AI ไม่ได้มาเล่น ๆ แต่มาเป็นหัวใจธุรกิจไทยยุคใหม่
ในยุคที่เทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่าแผนการตลาด ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจทุกขนาด และทุกอุตสาหกรรม
Meta ประกาศเดินหน้าเต็มกำลัง ทุ่มงบการลงทุนรวมระดับกว่าแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ลงไปในโครงสร้างพื้นฐานและการวิจัยด้าน AI เพื่อทำให้ AI ไม่ใช่แค่คำฮิต แต่กลายเป็น เครื่องมือจริงที่ช่วยเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน และดันประสิทธิภาพธุรกิจไทยให้แตะเพดานใหม่ได้อย่างยั่งยืน
Meta ลงทุนหนักกับ AI เพื่อสร้างผลลัพธ์จริง
ผู้บริหาร Meta ในประเทศไทยเผยว่า บริษัทได้ทุ่มลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการวิจัย AI ในระดับมหาศาล โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือ
บุกเบิกนวัตกรรมด้าน AI
ใช้ข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ
พัฒนาโมเดล AI แบบโอเพ่นซอร์ส เช่น Meta Llama ให้เป็นฐานเทคโนโลยีสำคัญในอนาคต
ในปี 2568 Meta ยังวางแผนลงทุนเพิ่มอีกกว่า 6.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่ออัปเกรดศูนย์ข้อมูลและฮาร์ดแวร์ที่รองรับ AI ตอกย้ำว่าพวกเขาไม่ได้มอง AI เป็นแค่ฟีเจอร์ใหม่ แต่เป็น ยุทธศาสตร์หลักระยะยาว
ทำไม AI ของ Meta ถึงสำคัญกับธุรกิจไทย
Meta ผลักดันให้ AI ไม่ได้อยู่ในห้องแลป แต่ลงมาช่วยธุรกิจจริง โดยโฟกัสไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานอัตโนมัติ และการใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาดในทุกขั้นตอนของ Customer Journey
จุดแข็งหลักที่ธุรกิจไทยห้ามมองข้าม ได้แก่
การเข้าถึงและการมีส่วนร่วมที่เหนือกว่า
ด้วยจำนวนผู้ใช้งานมากกว่า 3.43 พันล้านคนต่อวัน แพลตฟอร์มในเครือ Meta กลายเป็นจุดที่ผู้คนเข้ามาค้นหาข้อมูล
เชื่อมต่อกับแบรนด์
ตัดสินใจซื้อสินค้า
โดยเฉพาะคอนเทนต์แบบ Reels ที่มีการแชร์ซ้ำมากถึง 4.5 พันล้านครั้งต่อวัน และยังมีการสนทนาทางธุรกิจบนแพลตฟอร์มของ Meta มากกว่า 600 ล้านครั้งต่อวัน สะท้อนให้เห็นถึง พลังในการเข้าถึงและสร้างการมีส่วนร่วมในระดับมหาศาล
การบูรณาการ AI ที่แน่นและลึก
Meta AI ที่พัฒนาบนพื้นฐานของ Llama 4 มีผู้ใช้งานประจำเกือบ 1 พันล้านคนต่อวัน และพัฒนาไปสู่การมีแอป Meta AI โดยเฉพาะAI ยังถูกใช้เพื่ออัปเกรดระบบแนะนำเนื้อหา (recommendation) บนทุกแอปของ Meta อย่างต่อเนื่อง จนทำให้
เวลาใช้งานบน Facebook เพิ่มขึ้น 7%
เวลาใช้งานบน Instagram เพิ่มขึ้น 6%
เวลาใช้งานบน Threads พุ่งขึ้นถึง 35% ในช่วง 6 เดือน
การที่ผู้ใช้งานอยู่กับแพลตฟอร์มนานขึ้น หมายถึง โอกาสในการปิดการขายของธุรกิจเพิ่มขึ้นโดยตรง
ROAS ที่โดดเด่นสำหรับนักโฆษณา
Meta พัฒนาเครื่องมืออัตโนมัติด้านโฆษณา เพื่อช่วยลดต้นทุนแต่ยังคง—or ดีกว่านั้นคือเพิ่ม—ประสิทธิภาพแคมเปญจากข้อมูลล่าสุด นักโฆษณาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้รับผลตอบแทนจากการใช้จ่ายโฆษณา (ROAS) เฉลี่ย
3.71 เหรียญสหรัฐฯ ต่อทุก 1 เหรียญที่ใช้จ่ายบนแพลตฟอร์มของ Meta
แคมเปญขายที่ใช้เครื่องมือ Meta Advantage+ ซึ่งขับเคลื่อนด้วย AI มีค่า ROAS เพิ่มขึ้นถึง 37% เมื่อเทียบกับแคมเปญทั่วไป
แปลแบบภาษาธุรกิจง่าย ๆ คือ ถ้าใช้เครื่องมือให้ถูกทาง เงินโฆษณาที่คุณจ่าย สามารถถูกรีดประสิทธิภาพได้สูงกว่ามาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ
โซลูชั่น AI ของ Meta: จากทฤษฎีสู่ผลลัพธ์ที่วัดได้
Meta วางตำแหน่งเครื่องมือ AI ของตัวเองให้เป็นตัวช่วยหลักในการดัน ROI ของธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่แบรนด์ใหญ่ไปจนถึง SMEs โดยมีเป้าหมายคือ ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย แต่ได้ผลลัพธ์มากกว่าเดิม
โซลูชั่นสำคัญที่ธุรกิจควรรู้จัก ได้แก่
Meta Advantage+ Campaigns
แคมเปญแบบครบวงจรที่ดูแลทั้งการยิงเพื่อยอดขายและการหาลูกค้าใหม่ โดยใช้ AI ช่วยปรับงบประมาณโฆษณาอัตโนมัติ
กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมที่สุด
ปรับแต่งครีเอทีฟให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มผู้ชม
ผลลัพธ์คือ
ต้นทุนต่อการได้ลูกค้า (CPA) ลดลง 9%
ต้นทุนต่อลีดคุณภาพดีลดลง 10%
Generative AI สำหรับงานครีเอทีฟ
AI ของ Meta สามารถช่วยสร้างและปรับแต่งคอนเทนต์โฆษณาในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะด้านภาพและดีไซน์ เพื่อให้เหมาะกับแพลตฟอร์มและกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นนั่นหมายความว่า ทีมคอนเทนต์ทำงานได้เร็วขึ้น ทดสอบได้หลากหลายขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มคน
Opportunity Score
เครื่องมือที่ทำหน้าที่เหมือน “ที่ปรึกษาด้านแคมเปญแบบเรียลไทม์” คอยบอกว่าตรงไหนยังไม่เต็มประสิทธิภาพ และควรปรับอะไรเพื่อให้แคมเปญทำงานได้ดีขึ้นมันช่วย
ชี้จุดอ่อนของแคมเปญ
เสนอแนวทางปรับแบบที่เป็น Best Practice
Value Optimization
เครื่องมือนี้ช่วยให้ระบบจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมาย โดยเน้นไปที่คนที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจสูงสุดกล่าวคือ แคมเปญจะไม่เพียงแค่หาคนที่คลิก แต่จะโฟกัสไปที่คนที่ มีแนวโน้มทำยอดขายหรือมูลค่าซื้อสูงกว่า
ผลคือมูลค่าผลลัพธ์ที่ถ่วงน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 5.6% จากแคมเปญที่วางอย่างถูกต้อง
เบื้องหลัง: โมเดล AI ที่ขับเคลื่อนทุกอย่าง
เบื้องหลังโฆษณา ประสบการณ์ผู้ใช้ และผลลัพธ์ทางธุรกิจบนแพลตฟอร์ม Meta ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากโมเดล AI ขั้นสูงหลายตัวที่ทำงานประสานกัน
สองโมเดลสำคัญที่เป็นฮีโร่ของระบบ ได้แก่
Meta GEM (Generative Ads Recommendation Model)
โมเดลแมชชีนเลิร์นนิงรุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ด้วยความเร็วสูงความสามารถหลักของ GEM คือ
วิเคราะห์พฤติกรรมและความสนใจของผู้ใช้
เลือกและจัดวางโฆษณาที่เหมาะกับแต่ละคนมากที่สุด
ผลลัพธ์คือโฆษณาที่ผู้ใช้รู้สึกว่า ตรงใจและเกี่ยวข้องมากขึ้น ซึ่งช่วยทั้งในด้านประสิทธิภาพและความแม่นยำในการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย
Meta Andromeda
โมเดลการคาดการณ์ (prediction) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อช่วยเลือกประเภทโฆษณาและคอนเทนต์ที่มีแนวโน้มสร้างผลลัพธ์ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้แต่ละรายพูดง่าย ๆ คือ Andromeda ช่วยตอบคำถามว่า
“คนคนนี้ควรเห็นโฆษณาแบบไหน?”
“คอนเทนต์แบบใดที่มีโอกาสเปลี่ยนจากผู้สนใจให้กลายเป็นลูกค้าได้มากที่สุด?”
เมื่อเครื่องมือ AI เหล่านี้ทำงานร่วมกัน แบรนด์จะได้ทั้ง การเติบโตของยอดขาย และการลดต้นทุน ในเวลาเดียวกัน
เคสจริงในไทย: ใช้ AI แล้วเกิดอะไรขึ้น?
Meta ยังชูตัวอย่างธุรกิจในประเทศไทยที่ใช้เครื่องมือ AI แล้วเห็นผลลัพธ์แบบจับต้องได้ เพื่อให้เห็นภาพว่าจากทฤษฎีไปสู่ของจริงมันหน้าตาเป็นอย่างไร
Hadara Healthy Bag
แบรนด์กระเป๋าเพื่อสุขภาพที่เลือกใช้ Sales Campaign บนแพลตฟอร์ม Meta ซึ่งขับเคลื่อนด้วย AI ผ่าน Meta Advantage+ผลลัพธ์คือ ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 25 เท่า ภายในเวลาเพียง 1 เดือน
กรุงศรี ออโต้
ทำงานร่วมกับเอเจนซี่ Dotmatter และใช้ Meta Advantage+ Sales Campaigns เพื่อเพิ่มจำนวนลีดสินเชื่อรถยนต์ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ
ต้นทุนต่อลีดลดลงถึง 50%
จำนวนลีดเพิ่มขึ้น 2 เท่า
แสนสิริ
ใช้เครื่องมือ Conversion Lead Optimization (CLO) ของ Meta เพื่อปรับกลยุทธ์การกำหนดเป้าหมายโฆษณาสรุปผลลัพธ์ที่ได้
อัตราการแปลงเป็นลูกค้าเพิ่มขึ้น 15%
ต้นทุนรวมลดลง 48%
เมื่อใช้ Advantage+ Catalog Ads (ACA) พบว่า การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้น 48%
จำนวนลีดเพิ่มขึ้น 108%
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การใช้ AI อย่างถูกวิธี ไม่ได้ช่วยแค่ประหยัด แต่ช่วยขยายผลลัพธ์แบบทวีคูณ
มองไปข้างหน้า: เมื่อ Generative AI จะกลายเป็นทีมเมตของทุกธุรกิจ
ข้อมูลจาก Gartner ชี้ให้เห็นภาพอนาคตที่ชัดเจนมากขึ้นว่า
ภายในปี 2568 Generative AI จะกลายเป็น “คู่หูการทำงาน” ของกว่า 90% ของบริษัททั่วโลก
ภายในปี 2570 มากกว่า 50% ของโมเดล Generative AI ที่องค์กรใช้งาน จะถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมหรือฟังก์ชันนั้น ๆ
Meta วางเป้าหมายว่าจะเป็นหนึ่งในผู้นำด้าน AI ที่ผลักดันอนาคตนี้ให้เกิดเร็วขึ้น โดยการลงทุนครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่องถูกใช้เพื่อ
ยกระดับประสบการณ์บนแพลตฟอร์ม
ทำให้ความสามารถของ AI มีประสิทธิภาพและ “มีความหมาย” ต่อผู้ใช้มากขึ้น
หัวใจสำคัญคือการสร้างประสบการณ์ที่
เฉพาะบุคคลมากขึ้น (more personal)
ขับเคลื่อนการเติบโตได้มากขึ้น (more growth)
เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายให้กลายเป็นลูกค้าได้มากขึ้น (more conversion)
แล้วธุรกิจควรเริ่มต้นอย่างไรกับ AI?
หนึ่งในแนวคิดที่ Meta เน้นย้ำคือ ธุรกิจที่อยากอยู่รอดและเติบโตในยุค AI ต้องมี test-and-learn mindset หรือ “แนวคิดแบบทดลองและเรียนรู้” เป็นพื้นฐาน
แนวทางเริ่มต้นที่จับต้องได้มีดังนี้
เริ่มจากการนิยามให้ชัดว่าเป้าหมายของธุรกิจคุณคืออะไร
เช่น ต้องการเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพลีด หรืออยากขยายตลาดใหม่ทำความเข้าใจว่ารูปแบบการใช้ AI แบบไหนสอดคล้องกับเป้าหมายนั้น
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรใหญ่โต แต่อาจเริ่มจากทดลองใช้ AI ช่วยสร้างคอนเทนต์โฆษณา
ปรับโครงสร้างแคมเปญด้วยเครื่องมืออัตโนมัติของ Meta
ใช้เครื่องมือ Optimization เพื่อคัดกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพสูงกว่า
ลงมือทดลองกับเครื่องมือ AI ที่มีอยู่หลากหลาย
แล้วติดตามผลอย่างเป็นระบบ จากนั้นค่อย ๆ ปรับกระบวนการทำงานให้เหมาะสมกับโมเดลธุรกิจของตัวเอง
เมื่อธุรกิจเปิดใจทดลอง เรียนรู้ และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ประตูของโอกาสใหม่ ๆ จะเปิดกว้างขึ้นเรื่อย ๆ และผลลัพธ์จาก AI จะไม่ใช่แค่คำโปรยในงานสัมมนา แต่กลายเป็น ตัวเลขจริงในรายงานยอดขายและกำไร
สรุป: AI ของ Meta คือเลเยอร์เร่งการเติบโต ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว
ถ้ามองภาพรวมจะเห็นว่า Meta ไม่ได้แค่อัปฟีเจอร์ใหม่ ๆ แต่กำลังสร้าง “ระบบนิเวศ AI” ที่เชื่อมโยงตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน โมเดล AI ระดับแกนกลาง ไปจนถึงเครื่องมือที่นักการตลาดและเจ้าของธุรกิจไทยใช้ได้จริงทุกวัน
มีฐานผู้ใช้งานมหาศาล
มีโมเดล AI ทรงพลังอยู่เบื้องหลัง
มีโซลูชั่นที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ทั้งยอดขายและประสิทธิภาพ
มีเคสตัวอย่างจริงในไทยที่พิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้ผล
สำหรับธุรกิจไทย นี่ไม่ใช่คำถามว่า “จะใช้ AI ดีไหม” แต่เป็นคำถามว่า “จะเริ่มใช้ AI ของ Meta อย่างไรให้เร็ว และให้คุ้มที่สุด” ต่างหาก

