แทงต้ม: ข้าวต้มใบกะพ้อที่มากกว่าของกินเล่น

การแทงต้ม คือการทำข้าวต้มใบกะพ้อแบบฉบับภาคใต้ ที่ซ่อนเรื่องราววิถีชีวิตและวัฒนธรรมเอาไว้เต็มห่อ
ข้าวในสังคมไทยไม่ใช่แค่อาหาร แต่คือชีวิตและความทรงจำร่วมกัน ทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียวจึงกลายเป็น ฐานสำคัญของอาหารไทยทุกภาค
สำหรับคนใต้ ข้าวเจ้าคืออาหารหลักมื้อต่อมื้อ ส่วนข้าวเหนียวมักถูกจัดบทบาทให้เป็นของกินเล่น หรือขนมหวาน มากกว่าจะเป็นจานหลักบนโต๊ะอาหาร
และหนึ่งในเมนูข้าวเหนียวที่ผูกพันกับคนใต้มากที่สุด ก็คือ “ต้ม” หรือข้าวต้มใบกะพ้อ ที่หลายบ้านทำกันเป็นปกติในช่วงงานบุญ
ทำไมต้องเรียกว่า “แทงต้ม”?
คำว่า “แทงต้ม” ไม่ได้แค่ฟังดูเท่ แต่เป็นคำที่มาจากขั้นตอนสำคัญของการทำข้าวต้มใบกะพ้อ
เวลาห่อข้าวต้ม ต้องใช้ก้านใบกะพ้อ “แทง” สอดเข้าไปในห่อ แล้วดึงให้แน่น ก่อนผูกเงื่อนตรงปลาย เพื่อกันไม่ให้ห่อคลายตอนนำไปต้ม หรือนึ่ง
ท่าทางการแทง การดึง การผูกเงื่อน นี่แหละ คือหัวใจของชื่อ และเป็นเสน่ห์ที่ทำให้การทำต้มไม่ใช่งานง่าย ๆ ใครจะทำก็ได้ แต่จะทำให้แน่นและสวยงามนั้นต้องอาศัยฝีมือ
แทงต้ม: งานบุญของไทยพุทธและมุสลิม
สิ่งที่ทำให้แทงต้มพิเศษไม่ใช่แค่รสชาติ แต่คือการเป็น วัฒนธรรมร่วมของชาวไทยพุทธและมุสลิมในภาคใต้
ในชุมชนไทยพุทธ แทงต้มมักโผล่มาในงานบุญสำคัญ เช่น
งานลากพระ หรือชักพระในช่วงออกพรรษา
งานทำบุญเดือนสิบ
งานบวช และงานบุญใหญ่ต่าง ๆ
ในชุมชนมุสลิม แทงต้มจะถูกทำขึ้นเพื่อ แจก แลกเปลี่ยน และแบ่งปันกันในช่วงฮารีรายอ สร้างบรรยากาศแห่งการให้และการเยี่ยมเยียนระหว่างญาติมิตร
หม้อต้มใบเดียว จึงเชื่อมสองศาสนาเข้าหากันอย่างแนบแน่น
วัตถุดิบเรียบง่าย แต่ความหมายไม่ธรรมดา
ส่วนผสมของการแทงต้มดูเผิน ๆ อาจธรรมดา แต่ทุกอย่างคือของสำคัญในครัวใต้
ข้าวเหนียว
กะทิ
น้ำตาล
ใบกะพ้อ
เกลือ
บางบ้านจะเพิ่มถั่วขาวหรือถั่วดำต้มสุกลงไปด้วย เพื่อเพิ่มมิติของรสสัมผัส และความมันแบบเรียบง่ายสไตล์พื้นบ้าน
ขั้นตอนที่หนึ่ง: เตรียมใบกะพ้อให้พร้อมห่อ
ในอดีต ใบกะพ้อหาง่าย ไม่ต้องซื้อ เพียงเดินเข้าป่าหรือในพื้นที่ธรรมชาติก็พอ
เมื่อได้ใบกะพ้อมา จะมีขั้นตอนสำคัญคือ
นำใบไปผึ่งแดดให้ใบอ่อนตัว
ค่อย ๆ คลี่ใบออกอย่างระมัดระวัง
เตรียมให้ได้ขนาดและความยืดหยุ่นเหมาะกับการห่อ
ทั้งหมดนี้เป็นงานที่ต้องใช้ทั้งเวลาและความละเอียด เพราะใบดี ห่อก็สวยและแน่น
ขั้นตอนที่สอง: ผัดข้าวเหนียวให้ได้ที่

การทำไส้ข้าวเหนียวก็มีเคล็ดเหมือนกัน ไม่ใช่แค่เอาทุกอย่างเทลงหม้อแล้วจบ
ลำดับคร่าว ๆ คือ
แช่ข้าวเหนียวในน้ำให้เมล็ดอมน้ำพอเหมาะ
นำไปผสมกับกะทิ น้ำตาล และเกลือในกระทะ
ผัดบนไฟให้ กึ่งสุกกึ่งดิบ เพื่อให้เครื่องซึมเข้าเนื้อข้าว
บางครั้งจะใส่ถั่วขาวหรือถั่วดำต้มลงไปเพิ่มรสชาติและรสสัมผัส
เมื่อผัดได้ที่แล้ว ค่อยนำข้าวเหนียวไปห่อด้วยใบกะพ้อ แล้วจึงนำไปต้ม หรือนึ่งจนสุกหอม
ห่อต้มทรงสามเหลี่ยม: ลายเซ็นของคนใต้

รูปแบบการห่อของต้มมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับพื้นที่และความถนัดของแต่ละคน แต่ที่เห็นบ่อยที่สุดคือ ทรงสามเหลี่ยม เสมือนเป็นเอกลักษณ์ของต้มแบบคนใต้
ทรงสามเหลี่ยมไม่ใช่แค่สวย แต่ยังช่วยให้ต้มสุกทั่วถึง หยิบจับง่าย และจัดเรียงในหม้อต้มได้อย่างเป็นระเบียบ
แทงต้ม: งานครัวที่ต้องใช้ทั้งคน ทั้งแรง ทั้งใจ

การแทงต้มไม่ได้เป็นแค่การทำอาหาร แต่คือกิจกรรมชุมชนที่สะท้อน ภูมิปัญญาและความร่วมแรงร่วมใจของคนใต้ ตั้งแต่สมัยก่อน
ทุกครั้งที่มีการแทงต้ม จะเห็นภาพแบบนี้เสมอ:
ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านมารวมตัวกัน
แบ่งหน้าที่กันชัดเจน ทั้งคนไปตัดใบกะพ้อ คนเตรียมวัตถุดิบ คนห่อ คนจัดเรียงในหม้อ
ในอดีตที่ยังไม่มีเครื่องจักรมาช่วย การทำอาหารในปริมาณมาก ๆ ต้องใช้แรงงานมนุษย์ล้วน ๆ
การแทงต้มต้องทำทีละลูก เป็นงานฝีมือที่เร่งไม่ได้ และยังไม่สามารถใช้เครื่องจักรมาแทนคนได้จนถึงทุกวันนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ต้มเป็นอาหารสด ใช้กะทิเป็นส่วนผสม จึงไม่สามารถทำล่วงหน้าหลายวันได้ เพราะเสี่ยงต่อการบูดเสีย การจะทำให้ทันงานบุญ จึงต้องอาศัยคนจำนวนมากมาช่วยกันในวันจริง
ศิลปะการแทงต้ม: ฝีมือที่ต้องฝึก
ในส่วนของการห่อและแทงต้ม นี่คือขั้นตอนที่ต้องใช้ประสบการณ์และความชำนาญสูง
ถ้าห่อไม่แน่น หรือผูกเงื่อนไม่ดี มีโอกาสสูงที่
ห่อต้มจะคลายออก
ข้าวเหนียวหลุดไหลออกมาในหม้อต้ม
หน้าตาต้มที่ได้จะไม่สวย และดูไม่น่ารับประทาน
จึงไม่เกินจริงที่จะบอกว่า “ต้มสวย ๆ หนึ่งลูก คือผลงานศิลปะในครัว”
ถ่ายทอดจากมือครู สู่มือเด็ก

การแทงต้มมักถูกใช้เป็นเวทีเล็ก ๆ ของการเรียนรู้ข้ามรุ่น
คนที่แทงต้มเก่ง มีประสบการณ์สูง จะคอยสอนเด็ก ๆ และคนรุ่นใหม่
ใช้วิธี “จับมือทำ” ให้ลองห่อ ลองแทง ลองผูกเงื่อนจริง
คอยช่วยตรวจดูความแน่น ความเรียบร้อย ค่อย ๆ แก้ ค่อย ๆ สอน
กระบวนการเหล่านี้ทำให้การแทงต้มกลายเป็นมากกว่าการทำของกิน แต่คือการ
พบปะ พูดคุย หัวเราะ และถ่ายทอดวิถีชีวิตคนรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่
ต้มในประเพณีลากพระและออกพรรษา
เมื่อถึงวันออกพรรษา ประเพณีลากพระหรือชักเรือพระในภาคใต้ ขนมต้ม หรือที่เรียกกันว่า “ปัด” (เชื่อกันว่าเพี้ยนมาจากคำว่า “เกอตูปัต”) จะถูกหยิบมาใช้เป็นสัญลักษณ์สำคัญในการทำบุญตักบาตร
ต้มในช่วงนี้มีบทบาทหลายอย่าง เช่น
ใช้ทำบุญใส่บาตร
แจกจ่ายกันเพื่อความเป็นสิริมงคล
เป็นตัวแทนของอาหารที่มอบด้วยศรัทธาและความตั้งใจ
ยังมีตำนานเล่าต่อกันมาว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากสวรรค์ มีพุทธศาสนิกชนมารอรับจำนวนมาก จนไม่สามารถเข้าไปถวายภัตตาหารได้ทั่วถึง จึงใช้วิธี
ห่อภัตตาหารด้วยใบไม้ แล้วส่งต่อ ๆ กันไป
ส่วนคนที่อยู่ไกลมาก ก็ห่อข้าวด้วยใบไม้แล้ว โยนใส่บาตร
เรื่องเล่านี้กลายมาเป็นที่มาของ “ข้าวต้มลูกโยน” ซึ่งยังคงปรากฏในวัฒนธรรมการทำต้มของชาวนครศรีธรรมราชในช่วงออกพรรษา
ทุกปีวัดและโรงเรียนหลายแห่งจะจัดกิจกรรม ห่อต้มลากพระ เชิญปราชญ์ชาวบ้านและกลุ่มแม่บ้านมาเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาให้เด็ก ๆ เพื่อสืบสานประเพณีไม่ให้หายไป
งานครัวที่เชื่อมคน เชื่อมศรัทธา
การทำต้ม หรือตูปะ ไม่ได้มีคุณค่าแค่ความอร่อยหรือหน้าตาน่ากิน แต่ยังช่วย
อนุรักษ์ประเพณีอันดีงามของชาวพุทธและมุสลิมในภาคใต้
เชื่อมสายใยความรัก ความสามัคคีในชุมชน
เปิดพื้นที่ให้คนต่างวัย ต่างศาสนามานั่งล้อมวงช่วยกันทำงานหม้อเดียวกัน
ต้มหนึ่งลูกจึงไม่ใช่แค่ข้าวเหนียวในใบกะพ้อ แต่คือ เรื่องเล่า ความทรงจำ และตัวตนของคนใต้ ที่ถูกห่อแน่นอยู่ภายใน
เมื่อได้แกะต้มที่ห่อแน่นด้วยมือคนในชุมชนออกกินทีละคำ เราก็เหมือนได้ชิมทั้งรสชาติของอาหาร และรสชาติของวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

