ถ้าพูดถึงงานอีเวนต์อนิเมะในจีน ภาพที่หลายคนนึกถึงคงเป็นฮอลล์ใหญ่ ๆ เต็มไปด้วยคอสเพลเยอร์ เสื้อคลุมยาวปลิวไหว วิกสีสด สินค้าฟิกเกอร์เรียงเป็นตับ และเสียงหัวเราะของแฟนคลับที่มารวมตัวกันแบบจัดเต็ม
แต่ล่าสุด บรรยากาศในงานบางแห่งกลับเปลี่ยนไปแบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อมีรายงานว่า จีนสั่งแบนคอสเพลย์และสินค้า “ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน (Detective Conan)” ในงานอีเวนต์บางพื้นที่ เหตุเพราะดราม่าการไป Collab กับ My Hero Academia
จากการร่วมมือโปรโมตข้ามจักรวาล กลายเป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่ลุกลามจน “โคนัน” โดนลูกหลงไปเต็ม ๆ
เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่ข่าววงการการ์ตูนธรรมดา แต่สะท้อนความละเอียดอ่อนของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการเมืองในโลกบันเทิงอย่างชัดเจน

จุดเริ่มต้นของดราม่า: เมื่อโคนันจับมือ My Hero Academia
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า Detective Conan และ My Hero Academia (Boku no Hero Academia) คือสองแฟรนไชส์อนิเมะ–มังงะระดับโลก
โคนัน คือมังงะสืบสวนระดับตำนานของอาจารย์โกโช อาโอยามะ
My Hero Academia คือผลงานซูเปอร์ฮีโร่ของอาจารย์โคเฮ โฮริโคชิ
การ Collab ระหว่างสองเรื่องถือเป็นข่าวดีสำหรับแฟน ๆ เพราะมีการวาดภาพตัวละครเอกของอีกฝ่ายเพื่อโปรโมตความร่วมมือ
แต่ในฝั่งจีน กระแสกลับไม่ใช่ความตื่นเต้น… กลายเป็นความไม่พอใจ
ปมเก่าปี 2020 ที่ยังไม่จาง: My Hero Academia กับประเด็นหน่วย 731
ย้อนกลับไปปี 2020
My Hero Academia เคยเกิดดราม่าใหญ่ในจีน เนื่องจากมีชื่อตัวละครที่พ้องกับคำที่เกี่ยวข้องกับ “หน่วย 731”
หน่วย 731 คือหน่วยวิจัยอาวุธชีวภาพของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทดลองมนุษย์และถือเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่รุนแรงในความทรงจำของชาวจีน
แม้ภายหลังจะมีการแก้ไขชื่อในมังงะแล้ว แต่ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
ดังนั้น เมื่อมีการประกาศ Collab โคนัน x My Hero Academia กระแสความไม่พอใจจึงปะทุขึ้นอีกครั้งในโซเชียลจีน
มาตรการแบนในงาน Event: โคนันโดนลูกหลงเต็ม ๆ
ตามรายงานจาก Yahoo Japan News
งานอีเวนต์การ์ตูนในเมืองหลานโจว มณฑลกานซู ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ว่า:
ห้ามแต่งคอสเพลย์เป็นตัวละครจาก Detective Conan และ My Hero Academia
ห้ามจัดแสดงหรือขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง
ห้ามแต่งชุดกิโมโน รองเท้าเกี๊ยะ หรือชุดที่สื่อถึงลัทธิทหาร
ต่อมา งานอีเวนต์ในปักกิ่งช่วงวันที่ 7–8 กุมภาพันธ์ ก็ออกมาตรการคล้ายกัน
กลายเป็นผลกระทบลูกโซ่ในวงกว้าง
วิเคราะห์: ทำไมเรื่องนี้ถึงลุกลามได้ขนาดนี้?
1. ความละเอียดอ่อนทางประวัติศาสตร์
ประเด็นหน่วย 731 ไม่ใช่เรื่องเล็กในจีน
มันเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ระดับชาติ
เมื่อแบรนด์หรือแฟรนไชส์ใดไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เคยสร้างความไม่พอใจ การตอบสนองของสังคมจึงรุนแรงและจริงจัง
2. พลังของโซเชียลมีเดียจีน
โซเชียลจีนมีอิทธิพลสูงมาก
กระแสความไม่พอใจสามารถขยายตัวได้รวดเร็ว
เมื่อภาพ Collab ถูกเผยแพร่ ความคิดเห็นเชิงลบก็พุ่งขึ้นแบบทวีคูณ
3. การจัดการความเสี่ยงของผู้จัดงาน
ผู้จัดงานอีเวนต์อาจเลือก “ตัดไฟแต่ต้นลม”
เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในพื้นที่
การสั่งห้ามคอสเพลย์และสินค้าเป็นการควบคุมสถานการณ์เชิงป้องกัน

ผลกระทบต่อวงการอนิเมะ
1. แบรนด์โคนันในจีน
โคนันถือเป็นแฟรนไชส์ที่มีฐานแฟนแข็งแรงในจีน
การโดนแบนตามงานอีเวนต์แม้เพียงบางพื้นที่ อาจกระทบภาพลักษณ์ชั่วคราว
แต่ยังไม่มีรายงานว่ามีการแบนระดับประเทศ
2. ตลาดสินค้าอนิเมะ
ตลาด สินค้าคอสเพลย์, ฟิกเกอร์, ของสะสมอนิเมะในจีน มีมูลค่าสูงมาก
การห้ามขายสินค้าในงานอีเวนต์ส่งผลต่อผู้ขายโดยตรง
โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อย
3. วงการคอสเพลย์
คอสเพลย์คือวัฒนธรรมแฟนด้อม
การห้ามแต่งชุดตัวละครยอดนิยมอย่างโคนันหรือฮีโร่จาก My Hero Academia ย่อมกระทบความรู้สึกของแฟน ๆ
มุมมองในเชิงวัฒนธรรม: อนิเมะไม่ใช่แค่ความบันเทิง
เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า
อนิเมะและมังงะไม่ใช่แค่สื่อบันเทิง แต่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และการเมืองในระดับสังคม
ความร่วมมือทางการตลาด (Collaboration) ที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงกิจกรรมโปรโมต
อาจมีผลสะเทือนทางวัฒนธรรมอย่างคาดไม่ถึง
แล้วต่อไปจะเป็นอย่างไร?
ประเด็นนี้ยังอยู่ในระดับงานอีเวนต์บางพื้นที่
ยังไม่มีประกาศแบนระดับประเทศอย่างเป็นทางการ
สิ่งที่ต้องจับตา:
ท่าทีของผู้จัดจำหน่ายในจีน
การสื่อสารจากต้นสังกัด
กระแสตอบรับจากแฟน ๆ ในระยะยาว
หากสถานการณ์คลี่คลาย อาจเป็นเพียงคลื่นกระทบระยะสั้น
แต่ถ้ากระแสยังรุนแรง อาจส่งผลต่อการทำตลาดในจีน
สรุป: ดราม่าที่สะท้อนพลังของประวัติศาสตร์ในโลกอนิเมะ
กรณี จีนสั่งแบนคอสเพลย์และสินค้าโคนันในงาน Event เพราะ Collab กับ My Hero Academia ไม่ได้เป็นเพียงข่าววงการการ์ตูน
แต่มันคือภาพสะท้อนของ:
ความละเอียดอ่อนทางประวัติศาสตร์
พลังของโซเชียลมีเดีย
ผลกระทบทางเศรษฐกิจในตลาดอนิเมะ
ความท้าทายของการทำ Collaboration ข้ามแฟรนไชส์
ในโลกที่วัฒนธรรมป๊อปเดินทางข้ามประเทศได้ในพริบตา
บริบททางประวัติศาสตร์ยังคงมีน้ำหนักเสมอ
และบางครั้ง…ยอดนักสืบจิ๋วก็ไม่อาจไขคดีที่ชื่อว่า “ความรู้สึกของคนทั้งชาติ” ได้ง่ายนัก

