิจัยจากหลายสถาบัน นำโดย

  • Alyosha Molnar ศาสตราจารย์จากคณะวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัย Cornell

  • Sunwoo Lee ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก Nanyang Technological University ประเทศสิงคโปร์

ก่อนหน้านี้ Lee เคยทำงานกับ Molnar ในฐานะนักวิจัยหลังปริญญาเอก และเริ่มพัฒนาแนวคิดนี้ตั้งแต่ช่วงนั้น


อุปกรณ์ฝังสมองจิ๋วระดับ “เม็ดเกลือ”

อุปกรณ์นี้มีชื่อว่า Microscale Optoelectronic Tetherless Electrode หรือเรียกสั้น ๆ ว่า MOTE

ขนาดของมันเล็กมาก

  • ยาวประมาณ 300 ไมครอน

  • กว้างประมาณ 70 ไมครอน

พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ วางบนผลึกเกลือเม็ดเดียวได้สบาย และยังเล็กพอจะฝังในสมองโดยแทบไม่รบกวนเนื้อเยื่อรอบข้าง

Molnar ระบุว่า

เท่าที่ทีมทราบ นี่คืออุปกรณ์ฝังสมองที่เล็กที่สุดในโลก ที่สามารถวัดสัญญาณไฟฟ้าในสมองและส่งข้อมูลออกมาแบบไร้สายได้จริง


ไม่มีสาย ไม่มีแบต ใช้แสงเป็นพลังงาน

หนึ่งในจุดเด่นที่สุดของ MOTE คือ ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ และไม่มีสายเชื่อมต่อใด ๆ

พลังงานมาจากแสง

อุปกรณ์นี้ใช้ แสงเลเซอร์สีแดงและอินฟราเรด ซึ่งสามารถผ่านเนื้อเยื่อสมองได้อย่างปลอดภัย

  • แสงที่ยิงเข้าไปจะถูกแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า

  • ใช้เลี้ยงวงจรทั้งหมดภายในอุปกรณ์

ตัวรับพลังงานคือ ไดโอดสารกึ่งตัวนำ ที่ทำจากวัสดุอะลูมิเนียม-แกลเลียม-อาร์เซไนด์ (Aluminum Gallium Arsenide)

ส่งข้อมูลกลับด้วยแสง

เมื่อบันทึกสัญญาณไฟฟ้าจากสมองได้แล้ว MOTE จะ

  • ปล่อยพัลส์แสงอินฟราเรดสั้น ๆ

  • แสงนี้ถูกเข้ารหัสให้แทนข้อมูลกิจกรรมของสมอง

การสื่อสารใช้เทคนิคที่เรียกว่า Pulse Position Modulation
ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับที่ใช้ใน การสื่อสารด้วยแสงของดาวเทียม
ข้อดีคือ

  • ใช้พลังงานน้อยมาก

  • แต่ยังส่งข้อมูลได้แม่นยำ


เล็กแต่ครบ: วงจรระดับไมโครชิป

แม้จะมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่ภายใน MOTE ประกอบด้วย

  • วงจรขยายสัญญาณรบกวนต่ำ (Low Noise Amplifier)

  • ตัวเข้ารหัสสัญญาณแบบออปติคอล

ทั้งหมดผลิตด้วยเทคโนโลยีสารกึ่งตัวนำเดียวกับที่ใช้ในไมโครชิปสมัยใหม่ ทำให้ทั้งประสิทธิภาพและความเสถียรอยู่ในระดับสูง


ทดลองจริงในสมองหนู เป็นเวลากว่า 1 ปี

ทีมนักวิจัยเริ่มทดสอบ MOTE จาก

  • การทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยง

  • จากนั้นฝังอุปกรณ์เข้าไปในสมองของหนู

  • ตำแหน่งที่ฝังคือ Barrel Cortex ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่ประมวลผลข้อมูลจากหนวดของหนู

    ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าทึ่ง

    • อุปกรณ์สามารถบันทึกสัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์ประสาทได้

    • ตรวจจับได้ทั้ง

      • สัญญาณกระตุ้นแบบเฉียบพลัน (Neuronal Spikes)

      • และรูปแบบกิจกรรมของไซแนปส์ในวงกว้าง

    • ทำงานต่อเนื่องได้นานกว่า หนึ่งปี

    • หนูทดลองยังคงมีสุขภาพดี เคลื่อนไหวได้ตามปกติ


    ทำไมความเล็กถึงสำคัญกับสมอง

    อุปกรณ์ฝังสมองแบบดั้งเดิมมักมีปัญหาใหญ่คือ

    • เนื้อเยื่อสมองเคลื่อนไหวรอบอุปกรณ์

    • เกิดการระคายเคือง

    • กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน

    • ทำให้สัญญาณเสื่อมลงเมื่อใช้งานระยะยาว

    Molnar อธิบายว่า เป้าหมายของทีมคือ

    ทำให้อุปกรณ์เล็กพอจนสมองแทบไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของมัน

    ผลลัพธ์คือ

    • ลดการรบกวนเนื้อเยื่อ

    • บันทึกสัญญาณได้เร็วกว่าเทคนิคการถ่ายภาพสมอง

    • ไม่ต้องดัดแปลงพันธุกรรมของเซลล์ประสาทเหมือนวิธีถ่ายภาพแบบบางชนิด


    ใช้กับ MRI และอวัยวะอื่นได้ในอนาคต

    อีกจุดที่น่าสนใจคือ วัสดุของ MOTE อาจรองรับการใช้งานร่วมกับ MRI
    ซึ่งเป็นสิ่งที่อุปกรณ์ฝังสมองทั่วไปทำได้ยากมาก

    นอกจากนี้ เทคโนโลยีนี้ยังมีศักยภาพต่อยอดไปยัง

    • ไขสันหลัง

    • อวัยวะอื่นในร่างกาย

    • ระบบเซนเซอร์ชีวภาพระยะยาว

    Molnar ยังมองไกลไปถึงการผสาน MOTE เข้ากับ

    • แผ่นกะโหลกศีรษะเทียม

    • หรือโครงสร้างออปโตอิเล็กทรอนิกส์ในร่างกายมนุษย์ในอนาคต


    ไอเดียที่ใช้เวลากว่า 20 ปี

    ที่น่าสนใจคือ Molnar คิดแนวคิดของ MOTE ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2001
    แต่กว่าที่เทคโนโลยีและทีมงานจะพร้อมจริง ๆ ก็ต้องใช้เวลานาน

    งานวิจัยเริ่มขยับอย่างจริงจังในช่วงประมาณ 10 ปีก่อน
    เมื่อ Molnar เริ่มพูดคุยแนวคิดนี้กับเครือข่าย Cornell Neurotech
    ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะวิศวกรรมและคณะวิทยาศาสตร์ของ Cornell


    ใครสนับสนุนงานวิจัยนี้

    งานวิจัยได้รับการสนับสนุนบางส่วนจาก

    • National Institutes of Health (NIH)

    • การผลิตอุปกรณ์ทำใน Cornell NanoScale Facility
      ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก National Science Foundation (NSF)


    เรื่องนี้สำคัญกับใครบ้าง

    วงการประสาทวิทยา

    • ศึกษาการทำงานของสมองระยะยาวได้ละเอียดขึ้น

    วงการแพทย์

    • ปูทางสู่อุปกรณ์ฝังสมองเพื่อรักษาโรคทางระบบประสาท

    เทคโนโลยีชีวภาพ

    • เปิดยุคใหม่ของเซนเซอร์ฝังร่างกายขนาดจิ๋ว

    อนาคตมนุษย์–เทคโนโลยี

    • ใกล้เข้าไปอีกขั้นกับการผสานร่างกายและอิเล็กทรอนิกส์อย่างแนบเนียน


    บทสรุป: เล็กจิ๋ว แต่ผลกระทบยิ่งใหญ่

    การสร้างอุปกรณ์ฝังสมองที่เล็กกว่าผลึกเกลือ แต่ทำงานได้จริงเป็นเวลานานกว่า 1 ปี คือหลักฐานชัดเจนว่า ขีดจำกัดของไมโครอิเล็กทรอนิกส์กำลังถูกขยับอีกครั้ง

    MOTE ไม่ได้เป็นแค่ของเล่นในห้องแล็บ แต่คือก้าวสำคัญสู่โลกที่

    • การเฝ้าติดตามสมองทำได้ต่อเนื่อง

    • รบกวนร่างกายน้อยที่สุด

    • และอาจนำไปสู่การรักษาและความเข้าใจสมองมนุษย์ที่ลึกซึ้งกว่าที่เคย

    จากไอเดียเมื่อกว่า 20 ปีก่อน วันนี้อุปกรณ์จิ๋วระดับเม็ดเกลือ กำลังเขย่าอนาคตของวิทยาศาสตร์สมองอย่างแท้จริง

    ที่มา scitechdaily