รับแอปรับแอป

พาเด็กตะลุย Expo 2025 Osaka ทริปญี่ปุ่นที่ทั้งสนุก ทั้งล้ำ ทั้งได้ความรู้

ชาตรี วัฒนชัย01-31

ชวนลูกไปเปิดโลกที่ Expo 2025 Osaka

ถ้าบ้านไหนกำลังแพลนพาเด็กๆ ไปเที่ยวญี่ปุ่นปี 2025 แล้วอยากได้ทริปที่ทั้งสนุก ล้ำยุค และเติมแรงบันดาลใจให้ลูก งาน Expo 2025 Osaka, Kansai, Japan คือเดสติเนชั่นที่ไม่ควรพลาดเลย

ที่นี่คือ World Expo งานระดับโลกที่รวมเอาเทคโนโลยี นวัตกรรม และไอเดียการใช้ชีวิตในอนาคตมาอยู่ในที่เดียว เหมือนยก “เมืองอนาคต” มาไว้ให้เด็กๆ เดินเล่น เรียนรู้ และลองสัมผัสจริง

ในบทความนี้จะสรุปแบบเข้าใจง่ายสำหรับครอบครัว: งานคืออะไร มีอะไรให้เด็กดู โซนไหนเหมาะกับเด็ก วิธีเดินทาง ตั๋วแบบไหนคุ้ม และขั้นตอนจองที่ไม่ควรพลาด

ทำความรู้จัก Expo 2025 แบบเข้าใจง่ายสำหรับครอบครัว

งานจัดเมื่อไหร่ ที่ไหน

Expo 2025 จัดขึ้นระหว่าง 13 เมษายน 2025 – 13 ตุลาคม 2025 รวมทั้งหมด 184 วัน สถานที่จัดงานอยู่ที่

  • เกาะยูเมะชิมะ (Yumeshima)

  • เขตโคโนฮานะ เมืองโอซาก้า

  • เป็นเกาะเทียมในบริเวณ อ่าวโอซาก้า (Osaka Bay)

เดินทางด้วยรถไฟได้สะดวก เพราะมีสถานีใหม่ Yumeshima เปิดให้บริการพอดีสำหรับงานนี้เลย

ธีมหลักของงาน (เล่าให้เด็กฟังได้)

ธีมของ Expo 2025 คือ “Designing Future Society for Our Lives – การออกแบบสังคมแห่งอนาคตเพื่อชีวิตของเรา”

เป้าหมายหลักคือ

  • สนับสนุนการบรรลุ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

  • ผลักดันแนวคิด “Society 5.0” ของญี่ปุ่น ที่เน้นการใช้เทคโนโลยี เช่น AI, IoT, หุ่นยนต์ และพลังงานสะอาด เพื่อให้ชีวิตคนดีขึ้น

เล่าให้เด็กๆ เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า

ที่นี่คือ “โลกอนาคตจำลอง” ที่ทุกประเทศเอาไอเดียเจ๋งๆ มาช่วยกันคิดว่าจะทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นได้ยังไง

งานใหญ่ระดับโลก ขนาดไหน

  • มีประเทศเข้าร่วมประมาณ 160 ประเทศ

  • คาดว่าจะมีผู้เข้าชมมากกว่า 28 ล้านคน

  • เป็นเวทีโชว์เทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวคิดใหม่ๆ ที่จับต้องได้

สำหรับเด็กๆ นี่คือโอกาสได้เห็นว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” ในเวอร์ชันที่กว้างกว่าแค่ในหนังสือเรียน

ทบทวนประวัติงาน World Expo แบบย่อๆ

  • World Expo จัดทุกๆ ประมาณ 5 ปี

  • ครั้งแรกจัดขึ้นปี 1851 ที่ลอนดอน ในนิทรรศการชื่อ “The Great Exhibition” โชว์ความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมยุคนั้น

  • ญี่ปุ่นเคยจัดมาแล้ว 2 ครั้ง
    • Expo ’70 (โอซาก้า) ธีม “Progress and Harmony for Mankind” สัญลักษณ์ของยุคที่ญี่ปุ่นเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด

    • Expo 2005 (ไอจิ) ธีม “Nature’s Wisdom” เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

การกลับมาครั้งนี้ในปี 2025 จึงยิ่งใหญ่และสำคัญมาก โดยเฉพาะครอบครัวที่อยากให้ลูกได้เห็นภาพอนาคตด้วยตาตัวเอง

ทำความรู้จักมาสคอต MYAKU-MYAKU เพื่อนซี้เด็กๆ ในงาน

มาสคอตประจำงานชื่อว่า “MYAKU-MYAKU (ミャクミャク)” อ่านว่า เมียะคุ-เมียะคุ ดีไซน์แปลกตาแต่เต็มไปด้วยความหมาย เหมาะมากที่จะให้เด็กๆ ใช้เป็นจุดเริ่มต้นชวนคุยเรื่องวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ

คอนเซ็ปต์ของ MYAKU-MYAKU คือสิ่งมีชีวิตลึกลับที่เกิดจากการรวมกันของ

  • เซลล์ (สีแดง) ที่แบ่งตัวและขยายได้

  • น้ำบริสุทธิ์ (สีน้ำเงิน) ที่สามารถไหลและเปลี่ยนรูปร่างได้

เล่าให้เด็กฟังง่ายๆ ว่าเป็นเหมือน “ตัวแทนของชีวิตและสายน้ำ” ที่ไม่หยุดเติบโต เปลี่ยนแปลง และส่งต่อไปสู่อนาคต

ลองชวนลูกเล่นเกม “ตามหาตัว MYAKU-MYAKU” ในงาน ก็จะช่วยให้เขาอินกับงานมากขึ้น

โครงสร้างงานและ 8 โซนใหญ่ – เลือกเดินยังไงให้ถูกใจเด็ก

แลนด์มาร์กสำคัญที่สุดของงานคือ Grand Ring – วงแหวนไม้ขนาดยักษ์

  • เป็นหนึ่งในอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

  • เส้นรอบวงประมาณ 2 กม.

  • สูงราว 20 เมตร กว้างประมาณ 30 เมตร

  • สามารถเดินเล่นบนหลังคาเพื่อชมวิวรอบเกาะได้

สำหรับเด็กๆ นี่คือจุดที่ทั้งตื่นเต้นและเหมาะกับการถ่ายรูปครอบครัว

พื้นที่งานแบ่งเป็น 8 โซนหลัก ซึ่งพ่อแม่สามารถใช้แบ่งแพลนการเดินให้ไม่หนักเกินไปสำหรับเด็ก

  1. East Gate Zone – พาวิลเลียนภายในญี่ปุ่น (Domestic Pavilions)

  2. West Gate Zone – พาวิลเลียนภายในญี่ปุ่นเช่นกัน

  3. Future Life Zone – โซนชีวิตอนาคต เหมาะมากสำหรับเด็กที่ชอบเทคโนโลยี

  4. Connecting Lives Zone – พาวิลเลียนนานาชาติ (International Pavilions)

  5. Empowering Lives Zone – อีกโซนนานาชาติที่ชูเรื่องการเสริมพลังให้ผู้คน

  6. Saving Lives Zone – โซนเรื่องสุขภาพ การแพทย์ ความปลอดภัยของมนุษย์

  7. Signature Zone – พาวิลเลียนซิกเนเจอร์สุดสร้างสรรค์

  8. Silence Forest Zone – ป่าแห่งความเงียบสงบ เหมาะใช้เป็นโซนพักเด็กๆ เมื่อเริ่มล้า

ทริคสำหรับครอบครัว:

  • วางแผนให้มีสลับโซน “เดินดูของเยอะๆ” กับโซน “พักสายตา/ใกล้ธรรมชาติ” อย่าง Silence Forest Zone

  • เด็กเล็กอาจไม่ไหวกับการเดินยาวทั้งวัน ควรกำหนด “โซนหลัก 2-3 โซนต่อวัน” จะฟีลดีกว่าเดินไล่ให้ครบ

พาวิลเลียนหลักๆ ในงาน – เด็กจะได้เห็นอะไรบ้าง

Expo 2025 แบ่งพาวิลเลียนออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ แต่ละแบบมีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน

1. International Pavilions – สนุกเหมือนได้เที่ยวหลายประเทศในวันเดียว

พาวิลเลียนจากกว่า 160 ประเทศ รวบรวมไอเดีย เทคโนโลยี วัฒนธรรม และวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของโลกมาไว้ในงานเดียว

สำหรับเด็กๆ นี่คือ

  • ห้องเรียนสังคมศึกษาแบบเดินได้

  • โอกาสเห็นว่าแต่ละประเทศคิดเรื่องโลกอนาคตยังไง

  • มุมกิจกรรม อินเทอร์แอคทีฟ และสื่อดิจิทัลที่เด็กส่วนใหญ่ชอบมาก

บางพาวิลเลียน ไม่ต้องจองเวลา สามารถเข้าคิวเข้าไปชมได้เลย เหมาะให้ใช้เป็นตัวเลือกสำรองเวลาที่เด็กๆ เกิดอยากเปลี่ยนแผน

2. Domestic Pavilions – ของญี่ปุ่นเองก็สนุกและล้ำไม่แพ้กัน

มีพาวิลเลียนจากองค์กรญี่ปุ่นทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งหมด 19 พาวิลเลียน

  • ภาครัฐ: เน้นเรื่องอนาคตของประเทศ นโยบาย เทคโนโลยีเพื่อสังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืน

  • ภาคเอกชน: แบรนด์และบริษัทดังๆ ของญี่ปุ่นที่มักจะจัดโซนลองเล่นเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเด็กๆ มักชอบเป็นพิเศษ

  • พาวิลเลียนอื่นๆ: มักเป็นพื้นที่ทดลองไอเดียสร้างสรรค์หรือนิทรรศการเฉพาะเรื่อง

3. Signature Pavilions – โซนว้าวที่ผสมโลกจริงกับโลกเสมือน

ตั้งอยู่ใจกลางงาน ออกแบบโดยโปรดิวเซอร์ชาวญี่ปุ่น 8 คนจากหลายสายงาน

จุดเด่นคือ

  • ผสมผสาน โลกจริง (physical) กับ โลกเสมือน (virtual)

  • เด็กๆ จะได้สัมผัสประสบการณ์แบบ “เข้าข้างในโลกดิจิทัล” ด้วยตัวเอง

ทริคสำคัญสำหรับครอบครัว: วางแผนพาวิลเลียนยังไงไม่ให้เด็กหมดแรง

📌 ทริคน่ารู้ก่อนวางแพลน

  • ศึกษาหัวข้อของแต่ละพาวิลเลียนก่อน เพราะบางที่ ต้องจองเวลาเข้าชมล่วงหน้า

  • พื้นที่งานใหญ่มาก เดินเยอะ ใช้เวลาเยอะ บางพาวิลเลียนใช้เวลาชมนานถึง 60 นาที

  • สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ควรเลือกเฉพาะพาวิลเลียนที่เด็กสนใจจริงๆ ไม่ต้องพยายามเก็บให้ครบ

  • แนะนำให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือน เพื่อจะได้สิทธิ์ลุ้นจับสลากจองเวลาพาวิลเลียน 2 รอบ (ล่วงหน้า 2 เดือน และล่วงหน้า 7 วัน)

สรุปสำหรับพ่อแม่:

ถ้าคิดจะพาเด็กไปแบบสนุก ไม่เหนื่อยเกิน และได้เข้าพาวิลเลียนดังๆ การ “วางแผน+จองล่วงหน้า” สำคัญมากจริงๆ

การเดินทางไป Expo 2025 – เลือกเส้นทางให้เหมาะกับเด็ก

ด้านล่างนี้คือเส้นทางยอดนิยมจากสถานีหลักๆ ในโอซาก้าและสนามบิน เลือกได้ตามที่พักของครอบครัว

จากสถานี JR Osaka

  • นั่ง JR Osaka Loop Line ไปลงสถานี Bentencho

    • เปลี่ยนเป็น Osaka Metro Chuo Line ไปลง สถานี Yumeshima

    • ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

  • หรือ นั่ง JR Osaka Loop Line ไปลง Sakurajima แล้วต่อ Shuttle Bus ไปยังพื้นที่จัดงาน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

จากสถานี Shin-Osaka

  • นั่ง JR Kyoto Line ไปลงสถานี Osaka

    • เปลี่ยนเป็น JR ไป Bentencho แล้วต่อ Osaka Metro Chuo Line ไปลง Yumeshima

    • ใช้เวลารวมประมาณ 34 นาที

  • หรือ นั่ง Osaka Metro Midosuji Line ไปลง Hommachi

    • ต่อ Osaka Metro Chuo Line ไปลง Yumeshima

    • ใช้เวลาประมาณ 40 นาที

จากสถานี Namba

  • นั่ง Osaka Metro Midosuji Line ไปลง Hommachi

    • ต่อ Osaka Metro Chuo Line ไปลง Yumeshima

    • ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

จากสถานี Tennoji

  • นั่ง JR Osaka Loop Line ไปลง Bentencho

    • เปลี่ยนเป็น Osaka Metro Chuo Line ไปลง Yumeshima

    • ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

จากสนามบิน Kansai Airport

  • นั่ง JR Kansai-Airport-Rapid ไปลง Bentencho

    • ต่อ Osaka Metro Chuo Line ไปลง Yumeshima

    • ใช้เวลาประมาณ 75 นาที

ข้อแนะนำสำหรับครอบครัว:

  • เลือกเส้นทางที่ เปลี่ยนรถน้อยที่สุด ถ้าเดินทางกับเด็กเล็กและรถเข็น

  • พกของกิน ของเล่นชิ้นเล็ก หรือเกมในมือถือเผื่อเด็กเบื่อบนรถไฟ

ประเภทตั๋วและแพสส์: บ้านไหนมีเด็ก เลือกแบบไหนดี

ระบบตั๋วของ Expo 2025 ค่อนข้างละเอียด แบ่งเป็นหลายแบบ ทั้งตั๋วรายวัน ตั๋ววันธรรมดา ตั๋วกลางคืน และพาสเข้าหลายครั้ง

1) Tickets Sales During the Expo – ตั๋วที่ใช้ในช่วงจัดงาน

One-Day Ticket

  • ใช้เข้าได้ตั้งแต่ 13 เม.ย. – 13 ต.ค. 2025

  • เหมาะกับครอบครัวที่ไปแค่ 1 วันเต็ม

Weekday Ticket

  • เข้าได้ช่วงวันที่จัดงานเหมือนกัน แต่ใช้ได้เฉพาะ วันธรรมดาหลัง 11:00 น.

  • เหมาะกับคนที่อยากเลี่ยงเสาร์–อาทิตย์ และไม่เน้นไปเช้า

Night Ticket

  • ใช้เข้าได้ตั้งแต่ 17:00 น. เป็นต้นไป ในช่วงวันที่จัดงาน

  • เหมาะกับครอบครัวที่มีเด็กโตที่ไหวเที่ยวกลางคืน หรืออยากมาดูบรรยากาศไฟแสงสี

2) Multiple-Entry Pass – เหมาะกับครอบครัวที่อยากกลับมาซ้ำ

Season Pass

  • เข้าได้ตั้งแต่ 13 เม.ย. – 3 ต.ค. 2025 หลัง 11:00 น.

  • จองล่วงหน้าได้สูงสุด 3 ครั้ง ก่อนเข้าชมครั้งแรก

  • หลังเข้าชมครั้งแรกแล้ว จะเริ่มจองครั้งที่ 4 และครั้งต่อๆ ไปได้

Summer Pass

  • ใช้เข้าได้ช่วง 19 ก.ค. – 31 ส.ค. 2025 หลัง 11:00 น.

  • จองล่วงหน้าได้ 2 ครั้ง ก่อนเข้าชม

  • หลังเข้าชมครั้งแรก สามารถจองครั้งที่ 3 และต่อๆ ไปได้

เหมาะกับบ้านที่

  • มาพักโอซาก้าหลายวัน

  • อยากพาเด็กๆ ไปแบบ “ทยอยดู” ไม่อัดแน่นวันเดียว

3) Special Ticket – สิทธิ์พิเศษที่ไม่ควรมองข้าม

Special Discount Ticket

  • สำหรับผู้ที่มีใบรับรองความพิการและผู้ติดตาม 1 คน

  • ใช้เข้าได้ระหว่าง 13 – 26 เม.ย. 2025

Free Ticket for 0–3 Year Olds

  • เด็กอายุ 0–3 ปี เข้าฟรี

  • ใช้เข้าได้ระหว่าง 13 เม.ย. – 13 ต.ค. 2025

  • ควรจองตั๋วฟรีนี้ไว้ด้วย เพื่อใช้สำหรับการจองเวลาพาวิลเลียน

4) Advance Ticket (One-Day Ticket) – ตั๋วล่วงหน้าที่ควรรีบซื้อ

Opening Ticket

  • ใช้เข้าได้ 13 – 26 เม.ย. 2025

  • จำหน่ายถึง 12 เม.ย. 2025

First-Half Period Ticket

  • ใช้เข้าได้ตั้งแต่ 13 เม.ย. – 18 ก.ค. 2025

  • จำหน่ายถึง 12 เม.ย. 2025

One-Day Ticket (Early Bird Ticket)

  • ใช้เข้าได้ตลอดช่วงงาน 13 เม.ย. – 13 ต.ค. 2025

  • จำหน่ายถึง 12 เม.ย. 2025

ข้อควรรู้เรื่องตั๋วสำหรับครอบครัว

  • อายุอ้างอิงจากอายุในวันที่ 1 เมษายน 2025

  • เด็กอายุ 0–3 ปี เข้าฟรี

  • มีตั๋วราคาพิเศษสำหรับกลุ่ม 15 คนขึ้นไป

ทริค: ถ้ารู้ตัวว่าต้องการไปแน่ ๆ และอยากลุ้นสิทธิ์จองพาวิลเลียนแบบจับสลากหลายรอบ ควรซื้อ ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือน จะได้เปรียบมาก

ขั้นตอนสำคัญ: ซื้อตั๋ว–จองเวลา–พาเด็กเข้างานแบบไม่หลง

สำหรับครอบครัว การเตรียม “ดิจิทัล” ให้พร้อมสำคัญพอๆ กับเตรียมรองเท้าเดินสบาย เพราะทุกอย่างตั้งแต่ตั๋ว เข้างาน ไปจนถึงจองพาวิลเลียน ทำผ่านระบบออนไลน์แทบทั้งหมด

STEP 1: ลงทะเบียน ExpoID

ExpoID คือบัญชีที่ใช้สำหรับ

  • Log in เข้าระบบต่างๆ ของ Expo 2025

  • ผูกตั๋วเข้าชม

  • จองวัน เวลา และพาวิลเลียน

สิ่งที่ต้องใช้:

  • อีเมลสำหรับสมัคร

  • อุปกรณ์ที่มีระบบปลดล็อกหน้าจอ เช่น biometrics, passcode, pattern หรือ PIN (แนะนำใช้สมาร์ทโฟนของพ่อ/แม่ที่ถืออยู่ตลอด)

STEP 2: ซื้อตั๋วเข้าชมงาน

สามารถซื้อตั๋ว Expo 2025 ได้ผ่านช่องทางออนไลน์หลายช่องทาง เช่น

  • เว็บไซต์ทางการของผู้จัด

  • เว็บไซต์เอเจนซี่ท่องเที่ยวออนไลน์ (จะได้รับหมายเลขตั๋วเพื่อนำไปผูกกับ ExpoID)

ข้อควรรู้สำหรับครอบครัว:

  • ถ้าซื้อผ่านเอเจนซี่ จะได้ หมายเลขตั๋วทันที ใช้เชื่อมเข้ากับ ExpoID ได้เลย

  • ควรซื้อล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือน เพื่อสิทธิ์ลุ้นจับสลากจองพาวิลเลียนรอบต่างๆ

STEP 3: เลือกวันและเวลาเข้างาน

หลังซื้อตั๋วแล้ว ต้องเข้าไปเลือกวันที่จะเข้างานในเมนู “Reservation & Lottery”

หลักการคือ

  1. เลือกวันเข้าได้ล่วงหน้าถึง 6 เดือน

  2. เลือก ประตูและช่วงเวลาเข้างาน ให้ตรงกับวิธีเดินทางของครอบครัว

    • ถ้านั่งรถไฟ Osaka Metro มาลงสถานี Yumeshima ให้เลือกประตู East Gate

    • ถ้าใช้ Shuttle Bus ให้เลือกประตู West Gate

เวลาเข้างานที่เลือกได้:

  • 9:00

  • 10:00

  • 11:00

  • 12:00

  • 17:00

ช่วงเวลายอดฮิตมักเต็มเร็ว โดยเฉพาะถ้าไปกับเด็กและอยากเริ่มไม่เช้าเกินหรือไม่ดึกเกิน แนะนำให้ล็อกช่วงเวลาที่เหมาะกับจังหวะตื่น–นอนของลูกให้ดี

STEP 4: จองพาวิลเลียนและกิจกรรม (ส่วนนี้สำคัญมากถ้าพาเด็กไป)

หลังจากล็อกวันและเวลาเข้างานแล้ว สามารถเข้าไปจอง

  • พาวิลเลียนยอดนิยม

  • กิจกรรมต่างๆ

  • นิทรรศการแบบต้องจองเวลา

ผ่านเมนู “My Tickets” ซึ่งมีระบบ จับสลาก (Lottery) และการจองแบบมาก่อนได้ก่อน

📌 การจองพาวิลเลียนล่วงหน้าก่อนวันไปจริง

คุณจะมีโอกาสจองล่วงหน้าสูงสุด 3 แบบ

  1. 2-month Advance Lottery

    • ลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 3 เดือนถึง 2 เดือน ก่อนวันไป

  2. 7-day Advance Lottery

    • ลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 1 เดือนถึง 8 วัน ก่อนวันไป

  3. Available Slot Registration

    • กรณียังมี Slot ว่าง

    • ลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 3 วันก่อน ไปจนถึงเวลา 9:00 น. ของ 1 วันก่อนเยี่ยมชม

เงื่อนไขสำคัญ:

  • แต่ละครั้งที่จับสลาก เลือกได้สูงสุด 5 ตัวเลือก

  • เช็คผลการจับสลากในเมนู “Messages”

  • ห้ามเลือกเวลาที่ชนกับ Slot ที่ได้จากการจับสลากรอบก่อนหน้า

  • บางพาวิลเลียน ไม่จำเป็นต้องจอง สามารถไปต่อคิวหน้างานได้เลย

📌 การจองพาวิลเลียน “ในวันจริง” ที่ไปเยี่ยมชม

ถ้าวันที่ไปยังมี Slot ว่างอยู่ สามารถจองเพิ่มได้แบบ มาก่อนได้ก่อน หลังจากสแกน QR Code เข้างานแล้ว

  • ลงทะเบียนได้ 10 นาทีหลังสแกน QR Code ที่ประตูทางเข้า

  • ใช้ได้ทั้งผ่านสมาร์ทโฟนหรือเครื่องลงทะเบียนในงาน

  • จองได้ ทีละ 1 Slot ต่อวัน

  • เมื่อใช้ Slot นั้นเข้าชมพาวิลเลียนหรือกิจกรรมเรียบร้อยแล้ว จึงจะจอง Slot ถัดไปได้

สำหรับครอบครัว แนะนำให้พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งรับหน้าที่เป็น “คนคุมระบบจอง” เพื่อลดความสับสนในกลุ่ม

STEP 5: เข้างานในวันจริงแบบไม่ชุลมุน

วันจริงที่พาเด็กไป ให้เตรียม QR Code ให้พร้อม เพราะใช้แทบทุกขั้นตอน

  • ใช้ QR Code สแกนเข้าประตูงาน

  • ใช้สำหรับเข้า พาวิลเลียน หรือ กิจกรรม ที่จองไว้

สามารถใช้ได้หลายรูปแบบ:

  • โชว์ QR Code จากหน้าจอสมาร์ทโฟน

  • ใช้ภาพแคปหน้าจอ

  • หรือพิมพ์ไฟล์ PDF ที่มี QR Code ลงกระดาษไปด้วย (เผื่อกรณีแบตโทรศัพท์หมด)

ก่อนออกจากที่พัก แนะนำให้เช็กเมนู “My Ticket” ว่า

  • ประตูที่ต้องใช้เข้าตรงกับวิธีเดินทางแล้วหรือยัง

  • ถ้าต้องเปลี่ยนประตูให้รีบเปลี่ยนแต่เนิ่นๆ เพราะอาจไม่มีเวลาเข้าที่ต้องการเหลือแล้ว

เคล็ดลับเสริมสำหรับครอบครัวที่พาเด็กไป Expo 2025

  • เตรียมรองเท้าดีๆ ให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่: พื้นที่งานใหญ่ เดินเยอะมาก

  • วางแผนเวลาพักให้ชัดเจน: เช่น หลังเที่ยงให้แวะโซนป่าหรือคาเฟ่ เพื่อไม่ให้เด็กโอเวอร์โหลด

  • แบ่งหน้าที่ในครอบครัว

    • คนหนึ่งดูเรื่องแผนที่และการเดินทาง

    • อีกคนดูเรื่องเวลาและการจองพาวิลเลียน

  • ชวนเด็กมีส่วนร่วมก่อนเดินทาง: ให้ดูรูปมาสคอต แผนผังคร่าวๆ หรือเลือกพาวิลเลียนที่อยากไปเอง จะทำให้เขาตื่นเต้นและไม่งอแงง่าย

ปิดท้าย: ทำให้ Expo 2025 เป็น “ทริปในใจ” ของทั้งเด็กและผู้ใหญ่

Expo 2025 Osaka, Kansai ไม่ใช่แค่ที่เที่ยว แต่เป็น ห้องเรียนโลกอนาคตขนาดยักษ์ ที่เปิดให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เดินเข้าไปสำรวจร่วมกัน

เด็กๆ จะได้

  • เห็นเทคโนโลยีจริง ไม่ใช่แค่ในรูป

  • เข้าใจคำว่าโลกอนาคตและความยั่งยืนแบบจับต้องได้

  • มีโอกาสจุดประกายความฝันอาชีพในอนาคต

ส่วนพ่อแม่ก็จะได้ทริปที่ทั้งสนุก ถ่ายรูปสวย และรู้สึกว่าการพาลูกมา “คุ้มค่าทุกก้าว”

ถ้าโอซาก้าอยู่ในลิสต์ทริปครอบครัวปี 2025 ลองให้ Expo 2025 เป็นไฮไลต์ของทริป แล้วจัดอีกสัก 1–2 วันไปเสริมด้วยที่เที่ยวเด็กในเมืองอื่นๆ รับรองว่าทริปนี้จะกลายเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุดของทั้งบ้านแน่นอน