สรุปภาพใหญ่: ปี 68 ของ SCGP ทำไมถึงน่าจับตา?
SCGP โชว์ผลงานปี 2568 แบบฟอร์มดีสุดๆ รายได้จากการขายแตะ 124,374 ล้านบาท ทำ EBITDA ได้ 17,210 ล้านบาท และมีกำไรสำหรับปี 4,069 ล้านบาท
เบื้องหลังตัวเลขที่สวยไม่ใช่แค่ดีมานด์ในประเทศและการส่งออกที่ยังไปได้ต่อ แต่ยังมาจากการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และการยกระดับกระบวนการผลิตด้วย Robot, Cobot และระบบอัตโนมัติ (Automation) ทำให้บริษัทกล้าเคาะจ่ายปันผลรวม 0.60 บาทต่อหุ้น ให้ผู้ถือหุ้น
ปี 2569 ยังไม่เบรค SCGP เดินหน้าวางงบลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้า EBITDA ใหม่ที่ 18,300 ล้านบาท โดยใช้ยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ เชื่อมโยงผู้บริโภคแบบครบห่วงโซ่ ควบคู่การจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด
ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์: โอกาสยังมี แม้ราคาจะถูกกดดัน
ผู้บริหาร SCGP มองว่าอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในปี 2568 ยังอยู่ในช่วงการเติบโต โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน จากทั้งฝั่งการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก
อย่างไรก็ตาม ราคาบรรจุภัณฑ์ยังถูกกดดัน จากภาวะการแข่งขันในตลาด แต่ดีมานด์ในบางประเทศกลับวิ่งแรงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ปี 2568
เวียดนามและอินโดนีเซีย: ความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น ตามการเติบโตของเศรษฐกิจและการผลิตเตรียมรับเทศกาล
จีน: ความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์เริ่มกลับมาฟื้นตัว
ไทย: ดีมานด์ชะลอจากอุทกภัย และพฤติกรรมจับจ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้น
SCGP เลือกตอบโจทย์สถานการณ์ด้วยการ บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ปรับตัวเร็ว และเพิ่มปริมาณการขาย ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตปรับตัวดีขึ้น พร้อมเดินหน้าโฟกัสธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

ดีลสำคัญและการขยายธุรกิจ: จาก MYPAK ถึงตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง
ปี 2568 SCGP ไม่ได้เติบโตแค่ในแง่ตัวเลข แต่ยังต่อจิ๊กซอว์เชิงกลยุทธ์สำคัญหลายชิ้น โดยเฉพาะในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่ใกล้ตัวผู้บริโภคและตลาดที่กำลังมาแรงอย่าง อาหารสัตว์เลี้ยง
ดีลเด่นที่ช่วยเสริมพอร์ตมีหลายรายการ เช่น
เข้าถือหุ้น 100% ใน PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK)
เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน Duy Tan Plastics Manufacturing Corporation (Duy Tan) จาก 70% เป็น 100%
ร่วมทุน 25% กับ Howa Sangyo Co., Ltd. (HOWA) จากญี่ปุ่น เพื่อผลิต บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว (flexible packaging) สำหรับตลาด อาหารสัตว์เลี้ยง ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
ลงทุนตั้งฐานการผลิตกระบอกฉีดยา 180 ล้านชิ้นต่อปี ในโรงงานของบริษัทวีอีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด
ดีลกับ HOWA ในสายบรรจุภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงถือเป็นหมากสำคัญ เพราะตลาดนี้โตแรงจากเทรนด์คนรักสัตว์เลี้ยงที่ยอมจ่ายเพื่อคุณภาพของทั้งอาหารและบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และดูดีบนชั้นวางสินค้า
พร้อมกันนี้ SCGP ยังได้อานิสงส์จาก ต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล และราคาพลังงานที่ปรับลดลง แม้ว่าราคาขายบรรจุภัณฑ์จะลดลงจนทำให้รายได้จากการขายปี 2568 อยู่ที่ 124,374 ล้านบาท ลดลง 6% จากปีก่อน แต่
EBITDA เพิ่มขึ้น 7% แตะ 17,210 ล้านบาท
กำไรสำหรับปี เพิ่มขึ้น 10% เป็น 4,069 ล้านบาท


ผลงานไตรมาส 4/2568 และนโยบายปันผล
ในไตรมาส 4 ปี 2568 SCGP ทำผลงานได้เด่นชัดในแง่กำไรและประสิทธิภาพการลงทุน
รายได้จากการขาย 30,170 ล้านบาท ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
EBITDA 4,567 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 61%
กำไรสำหรับงวด 1,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
หนึ่งในตัวแปรสำคัญคือ กำไรส่วนเพิ่มจากการซื้อกิจการ MYPAK ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนของ SCGP ไม่ได้แค่ขยายขนาด แต่ยังสร้างมูลค่าได้จริง
ด้านผลตอบแทนผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ที่ระดับ 0.60 บาทต่อหุ้น แบ่งเป็น
ปันผลระหว่างกาลที่จ่ายไปแล้ว 0.25 บาทต่อหุ้น (จ่ายเมื่อ 27 สิงหาคม 2568)
ปันผลงวดสุดท้าย 0.35 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่ายวันที่ 21 เมษายน 2569
วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลคือวันที่ 1 เมษายน 2569 และจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 31 มีนาคม 2569

มองไปข้างหน้า: กลยุทธ์ปี 2569 และโฟกัสตลาดอาเซียน
สำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 SCGP มองว่าความต้องการบรรจุภัณฑ์ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะจาก
การบริโภคภายในประเทศในตลาดอาเซียน
เศรษฐกิจภูมิภาคที่ยังมีทิศทางเติบโต
ความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ด้านราคาและต้นทุน
ราคาบรรจุภัณฑ์และค่าขนส่งคาดว่าจะทรงตัว
SCGP ตั้งเป้าเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยเป็น ประมาณ 90% จากช่วง 87–91% ในปี 2568
อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายในเวียดนามและอินโดนีเซียอาจทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อน เพราะมีวันหยุดเทศกาลเต๊ดในเวียดนาม และฮารีรายอในอินโดนีเซีย ขณะที่ไทยได้แรงหนุนจากเทศกาลสงกรานต์และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
ด้านงบลงทุน ปี 2569 SCGP วางงบรวม 10,000 ล้านบาท ครอบคลุม
การควบรวมและซื้อกิจการ (M&P)
การขยายธุรกิจในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภค
การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร
พร้อมตั้งเป้า EBITDA ปี 2569 ที่ 18,300 ล้านบาท โดยมองโอกาสขยายการลงทุนเพิ่มใน
เวียดนามและอินโดนีเซีย
การรุกตลาดอินเดีย ซึ่งเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น
หุ่นยนต์–ระบบอัตโนมัติ: เบื้องหลังบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูง
หัวใจสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของ SCGP คือการนำ Robot, Cobot และ Automation เข้ามาในกระบวนการผลิตอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายหลักคือ
ควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์ให้ แม่นยำและสม่ำเสมอ
จัดการวัตถุดิบได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการสูญเสีย
ลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว
รองรับการผลิตบรรจุภัณฑ์เฉพาะทาง เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่ต้องการความปลอดภัยและมาตรฐานสูง
SCGP ยังมีแผนขยายการใช้ระบบอัตโนมัติในโรงงานต่างประเทศเพิ่มเติม โดยเฉพาะในประเทศที่ต้นทุนแรงงานและพลังงานเป็นตัวแปรสำคัญต่อมาร์จิ้นของธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังมีการบริหารต้นทุนด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจในอินโดนีเซียได้ปรับสัญญาการใช้พลังงานใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลเรื่องการลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป

ความยั่งยืน: จากบรรจุภัณฑ์เขียวสู่รางวัลระดับตลาดทุน
SCGP เดินเกมเรื่อง ความยั่งยืน แบบจริงจัง ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า ผ่านความร่วมมือกับลูกค้าในกลุ่มบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าส่งออก รวมแล้ว 15 โครงการ ที่โฟกัสเรื่อง
พัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เพิ่มการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่เพื่อรีไซเคิล
ร่วมกันพัฒนาระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
คำนวณ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) อย่างเป็นระบบ
SCGP ยังพัฒนาห้องปฏิบัติการสำหรับทดสอบและรับรองกระดาษบรรจุภัณฑ์ตามมาตรฐานฉลากเขียวของ Thailand Environment Institute (TEI) และนำหลักการ ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้การใช้ทรัพยากรคุ้มค่าควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ในเชิงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ SCGP ตั้งเป้า
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมลง 25% ภายในปี 2573
มุ่งสู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593
การเดินเกมแบบนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ในมุมภาพลักษณ์ แต่ยังได้รับการยอมรับจากตลาดทุนผ่าน
การจัดอันดับหุ้นยั่งยืนระดับ AAA จาก SET ESG Rating ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
รางวัล Best Sustainability Awards
รางวัล SET Awards of Honor: Best Innovative Company Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4
ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า SCGP ไม่ได้โฟกัสแค่การเติบโตของตัวเลขกำไร แต่ยังเดินหน้าควบคู่ไปกับ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

