รับแอปรับแอป

SCGP ปี 68 ฟอร์มโหด กำไรโต-ปันผลเด่น ปักหมุดบรรจุภัณฑ์สายหุ่นยนต์และตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง

อมรรัตน์ ใจดี01-29

สรุปภาพใหญ่: ปี 68 ของ SCGP ทำไมถึงน่าจับตา?

SCGP โชว์ผลงานปี 2568 แบบฟอร์มดีสุดๆ รายได้จากการขายแตะ 124,374 ล้านบาท ทำ EBITDA ได้ 17,210 ล้านบาท และมีกำไรสำหรับปี 4,069 ล้านบาท

เบื้องหลังตัวเลขที่สวยไม่ใช่แค่ดีมานด์ในประเทศและการส่งออกที่ยังไปได้ต่อ แต่ยังมาจากการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และการยกระดับกระบวนการผลิตด้วย Robot, Cobot และระบบอัตโนมัติ (Automation) ทำให้บริษัทกล้าเคาะจ่ายปันผลรวม 0.60 บาทต่อหุ้น ให้ผู้ถือหุ้น

ปี 2569 ยังไม่เบรค SCGP เดินหน้าวางงบลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้า EBITDA ใหม่ที่ 18,300 ล้านบาท โดยใช้ยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ เชื่อมโยงผู้บริโภคแบบครบห่วงโซ่ ควบคู่การจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด

ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์: โอกาสยังมี แม้ราคาจะถูกกดดัน

ผู้บริหาร SCGP มองว่าอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในปี 2568 ยังอยู่ในช่วงการเติบโต โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน จากทั้งฝั่งการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก

อย่างไรก็ตาม ราคาบรรจุภัณฑ์ยังถูกกดดัน จากภาวะการแข่งขันในตลาด แต่ดีมานด์ในบางประเทศกลับวิ่งแรงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ปี 2568

  • เวียดนามและอินโดนีเซีย: ความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น ตามการเติบโตของเศรษฐกิจและการผลิตเตรียมรับเทศกาล

  • จีน: ความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์เริ่มกลับมาฟื้นตัว

  • ไทย: ดีมานด์ชะลอจากอุทกภัย และพฤติกรรมจับจ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้น

SCGP เลือกตอบโจทย์สถานการณ์ด้วยการ บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ปรับตัวเร็ว และเพิ่มปริมาณการขาย ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตปรับตัวดีขึ้น พร้อมเดินหน้าโฟกัสธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

ดีลสำคัญและการขยายธุรกิจ: จาก MYPAK ถึงตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง

ปี 2568 SCGP ไม่ได้เติบโตแค่ในแง่ตัวเลข แต่ยังต่อจิ๊กซอว์เชิงกลยุทธ์สำคัญหลายชิ้น โดยเฉพาะในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่ใกล้ตัวผู้บริโภคและตลาดที่กำลังมาแรงอย่าง อาหารสัตว์เลี้ยง

ดีลเด่นที่ช่วยเสริมพอร์ตมีหลายรายการ เช่น

  • เข้าถือหุ้น 100% ใน PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK)

  • เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน Duy Tan Plastics Manufacturing Corporation (Duy Tan) จาก 70% เป็น 100%

  • ร่วมทุน 25% กับ Howa Sangyo Co., Ltd. (HOWA) จากญี่ปุ่น เพื่อผลิต บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว (flexible packaging) สำหรับตลาด อาหารสัตว์เลี้ยง ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

  • ลงทุนตั้งฐานการผลิตกระบอกฉีดยา 180 ล้านชิ้นต่อปี ในโรงงานของบริษัทวีอีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด

ดีลกับ HOWA ในสายบรรจุภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงถือเป็นหมากสำคัญ เพราะตลาดนี้โตแรงจากเทรนด์คนรักสัตว์เลี้ยงที่ยอมจ่ายเพื่อคุณภาพของทั้งอาหารและบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และดูดีบนชั้นวางสินค้า

พร้อมกันนี้ SCGP ยังได้อานิสงส์จาก ต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล และราคาพลังงานที่ปรับลดลง แม้ว่าราคาขายบรรจุภัณฑ์จะลดลงจนทำให้รายได้จากการขายปี 2568 อยู่ที่ 124,374 ล้านบาท ลดลง 6% จากปีก่อน แต่

  • EBITDA เพิ่มขึ้น 7% แตะ 17,210 ล้านบาท

  • กำไรสำหรับปี เพิ่มขึ้น 10% เป็น 4,069 ล้านบาท

ผลงานไตรมาส 4/2568 และนโยบายปันผล

ในไตรมาส 4 ปี 2568 SCGP ทำผลงานได้เด่นชัดในแง่กำไรและประสิทธิภาพการลงทุน

  • รายได้จากการขาย 30,170 ล้านบาท ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

  • EBITDA 4,567 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 61%

  • กำไรสำหรับงวด 1,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

หนึ่งในตัวแปรสำคัญคือ กำไรส่วนเพิ่มจากการซื้อกิจการ MYPAK ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนของ SCGP ไม่ได้แค่ขยายขนาด แต่ยังสร้างมูลค่าได้จริง

ด้านผลตอบแทนผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ที่ระดับ 0.60 บาทต่อหุ้น แบ่งเป็น

  • ปันผลระหว่างกาลที่จ่ายไปแล้ว 0.25 บาทต่อหุ้น (จ่ายเมื่อ 27 สิงหาคม 2568)

  • ปันผลงวดสุดท้าย 0.35 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่ายวันที่ 21 เมษายน 2569

วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลคือวันที่ 1 เมษายน 2569 และจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 31 มีนาคม 2569

มองไปข้างหน้า: กลยุทธ์ปี 2569 และโฟกัสตลาดอาเซียน

สำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 SCGP มองว่าความต้องการบรรจุภัณฑ์ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะจาก

  • การบริโภคภายในประเทศในตลาดอาเซียน

  • เศรษฐกิจภูมิภาคที่ยังมีทิศทางเติบโต

  • ความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ด้านราคาและต้นทุน

  • ราคาบรรจุภัณฑ์และค่าขนส่งคาดว่าจะทรงตัว

  • SCGP ตั้งเป้าเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยเป็น ประมาณ 90% จากช่วง 87–91% ในปี 2568

อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายในเวียดนามและอินโดนีเซียอาจทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อน เพราะมีวันหยุดเทศกาลเต๊ดในเวียดนาม และฮารีรายอในอินโดนีเซีย ขณะที่ไทยได้แรงหนุนจากเทศกาลสงกรานต์และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ด้านงบลงทุน ปี 2569 SCGP วางงบรวม 10,000 ล้านบาท ครอบคลุม

  • การควบรวมและซื้อกิจการ (M&P)

  • การขยายธุรกิจในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภค

  • การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร

พร้อมตั้งเป้า EBITDA ปี 2569 ที่ 18,300 ล้านบาท โดยมองโอกาสขยายการลงทุนเพิ่มใน

  • เวียดนามและอินโดนีเซีย

  • การรุกตลาดอินเดีย ซึ่งเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น

หุ่นยนต์–ระบบอัตโนมัติ: เบื้องหลังบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูง

หัวใจสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของ SCGP คือการนำ Robot, Cobot และ Automation เข้ามาในกระบวนการผลิตอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายหลักคือ

  • ควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์ให้ แม่นยำและสม่ำเสมอ

  • จัดการวัตถุดิบได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการสูญเสีย

  • ลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว

  • รองรับการผลิตบรรจุภัณฑ์เฉพาะทาง เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่ต้องการความปลอดภัยและมาตรฐานสูง

SCGP ยังมีแผนขยายการใช้ระบบอัตโนมัติในโรงงานต่างประเทศเพิ่มเติม โดยเฉพาะในประเทศที่ต้นทุนแรงงานและพลังงานเป็นตัวแปรสำคัญต่อมาร์จิ้นของธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังมีการบริหารต้นทุนด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจในอินโดนีเซียได้ปรับสัญญาการใช้พลังงานใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลเรื่องการลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป

ความยั่งยืน: จากบรรจุภัณฑ์เขียวสู่รางวัลระดับตลาดทุน

SCGP เดินเกมเรื่อง ความยั่งยืน แบบจริงจัง ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า ผ่านความร่วมมือกับลูกค้าในกลุ่มบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าส่งออก รวมแล้ว 15 โครงการ ที่โฟกัสเรื่อง

  • พัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • เพิ่มการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่เพื่อรีไซเคิล

  • ร่วมกันพัฒนาระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

  • คำนวณ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) อย่างเป็นระบบ

SCGP ยังพัฒนาห้องปฏิบัติการสำหรับทดสอบและรับรองกระดาษบรรจุภัณฑ์ตามมาตรฐานฉลากเขียวของ Thailand Environment Institute (TEI) และนำหลักการ ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้การใช้ทรัพยากรคุ้มค่าควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในเชิงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ SCGP ตั้งเป้า

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมลง 25% ภายในปี 2573

  • มุ่งสู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593

การเดินเกมแบบนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ในมุมภาพลักษณ์ แต่ยังได้รับการยอมรับจากตลาดทุนผ่าน

  • การจัดอันดับหุ้นยั่งยืนระดับ AAA จาก SET ESG Rating ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

  • รางวัล Best Sustainability Awards

  • รางวัล SET Awards of Honor: Best Innovative Company Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า SCGP ไม่ได้โฟกัสแค่การเติบโตของตัวเลขกำไร แต่ยังเดินหน้าควบคู่ไปกับ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน